Banner_welltitude_ไก่ทอดกินทุกวันเสี่ยงตาย.jpg

kinyupen_adminFebruary 14, 2019

ผลการวิจัยเผย “ไก่ทอด” หนึ่งในเมนูอาหารยอดฮิตที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด เป็นหนึ่งในเมนูที่หากรับประทานเป็นประจำ ส่งอันตรายและมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากถึง 13%

“ไก่ทอด” อีกเมนูหนึ่งที่ทำได้ง่ายๆ หรือหาซื้อรับประทานได้ง่ายๆ ตามท้องตลาด รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ หรือข้าวเหนียวก็อร่อย ไก่ทอดไม่ได้เป็นแค่อาหารจานหลักเท่านั้น ไก่ทอดยังเป็นอาหารทานเล่นได้

“ไก่ทอด” ที่จำหน่ายในปัจจุบันตามท้องตลาดมีอยู่มากมาย จำหน่ายในห้างสรรพสินค้า แต่ละร้านจะมีสูตรเด็ดแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของผู้บริโภคแต่ละคน แต่การรับประทาน “ไก่ทอด” เป็นประจำ ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ

วารสาร The BMJ ตีพิมพ์ผลวิจัยซึ่งได้ศึกษากลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนในสหรัฐฯ พบว่า ผู้หญิงที่ชื่นชอบการรับประทานของทอด โดยเฉพาะไก่ทอดหรือปลาทอดเป็นประจำ มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากถึง 13% และหากรับประทานปลาทอดเป็นประจำ มีความเสี่ยงเสียชีวิตมากถึง 7% เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้รับประทานอาหารประเภททอด

ผลการวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นงานวิจัยชิ้นแรกของสหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญในประเด็นการบริโภคของทอดและอัตราการเสียชีวิตของมนุษย์ ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานอาหารประเภทของทอด และอัตราความเสี่ยงการเป็นโรคอ้วนและโรคหัวใจ

Wei Bao ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฝ่ายระบาดวิทยา มหาวิทยาลัยไอโอวา เผยว่า ในสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ การรับประทานของทอดถือเป็นเรื่องปกติมาก แต่ส่วนใหญ่มองข้ามถึงผลกระทบในระยะยาวของอาหารประเภททอดที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งนี้ในปี 2560 มีผลการวิจัยว่า คนที่รับประทานมันฝรั่งทอดมากกว่า 2 ครั้ง/สัปดาห์ มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าคนที่ไม่ไรับประทานถึง 2 เท่า

ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยของ Wei Bao ได้ศึกษาพฤติกรรมการรับประทานอาหารของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้หญิงเกือบ 107,000 คน ในช่วงอายุระหว่าง 50-79 ปี จากคลินิก 40 แห่งทั่วสหรัฐฯ ระหว่างปี 1993-1998 และติดตามกลุ่มตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 18 ปี โดยกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมงานวิจัยได้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคและปริมาณอาหาร 122 ชนิด หนึ่งในนั้นมีอาหารประเภทไก่ทอด ปลาทอด เฟรนช์ฟราย ฯลฯ

กลุ่มตัวอย่างที่รับประทานอาหารประเภทของทอดมากกว่า 1 มื้อ/วัน มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าสาเหตุอื่นๆ ถึง 8% รวมถึงอัตราการป่วยเป็นโรคหัวใจ ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับประทานอาหารประเภทของทอด นอกจากนี้ การรับประทานไก่ทอดยังทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงถึง 13% รวมถึงมีความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจากโรคหัวใจอีก 12% ส่วนอัตราการเสียชีวิตและโรคหัวใจจากการรับประทานปลาทอดอยู่ที่ 7% และ 13%

ทั้งนี้ สาเหตุหลักๆ ของการรับประทานของทอดนั้น มาจากการซื้อของทอดตามท้องตลาดนั้นมีการใช้น้ำมันในการทอดซ้ำอยู่หลายรอบ ทำให้เกิดสารอันตรายได้ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ หากทอดอาหารรับประทานเองที่บ้าน เปอร์เซ็นต์การใช้น้ำมันทอดอาหารซ้ำจะลดลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพมากกว่า

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจากเว็บไซต์ : edition.cnn.com


Banner_welltitude_ออฟฟิศซินโดรม-ภัยร้าย.jpg

kinyupen_adminJanuary 28, 2019

“ออฟฟิศซินโดรม” โรคสุดฮิตของมนุษย์เงินเดือน เมื่อต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ หากทำเป็นประจำบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัย อันตรายถึงตายได้

มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายเมื่อต้องสวมบทบาทเป็นพนักงานออฟฟิศ ซึ่งวัน ๆ ก็จะใช้ชีวิตอยู่บนโต๊ะทำงาน ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ หลายชั่วโมง เรียกได้ว่าใช้ชีวิตผูกติดอยู่กับโต๊ะทำงานตลอดทั้งวันเลยก็ว่าได้  ส่งผลทำให้ร่างกายไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกายเลย แต่จะรู้หรือไม่ว่า พฤติกรรมดังกล่าวหากทำเป็นประจำบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัย ส่งผลเสียต่อร่ายกายเราอย่างแน่นอน ทั้งร่างกายมีอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว สายตาพร่ามัว มีอากาศปวดศีรษาะ ไมเกรน มีอาการชาตามมือ เกิดอาการนิ้วล้อค กล้ามเนื้ออักเสบ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือทางการแพทย์จะเรียกว่า “โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)” นั่นเอง

โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เป็นอาการที่เกิดจากการทำงานกล้ามเนื้อไม่เหมาะสมในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเรื้อรัง และอาจส่งผลให้ร่างกายส่วนอื่น ๆ มีความผิดปกติร่วมด้วย

เรื่องนี้ ศ.นพ.ธไนนิธย์ โชตนภูติ แพทย์หัวหน้าสถาบัน และแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ สถาบันกระดูกและข้อ ให้ข้อมูลถึงภาวะออฟฟิศซินโดรมว่า เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการทำงานและการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เมื่อรักษาแล้วต้องปรับพฤติกรรมชีวิต เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นซ้ำหรือเป็นภาวะปวดเรื้อรัง โดยคนที่ป่วยโรคออฟฟิศซินโดรม จะมีอาการ 3 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 : เป็นระยะเริ่มต้น จะแสดงอาการเล็กน้อย ๆ เช่น อาการปวดบ่า ปวดคอ ปวดหลัง ฯลฯ จนคนมองข้ามไป

ระยะที่ 2 : จะมีอาการปวดจนแทบขยับร่างกายแทบไม่ได้ ถือเป็นสัญญาณเตือนของอาการกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง เช่น ยกแขนไม่ขึ้น เนื่องจากมีพังผืดเกาะที่บริเวณสะบักและหัวไหล และบางรายอาจมีอาการชาไปที่บริเวณมืและนิ้วด้วย

ระยะที่ 3 : ระยะหนักหน่วง ระยะนี้หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการปรับพฤติกรรมหรือรักษา อาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้ เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน เป็นต้น

 

โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) สามารถรักษาให้หายได้ ซึ่งหากใครยังไม่มีอาการเจ็บปวดมาก สามารถรักษาได้โดยการรับประทานยา ฉีดยา นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำกายภาพบำบัด ตลอดจนปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตและท่าทางอิริยาบถในขณะทำงาน เพื่อให้กล้ามเนื้อได้มีการเคลื่อนไหวบ้าง หากมีอาการเรื้อรังควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาและรับการรักษาอย่างถูกต้อง

