_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 9, 2020

“การบริหารคือการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยมือผู้อื่น ผู้ปกครองระดับธรรมดาใช้ความสามารถของตนอย่างเต็มที่ ผู้ปกครองระดับกลาง ใช้กำลังของคนอื่นอย่างเต็มที่ ผู้ปกครองระดับสูง ใช้ปัญญาของคนอื่นอย่างเต็มที่”

 

แม้ยังคงไม่อาจยืนยันได้ว่าปรัชญานี้ มาจากปราชญ์ท่านใด บางแหล่งกล่าวว่าเป็นของขงจื๊อ บ้างก็ว่าเป็นของหานเฟยจื่อ ปราชญ์จีนโบราณยุคจ้านกว๋อ บ้างก็ว่าเป็นคำคมของขงเบ้งแห่งสามก๊ก แต่ไม่ว่าจะผ่านมากี่พันกี่ร้อยปีก็ยังตกผลึกให้นักบริหารนำมาปรับใช้ได้เสมอ

 

หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ผู้บริหาร หรือ หัวหน้างาน มักพบเจอทำให้ยังไม่สามารถที่จะข้ามขั้นไปสู่ผู้ปกครองระดับกลาง หรือ ระดับสูงได้อย่างเต็มตัวนั่นก็คือ  “งานไม่เดิน สั่งแล้วไม่ทำ ต้องทำเอง” ซึ่งนี่คือประโยคสุดฮิตที่ 90% ของธุรกิจขนาดเล็ก หรือ  หัวหน้างานมือใหม่ยังแก้ไม่ตก

 

สาเหตุอาจเกิดจากศักยภาพทั้งของตัวผู้สั่งงานและผู้รับคำสั่ง อุปนิสัยส่วนตัวของบุคลากรในองค์กรนั้นๆ ที่ไม่พร้อมเปิดรับ หรือ หาช่องทางเลี่ยงบาลีในการปฏิบัติตามคำสั่งด้วยข้ออ้างต่างๆ นานาบ่อยครั้งจนงานไม่คืบหน้านำมาสู่ความรำคาญ จนรู้สึกว่าถ้าลงมือทำเองงานจะคืบหน้าและมีอุปสรรคน้อยกว่า

 

กรณีนี้ หัวหน้างานควรลองเช็คดูก่อนว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ต้องมานั่งทำเองอยู่ตลอด โดยอาจต้องพิจารณาจาก 3 มุม นั่นคือ 1. งานอาจมีขอบเขตกว้างที่เกินไป 2. ผ่อนเวลาให้มากเกินไป 3.ให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในสายตาของลูกน้องมากเกินไป พร้อมข้อแนะนำต่อไปนี้

 

  1. ขอบเขตงานชัดเจน ระบุหน้าที่ที่ชัดเจนของบุคคลนั้น ตำแหน่งนั้นๆ ต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง คาดหวังผลอย่างไรเพื่อเลือกคนที่เหมาะสมกับงาน โดยเฉพาะปัจจุบันที่พนักงานควรปรับตัว เรียนรู้เพิ่มทักษะให้เป็นแบบ Multi skill เพราะหมดยุคหนึ่งคนหนึ่งความรับผิดชอบแล้ว เห็นได้จากหลายองค์กรที่เริ่มมีการปลดพนักงานอายุงานสูงที่ไม่อาจปรับตัวเข้ากับกระบวนการทำงานและเทคโนโลยียุคใหม่จนกลายเป็นข้อจำกัด มากขึ้นเรื่อยๆ
  2. กำหนดเป้าหมายชัดเจน การมอบหมายงานนอกจากดูความสามารถและความเหมาะสมแล้ว ควรจะเลือกคนมีความมุ่งมั่น มีแนวคิดหรือลักษณะการทำงานในทางเดียวกันก็จะช่วยให้การทำงานราบรื่นขึ้นได้
  3. วัดผลงานอย่างชัดเจน หาวิธีวัดผลของงานให้ได้ว่าบุคคลนั้นๆ สามารถทำงานถึงเป้าหมายกี่เปอร์เซ็นต์ อาทิ กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานที่ได้รับมอบหมาย ประสิทธิภาพชิ้นงาน ซึ่งเกณฑ์อาจมาจากการตกลงร่วมกันในทีม หรือ อาจประยุกต์จากความเร่งด่วนของงาน รวมถึงอาจประเมินร่วมกับ Working Hour เพื่อวัดผลปลายปีด้วยก็ได้