สำหรับอาการที่ไม่หนักมากจนต้องพบแพทย์ สามารถบำบัดได้ด้วยตนเอง โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใกล้ตัว เพียงแค่การลดพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ก่อนเข้านอน พยายามพักผ่อนให้เพียงพอ หากอยู่ในออฟฟิศควรลุกยืดเส้นยืดสาย เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งจะช่วยลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น ที่สำคัญ พยายามไปหาเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที -1 ชั่วโมง เพียงเท่านี้คุณก็สามารถหายจากโรคออฟฟิศซินโดรมได้แล้ว

อย่าลืมว่า สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต อย่าปล่อยปละละเลยมันไป เริ่มต้นหันมาใส่ใจสุขภาพกันตั้งแต่บัดนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้าดีกว่า


-เอาใจคนรักสุขภาพ_web-1.jpg

kinyupen_adminJanuary 28, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของ “ตลาดออร์แกนิค” อีกหนึ่งธุรกิจที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพที่ในปัจจุบันหันมาใส่ใจเรื่องของการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม “ตลาดออร์แกนิค” เอาใจคนรักสุขภาพ

“การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” เพราะปัจจุบัน คนรุ่นใหม่เริ่มหันมาใส่ใจในเรื่องของสุขภาพกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจาก “สุขภาพ” เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อมนุษย์อย่างเรา จะเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งทีคงไม่ดีอย่างแน่นอน

“อาหารออร์แกนิค” หนึ่งในแนวทางสำหรับคนรักสุขภาพสู่การมีสุขภาพที่ดี เพราะ “อาหารออร์แกนิค” เป็นอาหารที่ผ่านกระบวนการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี หรือวัตถุสังเคราะห์ใดๆ รวมไปถึงเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ตัดต่อทางพันธุกรรม ไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช ไม่เพิ่มเติมสิ่งปรุงแต่งใดๆ ลงไปในอาหาร จึงทำให้การรับประทาน “อาหารออร์แกนิค” เป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด ที่จะนำพาชีวิตเราไปสู่การมีสุขภาพที่ดี

“กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม “ตลาดออร์แกนิค” เอาใจคนรักสุขภาพ ใกล้ที่ไหน แวะไปที่นั่นได้เลย

 

1. ร้าน SUSTAINA ORGANIC SHOP

ร้านนี้ตั้งอยู่ซอยสุขุมวิท 39 เป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น โดยชั้น 2 และชั้น 3 เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่ม ส่วนชั้น 1 เป็นร้านจำหน่ายสินค้าออร์แกนิกที่ส่งตรงมาจากฟาร์มฮาร์โมนีไลฟ์ ภายในร้านช็อปจำหน่ายสินค้าอุปโภคและสินค้าบริโภคให้เลือกสรรมากมาย ถือเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตออร์แกนิกที่จำหน่ายทั้งผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ วัตถุดิบคุณภาพ

 

SUSTAINA ORGANIC SHOP & RESTAURANT
1/40 ซอยสุขุมวิท 39 (บีทีเอสพร้อมพงษ์) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ
โทร. 02-258-7516
www.facebook.com/SustainaOrganicRestaurant
www.harmonylife.co.th/sustaina.html

 

2. ร้าน Organic Supply

ตั้งอยู่บนถนนนาคนิวาส ย่านลาดพร้าว จำหน่ายผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกจากในประเทศและต่างประเทศให้เลือกสรร ทั้งผลิตภัณฑ์สกินแคร์ อาหาร และเครื่องดื่มมารวบรวมไว้ นอกจากการส่งต่อสุขภาพดีให้ถึงมือคนเมืองได้ง่ายๆ แล้ว ทางร้านต้องการสนับสนุนผู้ผลิตทั้งคนกลุ่มเล็กๆ รวมไปถึงเกษตรกรให้มีตลาดสำหรับการวางสินค้าเพื่อจำหน่ายอีกด้วย โดยพื้นที่ร้านแบ่งออกเป็นโซนช็อปและโซนชิล เพราะมีบาร์สำหรับการสั่งเครื่องดื่มสดและเบเกอรี่จากวัตถุดิบธรรมชาติให้เลือกมุมสบายๆ รับประทานภายในร้านที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย

 

ร้าน Organic Supply
148 ถนนนาคนิวาส แขวงลาดพร้าว ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร
โทร. 02-101-6410
www.organicsupply.co.th
www.facebook.com/organicsupply.bkk

 

3. ร้านใบเมี่ยง

 

 

ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากธรรมชาติที่เปิดมายาวนานมีสินค้าให้เลือกมากมายและหลากหลาย โดยคุณศิริวัฒน์ จันทร์กวี เภสัชกรผู้เป็นเจ้าและผู้รวบรวมสินค้าจากหลากหลายแบรนด์เชื่อถือได้มาให้ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม  ด้วยเสียงตอบรับที่ดีและมีสินค้าให้ช็อปอย่างจุใจ ปัจจุบันร้านใบเมี่ยงกระจายกระแสรักสุขภาพไปยังพื้นที่ต่างๆ 5 สาขา ได้แก่ สาขาเดอะเซอร์เคิล ราชพฤกษ์  สาขาเรนฮิลล์ สุขุมวิท 47 สาขาพอโต้ ชิโน่ มหาชัย สาขานวมินทร์ซิตี้อเวนิว และสาขาดิอัพ พระรามสาม สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกในการเดินทาง ยังมีตัวเลือกทางเว็บไซต์ในการสั่งซื้อสินค้าง่ายๆ กับทางร้าน และหากได้รับสินค้าที่ไม่ตรงตามมาตรฐานก็สามารถส่งคืนและรับเงินคืนได้ทันที

 

ร้านใบเมี่ยง
สำนักงานใหญ่ สาขาพระราม 2 กรุงเทพฯ
โทร. 02-417-6019
www.baimiang.com
www.facebook.com/BaiMiangHealthyShop

 

4. ร้าน Lemon Farm

ตลาดทางเลือกในการให้บริการ กระตุ้นการผลิตอาหาร และผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยจากสารเคมีเป็นพิษ โดยเฉพาะเกษตรธรรมชาติ เพื่อสร้างสุขภาพดีให้แก่ผู้บริโภค และเกษตรกรผู้ผลิตก็มีชีวิตที่ปลอดภัยและดีต่อสิ่งแวดล้อม  โดยเลมอนฟาร์มจำหน่ายผักและผลไม้ออร์แกนิกส่งตรงจากไร่ สดจากแปลงผักเกษตรกรเครือข่ายเลมอนฟาร์มและแบรนด์ของเลมอนฟาร์มเอง ทั้งข้าว ธัญพืช ชา ไข่ เครื่องปรุง อาหารสุขภาพ และ Healthy Care มีทั้งหมด 13 สาขาทั่วกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารออร์แกนิกเพื่อสุขภาพในชื่อ beOrganic By Lemon Farm ตั้งอยู่ที่สาขาชิดลมได้เปิดให้บริการแล้วเช่นกัน

 

ร้าน Lemon Farm
สำนักงานใหญ่ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ
โทร. 02-575-2222
www.lemonfarm.com
www.facebook.com/lemonfarmfan

 

5.ตลาดสุขใจ จังหวัดนครปฐม

 

ตลาดสุขใจ เป็นตลาดอินทรีย์ที่สนับสนุนให้เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ในอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งอยู่ในโครงการสามพรานโมเดล ได้นำผลผลิตเกษตรอินทรีย์มาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง มีผัก-ผลไม้สด ๆ ปลอดสารพิษให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อมากมาย อีกทั้งยังมีอาหารเพื่อสุขภาพให้เลือกชิมลิ้มลองความอร่อยหลากหลายเมนู นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมดี ๆ ให้เข้าร่วมกันตลอดอีกด้วย

 

ตลาดสุขใจ
ริมถนนเพชรเกษม สวนสามพราน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
เวลาเปิด-ปิด : วันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.
เฟซบุ๊ก : ตลาดสุขใจ นครปฐม

 

6.ตลาดนัดเกษตรปลอดสารพิษ อาหารปลอดภัย จังหวัดเชียงใหม่

ตลาดนัดเกษตรปลอดสารพิษ อาหารปลอดภัย เป็นตลาดนัดเกษตรอินทรีย์แห่งแรก ๆ ที่เกิดขึ้นในเชียงใหม่ ซึ่งได้มีการเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ที่ทำการเกษตรแบบอินทรีย์มาจำหน่ายสินค้าปลอดสารพิษให้กับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งนอกจากจะมีผัก-ผลไม้สด สะอาด และปลอดสารพิษแล้ว ก็ยังเป็นแหล่งซื้อผัก-ผลไม้เมืองหนาว และพื้นบ้านราคาย่อมเยาอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นยังมีผลิตภัณฑ์อินทรีย์อื่น ๆ มาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคอีกมากมาย

 

ตลาดนัดเกษตรปลอดสารพิษ
ไร่แม่เหียะ และคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เวลาเปิด-ปิด : ไร่แม่เหียะ เปิดให้บริการวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 06.00-12.00 น., คณะเกษตรศาสตร์ เปิดให้บริการวันพุธ ตั้งแต่เวลา 06.00-12.00 น.
เฟซบุ๊ก : ตลาดนัดเกษตรปลอดพิษ อาหารปลอดภัย Clean, Green, & Safe Agricultural Farms

 

7. ตลาดพอใจ จังหวัดฉะเชิงเทรา

ตลาดพอใจ เป็นอีกหนึ่งตลาดเกษตรอินทรีย์ที่น่าท่องเที่ยวของจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีการสนับสนุนให้เกษตรกรที่ปลูกพืช-ผัก โดยไม่ใช้สารเคมีนำผลผลิตมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง และสิ่งที่โดดเด่นมาก ๆ ก็คือ มีการเปิดอบรมเกี่ยวกับการเกษตรให้กับผู้ที่สนใจในหัวข้อต่าง ๆ อยู่ตลอด ใครอยากเรียนรู้วิธีการทำการเกษตรในรูปแบบใหม่และมีรายได้สู่ครอบครัวอย่างยั่งยืน ก็สามารถไปเที่ยวชมกันได้เลย

ตลาดพอใจ
ลานหน้าสำนักงาน ส.ป.ก. แปดริ้ว ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา
เวลาเปิด-ปิด : วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
เฟซบุ๊ก : ตลาดพอใจ ตลาดเกษตรปลอดภัย ส.ป.ก.แปดริ้ว

 

เรียกได้ว่าถูกใจสาวกคนรักอาหารออร์แกนิคเป็นอย่างมากเลยทีเดียว แต่สำหรับใครที่กำลังลังเลใจว่า “อาหารออร์แกนิค” ดีต่อสุขภาพจริงไหม? ก็ลองมาสัมผัสดูได้ตามตลาดอาหารออร์แกนิคที่ได้นำเสนอไป รับรองเลยว่าจะต้องติดใจอย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะได้สินค้าคุณภาพปลอดสารพิษแล้ว อาหารออร์แกนิคยังส่งผลดีต่อร่างกายของเราด้วย ทั้งในเรื่องของระบบขับถ่าย ช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นในร่างกาย ทำให้กระแสเลือดไหลเวียนดีขึ้น การรับประทานอาหารออร์แกนิคไม่ใช่การลดน้ำหนัก มันเป็นการใช้ชีวิตที่ให้ผลลัพธ์ คือสุขภาพที่ดีที่มาจากสารอาหารที่เต็มเปี่ยม นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Banner_welltitude_ฝุ่น-PM.jpg

kinyupen_adminJanuary 28, 2019

รู้หรือไม่? ฝุ่นจิ๋ว PM ที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่ว่าเพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่แท้จริงแล้ว ฝุ่นละออง PM เกิดขึ้นมานานมาก

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คนกรุงหลายคนอาจจะต้องเผชิญกับหมอกควันจาง ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล หลายคนตั้งคำถามให้กับตัวเองว่า “ที่เห็นอยู่นี่ หมอกหรือควัน” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ทั้งหมอก และไม่ใช่ทั้งควัน แต่เป็นมลพิษทางอากาศชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า PM 2.5 หากเข้าสู่ร่างกายเมื่อไหร่ เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างแน่นอน แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี?

 

PM 2.5 ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ความจริงคือ “เกิดขึ้นมานานแล้ว”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พัดเข้ามาก่อมลพิษทางอากาศในประเทศไทยบ้านเรา ความจริงแล้ว ในประเทศไทยเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กมานานแล้ว เราลองย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2540 ความหนาแน่นของฝุ่นละอองไทยในช่วงนั้นอยู่ในระดับที่เกินกว่ามาตรฐานใน 4 พื้นที่ของกรุงเทพฯ ได้แก่

ในพื้นที่ห้วยขวาง ความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM10 เฉลี่ยในแต่ละเดือนของช่วงปี 2539-2549 อยู่ที่ 63 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ก่อนที่จะลดลงมาเหลือเพียง 40 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ในช่วงปี 2550-2561 ขณะที่ค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่น PM10 ในแต่ละเดือนลดลงจาก 119 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) มาเป็น 62.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ในช่วงเวลาเดียวกัน

ในพื้นที่วงเวียนใหญ่ที่ค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM10 ในแต่ละเดือนของช่วงปี 2539-2549 ลดลงจาก 67 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) เหลือ 35.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ในช่วงปี 2550-2561 โดยมีค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM 10 ในแต่ละเดือนลดลงจาก 111.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) เหลือ 60 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถนนพระรามสี่ ซึ่งมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2545 – 2561 มีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM10 ที่ 69.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) และมีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นสูงสุดที่ 107.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

และในพื้นที่บางนา ซึ่งมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2551-2561 มีค่าเฉลี่ยความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM10 ที่ 40.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) โดยมีค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่นในแต่ละเดือนอยู่ที่ 72 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

ขณะที่ข้อมูลฝุ่นขนาด PM2.5 พบว่า ค่าเฉลี่ยโดยรวมในแต่ละเดือนยังไม่เกินมาตรฐาน แต่เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดในแต่ละเดือนพบว่าความหนาแน่นเริ่มสูงกว่ามาตรฐาน โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่ความหนาแน่นอาจจะสูงกว่ามาตรฐานไปถึง 2-3 เท่า

ในพื้นที่วงเวียนใหญ่ ซึ่งมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2559-2561 มีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นโดยรวมในแต่ละเดือนอยู่ที่ 29 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) หากดูที่ค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่นอยู่ที่ 57.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ซึ่งเกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวของแต่ละปีที่ค่าเฉลี่ยความหนาแน่นของฝุ่นอาจจะเพิ่มขึ้นไปสูงกว่า 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) หรือมากกว่ามาตรฐานของประเทศไทย 2 เท่า