 

3 วิธีไขลาน เมื่อสั่งการแล้วงานไม่เดิน

 

จากแนวทางเสนอแนะ 3 ข้อข้างต้น จะช่วยให้หัวหน้างานมองภาพองค์รวมของาน รวมถึงประสิทธิภาพของตัวหัวหน้างานเอง หรือ ลูกน้องในทีมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นำมาสู่การวิเคราะห์ต่อไปได้ว่า งานไม่เดินเพราะอะไร อาทิ เกิดจากวิธีการสั่งงานที่ยังไม่สามารถดึงศักยภาพทีมงานออกมาเต็มที่ เกิดจากทัศนคติ หรือ ความรับผิดชอบส่วนบุคคลนั้นๆ หรือไม่ ต้องแก้อย่างไร ต้องหาคนเพิ่ม หาคนแทนหรือไม่

 

ทั้งนี้เพื่อนำมาสู่การแก้ปัญหา “งานไม่เดิน สั่งแล้วไม่ทำ เดี๋ยวทำเอง”ได้ตรงจุด จะได้ผลักดันตัวเองและองค์กรให้เดินหน้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป

 

ที่มาข้อมูลอ้างอิง

ejobmag.com


Content_หมดไฟ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 13, 2019

มนุษย์เงินเดือนหลายคนอาจเคยประสบภาวะหมดไฟในการทำงานกัน เนื่องด้วยปัจจัยหลายอย่างในชีวิต แล้วเราจะรับมือ หรือ ปรับทัศนคติเพื่อสร้างภูมิต้านทานในเรื่องนี้อย่างไร กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมมาฝากกัน

อีกหนึ่งเรื่องราวใกล้ตัวสำหรับชาวมนุษย์เงินเดือนที่จะมีช่วงหนึ่งที่ทำให้พลังไฟในการทำงานของตัวเรามอดลง ด้วยปัจจัยหลายอย่าง อาทิ เงินเดือน ปัญหากับเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย งานล้นมือ เบื่องานซ้ำๆ เดิมๆ งานไม่เหมาะกับตนเอง ขาดสมดุลการใช้ชีวิต ฯลฯ ขมวดเป็นปมที่ทำให้เราไม่มีความสุข ขาดแรงจูงใจ เรียกว่า หมดไฟ หรือ หมด Passion ในการทำงาน

การหมดไฟในการทำงาน หรือ Burn out แม้บางครั้งเกิดชั่วขณะ แต่อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อสภาพร่างกาย จิตใจ เพราะการใช้ชีวิตแบบเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลา จะส่งผลให้รู้สึกกดดัน เหนื่อย ท้อ รู้สึกล้มเหลว ขาดประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งอาจเป็นเหตุสะสมที่นำเข้าสู่สภาวะโรคซึมเศร้าได้ เเล้วจะรับมือ หรือ หาวิธีสร้างภูมิต้านทานกับเรื่องนี้อย่างไรดี วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำหลากมุมมองน่าสนใจมานำเสนอกัน