ในพื้นที่บางนา ค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นของฝุ่นอยู่ที่ 23.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) และมีค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นที่ 45.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) โดยในช่วงฤดูหนาวมีค่าแตะระดับ 80-99 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

ในพื้นที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถนนพระรามสี่ ซึ่งมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2560-2561 พบว่ามีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นอยู่ที่ 27.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) และมีค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่นในแต่ละเดือนที่ 50.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) โดยในช่วงฤดูหนาวความหนาแน่นอาจจะสูงไปถึง 80-120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

สำหรับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของประเทศไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่ดีขึ้นในหลายพื้นที่ หากเทียบจากค่ามาตรฐานความหนาแน่นของฝุ่นของประเทศไทยที่กำหนดว่าในระยะเวลาเฉลี่ย 24 ชั่วโมงจะต้องมีปริมาณความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM 10 ไม่เกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) และสำหรับฝุ่นขนาด PM2.5 ต้องไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) แม้ว่าจะมีบางเดือนที่ค่าเฉลี่ยสูงกว่ามาตรฐาน ซึ่งมักจะเป็นช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์ในแต่ละปี

 

PM 2.5 สูดบ่อยๆ เสี่ยงเกิดโรคต่างๆ

รู้หรือไม่ว่า หากฝุ่นละออง PM 2.5 เข้าไปในร่ายกายด้วยปริมาณมากๆ แน่นอนว่าส่งผลเสียต่อสุขภาพ แถมยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อีกด้วย ดังนี้

– ระคายเคืองจมูก แสบจมูก ไอ มีเสมหะ

– โรคหลอดเลือดในสมอง

– โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

– โรคมะเร็งปอด

– โรคหัวใจขาดเลือด

– โรคหลอดเลือดหัวใจ

– โรคติดเชื้อเฉียบพลัน

นอกจากนี้ จากผลการศึกษาของธนาคารโลก ระบุว่ามลพิษทางอากาศในประเทศไทยเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตก่อนวันอันควรถึงราว 50,000 ราย/ปี และคนไทยยังคงต้องเผชิญกับปัญหาอากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษทางอากาศในระดับสูงกว่าค่ามาตรฐานขององค์กรอนามัยโลกอย่างต่อเนื่อง

 

“หน้ากาก” อุปกรณ์ป้องกัน PM 2.5

ในช่วงที่เมืองกรุงกำลังเผชิญกับมลพิษค่า PM 2.5 ทำให้หลายหน่วยงานพยายามประชาสัมพันธ์ให้คนกรุงสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน เพื่อป้องกัน PM 2.5 เข้าสู่ร่างกาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว หน้ากากอนามัยทั่วไปนั้นไม่สามารถป้องกันได้จริงๆ 100% เรื่องนี้ คุณเบญจวรรณ ธวัชสุภา นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ กองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ กรมอนามัย ให้ข้อมูลว่า หน้ากากอนามัยที่จำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด จะมีอยู่ 2 แบบ คือ หน้ากากอนามัยธรรมดา และ หน้ากากอนามัยแบบ N95 , P 100 ฉะนั้น หากต้องการป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5 ควรใช้หน้ากาก N95 , P 100 จะป้องกันได้ดีกว่าหน้ากากอนามัยแบบธรรมดา

นอกจากนี้ เมื่อคนกรุงต้องเผชิญกับ PM 2.5 ซึ่งเป็นมลพิษที่เกินมาตรฐานทุกวัน สามารถป้องกันได้ด้วย 5 วิธีป้องกันง่ายๆ เพียงแค่

– หลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่นละออง

– ปิดประตูและหน้าต่างให้มิดชิด เพื่อป้องกันฝุ่นละออง

– ใช้หน้ากากอนามัย N95, P 100 ที่มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นละออง  PM 2.5

– หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมในที่โล่งแจ้งนานกว่า 12 ชั่วโมง

– ลดการใช้รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และการเผาขยะ เพื่อลดปริมาณควันในอากาศ

 

PM2.5 ไม่น่ากลัวเท่าควันบุหรี่

จริงหรือที่ว่า ค่าฝุ่น PM 2.5 ยังไม่น่ากลัวเท่ากับควันบุหรี่ เรื่องนี้ พญ.เริงฤดี ปธานวนิช รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) เปิดเผยว่า Dr. Richard Muller นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสภาพอากาศ Berkeley Earth แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ได้ทำการคำนวณเปรียบเทียบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ (PM2.5) กับปริมาณการสูบบุหรี่ พบว่า การสูบบุหรี่ 1 มวน จะทำให้เกิดมลพิษทางอากาศเทียบเท่า PM2.5 ปริมาณ 22 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งฝุ่นละอองขนาดเล็กนี้สามารถผ่านเข้าสู่ปอด กระแสเลือด และก่อให้เกิดโรคต่างๆ มากมายทั้งโรคปอด หอบหืด โรคหัวใจและมะเร็ง เป็นต้น

จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุด ปี 2560 พบว่าคนไทยสูบบุหรี่จำนวน 10.7 ล้านคน โดยเฉลี่ยสูบคนละ 10 มวนต่อวัน ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าผู้สูบบุหรี่รวมทั้งคนใกล้ชิดที่ได้รับควันบุหรี่จะได้รับมลพิษทางอากาศหรือ PM2.5 สูงถึง 220 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่อยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพ

 

อย่างไรก็ตาม ฝุ่น PM10 ส่วนใหญ่เกิดจากธรรมชาติเป็นฝุ่นหิน ฝุ่นทราย ส่วนฝุ่น PM2.5 เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นหลัก แต่เชื่อว่าสถานการณ์ PM 2.5 ในปีนี้ ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต จึงขอให้คนกรุงอย่าตื่นตระหนก เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้มีความรุนแรงเท่ากับปี 2561 ที่ผ่านมา แต่ก็อย่าละเลยในการป้องกันกันตัวเอง  เพียงแค่หลีกเลี่ยงการออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน หรือถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องออกไปนอกบ้านก็อย่าลืมสวมหน้ากาก N95 , P 100 เพื่อป้องกัน PM 2.5 นอกจากนี้  ในส่วนของมนุษย์ก็ควรที่จะลดพฤติกรรมซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ทั้งการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลที่มีควัน ไม่ก่อกองไฟหรือเผาขยะ เป็นต้น เพียงแค่นี้ มลพิษ PM 2.5 ก็จะไม่สามารถมาทำร้ายสุขภาพร่างกายเราได้อย่างแน่นอน


Banner_welltitude_ไอเรื้อรัง.jpg

kinyupen_adminJanuary 8, 2019

 “ไอเรื้อรัง” อีกหนึ่งอาการที่สร้างความรำคาญให้กับตัวเองและคนรอบข้าง ต้นเหตุของอาการ “ไอเรื้อรัง” เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง ถ้าอยากหายต้องรักษา

“อาการไอ” ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงสิ่งผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งการไอเป็นกลไกป้องกันของร่างกายในการกำจัดเชื้อโรคและเสมหะ แต่หลายคนคงรู้สึกแย่ หากต้องไออยู่บ่อย ๆ เพราะนอกจากจะรำคาญตัวเอง  ยังสร้างความรำคาญให้คนรอบข้าง

อันที่จริง อาการไอ แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. อาการไอเฉียบพลัน จะมีระยะเวลาของอาการไอน้อยกว่า 8 สัปดาห์ เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หลอดลมอักเสบ เป็นต้น

2. อาการไอเรื้อรัง จะมีระยะเวลาของอาการไอมากกว่าหรือเท่ากับ 8 สัปดาห์ ถือเป็นปัญหาที่ประชาชนมีโอกาสพบเจอได้ง่าย และหากไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ จะมีความเสี่ยงสูงเป็นหลอดลมอักเสบอีกด้วย แต่ในทางการแพทย์ ไอเรื้อรัง คืออาการไอติดต่อกันนานเกินกว่า 3 สัปดาห์ และพบว่ามีอาการไอเรื้อรังและมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลด เบื่ออาหาร มีไข้ ควรรีบพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและทำการรักษาโดยเร็ว

สำหรับอาการ “ไอเรื้อรัง” มีต้นเหตุจากปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่

1. การสูบบุหรี่ : การสูบบุหรี่เป็นประจำ ทำให้เนื้อเยื่อภายในร่างกายที่สัมผัสกับควันบุหรี่เกิดอาการระคายเคืองและอาจเป็นบาดแผล มีอาการอักเสบ จนเป็นสาเหตุของโรคหลอดลมอักเสบได้

2. มีเสมหะ : การที่มีเสมหะในลำคอ มีปัจจัยหลายสาเหตุ ทั้งอาการของโรคภูมิแพ้ จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ กรดไหลย้อน หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ติดเชื้อเรื้อรังในคอ หรือแม้แต่การใช้เสียงด้วยวิธีผิดๆ เป็นต้น

3. ติดเชื้อเรื้อรังบริเวณลำคอ : เป็นโรคในลำคอที่เกิดจากเชื้อรา เชื้อวัณโรค เชื้อซิฟิลิส เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัสต่าง ๆ

4. ระคายเคืองลำคอ : เกิดจากสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ อาทิ สารเคมี สารระเหย การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากปล่อยทิ้งไว้ เป็นอันตรายต่อร่างกายแน่นอน

5. อาการข้างเคียงจากโรคอื่น ๆ : เป็นอาการข้างเคียงที่เกิดจากโรคอันตราย อาทิ หัวใจวาย ไอกรน ปอดติดเชื้อ และโรคปอดอื่นๆ ซึ่งส่งผลต่อการป่วยเป็นไอเรื้อรังได้

 

“ไอเรื้อรัง” รักษาเบื้องต้นได้!

พญ.นงนภัส เก้าเอี้ยน แพทย์โรคระบบทางเดินหายใจเด็ก โรงพยาบาลพระรามเก้า แนะนำวิธีรักษาง่าย ๆ หากมีอาการไอเรื้อรัง เพียง

1. หยุดสูบบุหรี่

2. หยุดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

3. ลดการรับประทานอาหารที่ใช้น้ำมัน เป็นการช่วยบรรเทาหลอดลมรวมถึงเนื้อเยื่อภายในลำคอจากอาการระคายเคือง

4. หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ ๆ มีไรฝุ่น ฝุ่นละออง หมั่นพยายามทำความสะอาดเครื่องนอนเป็นประจำทุกสัปดาห์

5. ไม่ควรวางตุ๊กตาไว้บนเตียงนอน และไม่ควรเลี้ยงสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขหรือแมว สายพันธุ์ที่มีขนต่าง ๆ

6. ใช้เครื่องฟอกอากาศ เพื่อกรองไรฝุ่นซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ

7. หลีกเลี่ยงการนั่งอยู่ใกล้เครื่องปรับอากาศหรือพัดลม ที่พัดอากาศเย็น ๆ มายังศีรษะโดยตรง

สุดท้าย อาการไอเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากโรคไม่ร้ายแรง และโรคร้ายแรง ซึ่งหากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาและอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ ทางที่ดี หากรู้ตัวว่ากำลังป่วย อาการไอไม่ดีขึ้น หรือเป็นหนักขึ้นกว่าเดิม ควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษา อย่างปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน  ไม่ดีต่อสุขภาพร่างกายอย่างแน่นอน


-ส่งผลต่อสุขภาพ-เทียบเท่าสูบบุหรี่วันละ-15-มวน_web-1.jpg

kinyupen_adminDecember 24, 2018

นักวิจัยเผย 3 ช่วงอายุที่มนุษย์จะเผชิญ “ภาวะความเหงา” และส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่วันละ 15 มวนเลยทีเดียว

เพราะ “ความเหงา” เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัยอยู่เสมอ การได้อยู่คนเดียว การไม่ได้รับการเลี้ยงดู ได้รับความสนใจจากคนรอบข้าง เปรียบเสมือนว่าตัวเองนั้นต้องอยู่คนเดียว โดดเดี่ยวเดียวดาย ภาวะความเหงา จึงบังเกิดขึ้น ดังนั้น การเกิดขึ้นของภาวะความเหงาจึงเป็นที่มาที่ทำให้นักวิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาในประเด็นดังกล่าว

ดร.ดิลิป เจสเตอ อาจารย์ด้านจิตเวชและระบบประสาทวิทยา จาก University of California ซึ่งเป็นเจ้าของงานวิจัย ได้ศึกษาวิจัยและตีพิมพ์ในวารสารด้านจิตวิทยาผู้สูงอายุ International Psychogeriatric โดยได้ศึกษาและเก็บข้อมูลจากผู้คนในซานดิเอโก เคาน์ตี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย ช่วงอายุระหว่าง 27-101 ปี โดยผลการศึกษาพบว่า “ความเหงา” ไม่ได้หมายถึงความโดดเดี่ยวเดียวดายเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงความเศร้าจากความแตกต่างระหว่างความสัมพันธ์ทางสังคมที่ต้องการกับความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่จริง

นอกจากนี้ การศึกษาพบว่า ในช่วงชีวิตของมนุษย์สามารถจะเกิดความเหงาได้ 3 ช่วงอายุหลัก ๆ ได้แก่ ช่วงอายุ 20 ตอนปลาย (ประมาณ 28-29 ปี) , ช่วงอายุ 50 กลางๆ (ประมาณ 54-57 ปี) และช่วงอายุ 80 ตอนปลาย (ประมาณ 88-89 ปี) และเกิดขึ้นทุกเพศ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม สามารถเผชิญกับความเหงาได้ในระดับที่เท่ากัน

สำหรับกลุ่มคนช่วงอายุ 20 ตอนปลาย จะเป็นช่วงเวลาของการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต คนในช่วงอายุนี้มักจะมีความรู้สึกว่าเพื่อนฝูงในวัยเดียวกันตัดสินใจดีกว่าตน และมีความรู้สึกผิดต่อการตัดสินใจของตัวเองในหลายด้าน ซึ่งภาวะเครียดนี้จะเพิ่มระดับความอ้างว้างในจิตใจไปอีก

กลุ่มคนช่วงอายุ 50 ตอนกลาง จะมีภาวะที่เรียกว่า mid-life crisis หรือวิกฤตวัยกลางคน จากภาวะร่างกายที่เริ่มเจ็บป่วย สุขภาพถดถอย และกลุ่มคนช่วงอายุ 80 ตอนปลาย จากเดิมหลายคนเชื่อว่าคนวัยนี้น่าจะรู้สึกดีที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาเผชิญกับสุขภาพที่ย่ำแย่ ปัญหาทางการเงิน และความตายของคนรอบข้าง