  1. ตั้งสติตีโจทย์ให้แตก ติดกระดุมเม็ดแรกให้ตรงจุด เริ่มจากตั้งสติหาเหตุที่ทำให้หมดไฟ ให้เจอก่อนว่าแท้จริงแล้วเกิดจากอะไร อาทิ ภาระงานบีบรัดเข้มงวด ระบบบริหารจัดการที่ไม่ตรงใจ ผลลัพธ์ สิ่งที่หวังไม่เป็นไปตามเป้า ซึ่งบางครั้งอาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับงานเลยก็ได้ เช่น ผิดหวังเรื่องความรัก ภาระหนี้สิน ฯลฯ ที่ทับถมสะสมเป็นความเครียดจนผูกเป็นปมรวมกัน ดังนั้นข้อนี้ถือว่าจำเป็นมาก เพราะถ้าหาเหตุที่แท้จริงไม่เจอก็จะแก้ผิดจุด เหมือนการติดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดอื่นก็ผิดตามไปด้วย
  2. ทบทวนอีกครั้ง แค่อารมณ์ชั่ววูบ หรือ เกินเยียวยา เมื่อเจอต้นเหตุแล้ว ลองนำมาประมวลอีกครั้งว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น สามารถแก้ไข หรือ มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ไหม โดยอาจเริ่มจากการหาวิธีง่ายๆ เช่น ลาพักผ่อนระยะสั้น เพื่อท่องเที่ยว หรือ ย้ายตัวเองออกจากชีวิตประจำวันแบบเดิมที่ต้องเผชิญทุกวัน จะได้มีเวลาสังเกตตัวเอง หรือ ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนอีกครั้งว่าเหมาะกับงานหรือองค์กรที่ทำอยู่หรือไม่ รวมถึงประเมินตนเองว่ามีความถนัดด้านใด เพื่อนำคำตอบที่ได้มาประเมินว่าควรทำอย่างไรต่อไป ซึ่งถ้าเกิดเพราะอารมณ์ชั่ววูบก็อาจจะง่ายหน่อย แต่ถ้าไตร่ตรองครบทุกด้านแล้วยังไม่ดีขึ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณอาจถึงเวลาที่จะต้องเริ่มมองหาการเดินทางครั้งใหม่ในทำงาน เพื่ออนาคต
  3. ที่ปรึกษาก็มีส่วนสำคัญ อาจลองปรึกษาหัวหน้างานเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและความคิดเห็น หาวิธีแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน หรือ อาจหาที่ปรึกษา เช่น เพื่อนร่วมงาน เพื่อน หรือ คนรัก เพื่อช่วยร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ฟื้นคืนกำลังใจกลับมา
  4. หางานอดิเรก พักเบรกสักนิด ในวันหยุดลองหากิจกรรมที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้ความคิดอย่างหนัก ลองเปลี่ยนมานั่งสมาธิ ฟังเพลง อ่านหนังสือ ไปเดินเล่น หรือไปเยี่ยมเพื่อนและญาติ กิจกรรมเหล่านี้จะทำให้คุณรู้สึกสบายใจมากขึ้น หรือ แม้กระทั่งระหว่างวันทำงาน อาจหาเวลาพักเบรกให้ชีวิตสัก 10 – 15 นาที โดยนำสิ่งที่ชอบติดตัวมา อาทิ หยิบหนังสือ หรือ เพลงที่ชอบมาเปิดอ่าน เปิดฟัง หรือในยุคดิจิทัลนี้ อาจนำเกมฮิตต่างๆ ที่หลายท่านโหลดติดไว้ มาเล่นแก้เครียด อาจช่วยในการปรับภาวะอารมณ์ให้ดีขึ้นได้
  1. สุขภาพต้องแคร์ ดูแลอย่าละเลย เพราะสุขภาพสำคัญที่สุด ฉะนั้นเมื่อทำงานหนัก มีภาระมากขึ้น อาจทำให้ไม่มีเวลารับประทานอาหาร ขาดการออกกำลังกาย นอนน้อย ส่งผลให้สภาพร่างกายเสื่อมโทรมลง ทำให้หมดไฟเร็วขึ้น การดูแลสุขภาพจึงอาจช่วยให้รับมือกับปัญหาหมดไฟได้ สิ่งสำคัญอันดับต้นๆ คือ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงการออกกำลังกายประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งต่อสัปดาห์ จะช่วยเสริมสุขภาพทำให้ชีวิตดีขึ้น และช่วยให้สมองได้พักจากการคิดเรื่องงานไปสนใจสิ่งอื่นแทน

ลองนำไปปรับ หรือ หาวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวเอง เพื่อสร้างภูมิต้านทาน หรือ กระตุ้น ให้ไฟในการทำงานของคุณกลับมาลุกโชนอีกครั้ง

ทีมงาน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต หวังว่าข้อมูลที่นำมาเสนอนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อท่านได้ไม่มากก็น้อย และเราขอเป็นกำลังใจให้ท่านเสมอ