นอกจากนี้ ในงานวิจัย ดร.วิเวค เมอร์ธี อดีตอธิบดีกรมอนามัยสหรัฐฯ กล่าวยืนยันว่า ความเหงาส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่วันละ 15 มวนเลยทีเดียว โดยภาวะความเหงาเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะระบบการรับรู้ที่ลดลง โรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง ภาวะพิการ และโรคซึมเศร้า เป็นต้น

ทั้งนี้ แอนโธนี ออง อาจารย์ด้าน Human Development จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล ระบุว่า ความสัมพันธ์ที่ผกผันระหว่างความเหงากับความคิดได้คิดเป็น หากเรายิ่งมีสติ รู้คิด รู้ทำ ก็จะช่วยลดโอกาสของความเหงาเดียวดาย อาจจะส่งเสริมให้มนุษย์พัฒนาบุคลิกภาพของตนเองให้พร้อมรับมือกับความเหงาที่จะเกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตได้

สุดท้าย ภาวะความเหงา หากได้รับการดูแลรักษาอย่างดี ทั้งจากตัวเราเองและคนรอบบข้าง คุณเองก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ไร้ความเหงามาแผ้วพานจิตใจอย่างแน่นอน

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก เว็บไซต์ VOA Thai


-กลิ่นปาก-ไม่ใช่เรื่องตลก-แก้ปัญหาด้วยวิธีง่ายๆ_web.jpg

kinyupen_adminDecember 20, 2018

ปัญหากลิ่นปากเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุก ๆ คน และคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังประสบปัญหานี้อยู่ ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ

เพราะกลิ่นปากไม่ใช่เรื่องตลก ปัญหากลิ่นปากเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุก ๆ คน บางคนไม่รู้ตัวว่าขณะพูดนั้นตนมีกลิ่นปาก จึงทำให้คนรอบข้างที่เป็นคู่สนทนาเมื่อต้องมาเจอกลิ่นปากเข้าไป ต้องเกิดอาการชะงักไปชั่วขณะ เมื่อเจอกับกลิ่นปากที่ไม่พึงประสงค์

เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องตลกเสมอไป เมื่อใครที่ถูกล้อเลียนเรื่องกลิ่นปากจะเกิดความรู้สึกไม่ดีสักเท่าไหร่ ที่ถูกคนรอบข้างล้อเลียนแล้วเอาเรื่องกลิ่นปากของเราไปนินทากันในวงสนทนา เชื่อว่าปัญหากลิ่นปากไม่ใช่เรื่องเล็ก และคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังประสบปัญหานี้อยู่

หลายคนคงสงสัยว่าปัญหากลิ่นปากเกิดขึ้นได้อย่างไร ต้นเหตุมาจากตรงไหน จริง ๆ แล้วเรื่องของกลิ่นปากเกิดจากอาหารที่เรารับประทานกันอยู่ทุก ๆ วัน ทั้งกระเทียม หอม สะตอ เครื่องเทศ อาหารกระป๋อง ฯลฯ การสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก ขณะเดียวกัน อาหารที่เต็มไปด้วยแป้งและน้ำตาล ก็เป็นอาหารที่สามารถเกิดเชื้อแบคทีเรียในปากได้มาก นอกจากนี้ ใครที่มีปัญหาฟันผุ เหงือกอักเสบ หรืออาการติดเชื้อที่ช่องคอ เช่น ไซนัส ปอด ปากคอแห้งจากปัญหาน้ำลายน้อย ปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดปัญหากลิ่นปากได้เช่นกัน

ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการดังนี้ แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ทุกเช้า-เย็น รวมไปถึงหลังรับประทานทานอาหารอย่างน้อย 30 นาที ซึ่งทุกครั้งที่แปรงฟัง ควรแปรงลิ้นด้วย เพื่อลดแบคทีเรีย และคราบโปรตีนที่อยู่บนผิวลิ้น อย่าใช้น้ำยาบ้วนปากแทนการแปรงฟัน เพราะไม่สามารถกำจัดเศษอาหารที่ติดตามซอกฟันได้ และ พยายามดื่มน้ำมาก ๆ ไม่ว่าจะหลังมื้ออาหาร หลังทานขนม เครื่องดื่ม หรือระหว่างวันก็ควรดื่ม หรือจิบน้ำด้วย ทั้งนี้ หากมีปัญหาในช่องปาก เช่น ฟันผุ เหงือกอักเสบ ควรพบทันตแพทย์เพื่อรักษาทันที ที่สำคัญอย่าลืมพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากและฟันทุก ๆ 6 เดือน – 1 ปี

สุดท้าย ถึงแม้ว่าปัญหากลิ่นปากเกิดขึ้นจากสาเหตุหลาย ๆ สาเหตุ ฉะนั้น หากเรารู้ว่าต้นเหตุของปัญหากลิ่นปากได้อย่างชัดเจน และรีบทำตามแก้ปัญหาให้ถูกจุด ก็จะทำให้ปัญหาเรื่องของกลิ่นปากลดลงไปอย่างแน่นอน คราวนี้กลิ่นปากของเราก็จะมีแต่ลมหายใจหอมสดชื่นแน่นอน


Banner_welltitude_ชานมไข่มุก.jpg

kinyupen_adminDecember 19, 2018

“ชานมไข่มุก” หนึ่งในเครื่องดื่มยอดฮิตของใครหลาย ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าหากรับประทานบ่อย ๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายอย่างมาก และเสี่ยงต่อการเป็น 5 โรคร้ายอีกด้วย

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องดื่มยอดฮิตของใครหลาย ๆ คนเลยก็ว่าได้ สำหรับ “ชานมไข่มุก” อีกหนึ่งเครื่องดื่มที่เป็นที่นิยมของทั้งเด็ก วัยรุ่น และคนทำงานทั้งหลาย เพราะด้วยรสชาติของน้ำต่าง ๆ ที่แสนจะอร่อย หวาน หอม และสดชื่นแล้ว “ไข่มุก” ที่อยู่ภายในแก้ว ก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของความอร่อย ที่มีความนุ่ม หนึบหนับ เมื่อดูดแล้วทำให้ได้ความสดชื่น

ชานมไข่มุก มีถิ่นกำเนิดจากประเทศไต้หวัน เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ เนื่องจากมีชาวไต้หวันคนหนึ่งเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น และเห็นคนญี่ปุ่นดื่มกาแฟใส่น้ำแข็ง เขาจึงเกิดไอเดียและกลับมาเปิดร้านชาเย็นที่ไต้หวันดูบ้าง ปรากฎว่าขายดีมาก จนกระทั่งในปี 1988 มีวันหนึ่งในขณะที่ร้านกำลังประชุมกันเรื่องคิดค้นสูตรชาใหม่ ๆ มาขาย ในตอนนั้นเขากำลังรับประทานขนมหวานที่เรียกว่าเฝิ่นหยวน ซึ่งเป็นขนมลูกกลม ๆ ที่ทำมาจากแป้งมันสำปะหลังอยู่ ด้วยความนึกสนุก เขาจึงเทขนมที่กำลังกินอยู่ลงไปในชานมเย็นที่วางอยู่ในห้องประชุม แล้วเขาก็ลองชิมดูรู้สึกว่าอร่อยดี จึงเกิดเป็นเครื่องดื่มชานมไข่มุกขึ้น และทำให้ชานมไข่มุกคือเครื่องดื่มที่มียอดขายมากที่สุด และแพร่หลายไปทั่วประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย

แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ภายใต้ความอร่อยของ “ชานมไข่มุก” นั้น มีอันตรายแอบแฝงอยู่ หากรับประทานบ่อย ๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายอย่างมาก โดยแพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ชานมไข่มุกที่เราซื้อรับประทานกันนั้น เม็ดไข่มุกปริมาณ 30 กรัม มีพลังงานสูงถึง 100 แคลอรี่ มีปริมาณมากกว่าข้าว 1 ทัพพี ส่วนชานั้นมีส่วนผสมทั้งคาเฟอีน ครีมเทียม และน้ำตาล หากรับประทานบ่อย ๆ อันตรายต่อสุขภาพ และเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ 5 โรค ประกอบด้วย (1.) โรคอ้วน , (2.) โรคไขมันเกาะตับ , (3.) โรคหัวใจและหลอดเลือด , (4.) โรคเบาหวาน และ (5.) โรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร

นอกจากนี้ รู้หรือไม่ว่า ชานมไข่มุก 1 แก้ว มีพลังงาน 350-400 กิโลแคลอรี หากดื่มชานมไข่มุกไป 1 แก้ว ควรลดทอนข้าวและแป้งในมื้อถัดไป และที่สำคัญถ้าจะให้ดีเลย ไม่ควรรับประทานเกิน 1 แก้ว/สัปดาห์ ฉะนั้น ใครที่ชื่นชอบชานมไข่มุกก็ควรลดปริมาณลงบ้าง รับประทานได้แต่ไม่ควรทานบ่อย ๆ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีของตัวเอง


Banner_welltitude_7ประโยชน์จากการปั่นจักรยาน.jpg

kinyupen_adminDecember 11, 2018

การปั่นจักรยานเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังมาแรง เมื่อเรามีเวลาสัก 20-30 นาทีในการปั่นจักรยาน สามารถช่วยเพิ่มสมรรถภาพต่าง ๆ และทำให้สุขภาพของเราแข็งแรงได้ ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ดี ๆ ต่อสุขภาพเราทั้งสิ้น

ปัจจุบัน เราจะเห็นว่าการปั่นจักรยานเป็นอีกหนึ่งหนึ่งกระแสความนิยมที่พบเห็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทยหรือประเทศเพื่อนบ้าน ที่นอกจากจะเห็นว่าการปั่นจักรยานไม่ใช่แค่เพียงยานพาหนะเท่า แต่เป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพด้วย

การปั่นจักรยาน ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เป็นการออกกำลังกาย ปัจจุบันเราจะเห็นว่ามีชมรมคนรักจักรยานเกิดขึ้น หรือว่าจะเป็นงานการกุศลในปัจจุบันที่ได้ให้ความสนใจในการเลือกใช้จักรยานมาเป็นกิจกรรมหลักในงานเพื่อดึงดูดให้คนมาร่วมงาน และรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้จักรยาน เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัด ลดปริมาณรถยนต์และรถจักรยานบนท้องถนนได้อีกด้วย จึงทำให้การปั่นจักรยานถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์ในการช่วยลดและแก้ปัญหาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

ฉะนั้น การปั่นจักรยานจึงเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังมาแรง สำหรับผู้ขับขี่ต้องเตรียมพร้อมทั้งทางร่างกาย เพื่อลดผลกระทบและผลเสียต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นทางร่างกาย ซึ่งเมื่อเราได้ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 20-30 นาที ก็สามารถช่วยเพิ่มสมรรถภาพต่าง ๆ และทำให้สุขภาพของท่านแข็งแรงได้ นอกจากนี้ การปั่นจักรยานยังมีประโยชน์ดี ๆ รออยู่อีกเพียบ

1.ช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย : การปั่นจักรยานช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกายได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญผู้ที่ปั่นจักรยานเป็นประจำ จะมีภาวะที่เรียกว่า “After Burner” คือ การเผาผลาญไขมันส่วนเกินต่อเนื่อง หลังจากการปั่นจักรยานต่อไปอีก 2-3 ชั่วโมง ซึ่งอาจจะเป็นช่วงที่มีการเผาผลาญไขมันที่มากกว่าการเผาผลาญพลังงานระหว่างการปั่นอีกเสียด้วย

2. ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ : การปั่นจักรยานจะช่วยกระตุ้นให้การไหลผ่านของอาหารไหลในลำไส้ทำได้เร็วขึ้น มีผลให้มีการดูดซับน้ำในลำไส้ใหญ่น้อยลง ก้อนอุจจาระก็จะมีความเปียกชื้น ไม่แข็งแห้ง ทำให้สามารถขับถ่ายได้คล่องขึ้น ลดอาการท้องผูกได้ นอกจากนี้ การปั่นจักรยานยังจะช่วยเพิ่มกำลังในการบีบตัวของลำไส้ ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้สะดวก คลายความแน่น อึดอัด หลังมื้ออาหาร และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้อีกด้วย

3. ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์สมอง : การปั่นจักรยานจะช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองในส่วนที่เรียกว่า Hippocampus โดยเป็นสมองส่วนที่ใช้ในด้านความจำ ซึ่งจะเริ่มเสื่อมอย่างรวดเร็วในผู้ที่มีอายุ 30 ขึ้นไป การกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองในส่วนดังกล่าวขึ้นมาทดแทนจึงสามารถที่จะช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดี

4. ช่วยลดโรคความดัน : เนื่องจากการปั่นจักรยานจะกระตุ้นการทำงานของระบบการไหลเวียนของเลือด รวมถึงระบบการหายใจ จึงมีประโยชน์ในด้านการช่วยลดโรคความดัน โรคอ้วน รวมถึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งประเภทต่าง ๆ นอกจากนี้ ผลจากการปั่นจักรยานเป็นประจำที่ทำให้เกิดการทำงานที่ดีของระบบการไหลเวียนของเลือด ระบบหายใจ และการลดไขมันสะสมส่วนเกินยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้กว่า 50%

5. ช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจน : การปั่นจักรยานในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น และทำให้การลำเลียงออกซิเจน พร้อมทั้งสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ รวมถึงการขับถ่ายสารพิษออกจากร่างกายทำได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างสารคอลลาเจนในร่างกาย ช่วยให้หน้าตาสดใส อ่อนกว่าวัยอีกด้วย

6. ช่วยลดอาการปวดในร่างกาย : ในด้านการรักษาอาการเจ็บป่วย การปั่นจักรยานในระดับความเร็วปานกลาง เป็นเวลาประมาณ 30 นาที เป็นประจำ สามารถทำให้อาการปวดหัวไมเกรนลงไปได้มากจนถึง 90% ของกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยในสวีเดน เนื่องจากร่างกายมีการหลั่งสาร endorphins ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยลดอาการปวดในร่างกายในปริมาณที่มากพอ

7. ช่วยให้นอนหลับได้สนิท ทำให้จิตใจเบิกบาน : การปั่นจักรยานช่วยให้นอนหลับได้สนิทขึ้น ช่วยในด้านสุขภาพจิต ทำให้จิตใจเบิกบาน ลดความเครียด เสริมสร้างสมาธิ เพิ่มประสิทธิภาพทางเพศ และยังเป็นการช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากการลดการใช้พลังงานจากถ่านหิน

สุดท้ายแล้ว การปั่นจักรยานถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมการออกกำลังกายสำหรับคนที่อยากออกกำลังกาย แต่ไม่ชอบการวิ่งจ็อคกิ้งเท่าไหร่ การขี่จักรยานจึงเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังมาแรงในสังคมไทย ผู้ขับขี่ควรมีการเตรียมพร้อมทางร่างกายที่ดีเพื่อลดผลกระทบและผลเสียต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ฉะนั้น อย่าลืมหาเวลาอย่างน้อยวันละ 20-30 นาที ในการออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก lifecenterthailand


Banner_welltitude_9-อันตรายน้ำอัดลม.jpg

kinyupen_adminDecember 11, 2018

“น้ำอัดลม” เครื่องดื่มคลายความร้อน ให้ความสดชื่น หากรับประทานบ่อย ๆ เป็นประจำ คงไม่ส่งผลดีต่อร่างกายนัก ฉะนั้น ควรต้องระวังอันตรายจากโรคต่างๆ ที่มากับน้ำอัดลม

เมื่อตกอยู่ในภาวะที่ร่างกายต้องการความสดชื่น “น้ำอัดลม” จึงเป็นเครื่องดื่มอีกหนึ่งประเภทที่หลายคนต้องการ เพราะทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เมื่อทานปุ๊ปก็ทำให้ร่างกายเกิดความสดชื่นขึ้นมาทันที และยิ่งอยู่ในช่วงฤดูร้อนแล้ว น้ำอัดลมยิ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

ภายใน “น้ำอัดลม” จะมีส่วนผสมที่มีทั้งคาเฟอีนและน้ำตาลซึ่งเป็นสารให้ความหวาน หากนาน ๆ ครั้งรับประทานอาจจะไม่เป็นอะไรมาก แต่ถ้ารับประทานบ่อย ๆ เป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างแน่นอน เพราะภายในน้ำอัดลมมีก๊าซที่บรรจุอยู่ในขวดน้ำอัดลม ทำให้เกิดอาการแน่นท้อง ท้องอืด , กรดคาร์บอนิคที่เกิดในน้ำอัดลมจะเข้าไปกัดกร่อนเคลือบฟัน ทำให้ฟันผุ , คาเฟอีนภายในน้ำอัดลมไปกระตุ้นสมอง อาจทำให้เกิดใจสั่นและปวดศีรษะได้ ฉะนั้น คนที่ชื่นชอบการรับประทานน้ำอัดลมบ่อย ๆ ต้องระวังอันตรายจากโรคต่างๆ

 

1. กระดูกพรุน – การดื่มน้ำอัดลมที่มีกรดฟอสฟอริก (Phosphoric) เป็นส่วนประกอบมาก ๆ อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ (Hypocalcemia) เนื่องจากกรดนี้จะไปยับยั้งการดูดซึมแคลเซียมจนทำให้เกิดการสูญเสียมวลกระดูกได้
2. โรคหัวใจและหลอดเลือด – การบริโภคน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลเป็นประจำมีความเชื่อมโยงกับโอกาสเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจที่สูงขึ้น ทั้งยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมัน ปัจจัยการเกิดการอักเสบ และฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความอิ่มในทางที่ไม่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย
3. น้ำหนักเพิ่ม – จากงานวิจัยและการทดลองต่าง ๆ พบว่า การดื่มน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลในปริมาณมาก มีความสัมพันธ์กับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงต่อโรคอ้วน ฉะนั้น การบริโภคเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณสูงนั้นไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ
4. นอนไม่หลับ – เพราะในน้ำอัดลมบางชนิดมีส่วนผสมของคาเฟอีน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ร่างกายมีแรงกระตุ้น หากรับประทานน้ำอัดลมบ่อย ๆ อาจส่งผลทำให้นอนไม่หลับได้
5. แผลในกระเพราะอาหาร – ภายในน้ำอัดลมมีส่วนผสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่อัดในน้ำอัดลมที่เกิดเป็นกรดคาร์บอนิก เป็นกรดที่ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร หากทานน้ำอัดลมบ่อย ๆ อาจส่งผลให้เป็นแผลในกระเพราะอาหารได้
6. โรคมะเร็ง – เพราะในน้ำอัดลมมีสารที่ก่อมะเร็ง หากรับประทานน้ำอัดลมเป็นประจำ ส่งผลต่อการเป็นโรคมะเร็งได้
7. ส่งผลต่อระบบประสาท , สมองเสื่อม – ในงานวิจัยมีการกล่าวถึงอันตรายจากการดื่มน้ำอัดลมชนิดไม่มีน้ำตาลหรือใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลกับการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและภาวะสมองเสื่อมอย่างแพร่หลาย ซึ่งมีที่มาจากงานวิจัยหนึ่งที่ติดตามพฤติกรรมการดื่มน้ำอัดลมของผู้เข้าร่วม ผลลัพธ์เผยว่าผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมไร้น้ำตาลมีความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าวมากกว่าผู้ที่ไม่ดื่มน้ำอัดลมชนิดไม่มีน้ำตาลถึง 3 เท่า
8. ฟันผุ – อาหารที่มีน้ำตาลสูงย่อมเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพฟัน เนื่องจากน้ำตาลที่ตกค้างจะกลายเป็นอาหารของแบคทีเรียภายในปาก ทำให้เกิดการจับตัวของแบคทีเรียกับน้ำตาลกลายเป็นคราบหินปูนในที่สุด ไม่เว้นแม้แต่เครื่องดื่มต่าง ๆ ที่มีรสหวานและน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลสูง แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือ แม้แต่น้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลก็ยังอาจเป็นสาเหตุของอาการฟันผุได้เช่นกัน
9. เบาหวาน – การดื่มน้ำอัดลมผสมน้ำตาลในปริมาณสูงอาจนำไปสู่กลุ่มอาการอ้วนลงพุงและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ ซึ่งถือเป็นการค้นพบข้อพิสูจน์ที่ผู้ดื่มน้ำอัดลมทุกคนควรตระหนักและจำกัดการดื่มให้ลดน้อยลง เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะอ้วนลงพุงซึ่งส่งผลให้มีระดับความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูง เกิดไขมันสะสมรอบเอวมาก รวมถึงมีระดับไขมันคอเลสเตอรอลหรือไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ เบาหวาน และโรคหลอดเลือดในสมองตามมา

อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ และผู้จัดการโครงการโภชนาการสมวัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ให้คำแนะนำสำหรับคนที่ชื่นชอบดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ โดยแนะนำวิธีการเลิกดื่มน้ำอัดลม ซึ่งมี 2 วิธี คือ

(1.) หาสิ่งอื่นมาทดแทน – หากเราไม่ดื่มน้ำอัดลมแล้วเราจะดื่มเครื่องดื่มอะไร อาจจะค่อย ๆ เลิก หรือหักดิบก็ได้ แต่ถ้าจะค่อย ๆ เลิก แนะนำให้เลือกดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำสมุนไพรที่มีน้ำตาลน้อยกว่า หรืออาจจะลดปริมาณการดื่มลง จะช่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคจนชินเป็นนิสัย

(2.) หาแรงบันดาลใจ – หาแรงจูงใจในการเลิกดื่มนำอัดลมให้เจอ เช่น ศึกษาข้อเสียของน้ำอัดลมว่ามีอะไรบ้าง เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หลายคนหันมาเลิกดื่มน้ำอัดลม เพราะมองว่าน้ำอัดลมเป็นปัจจัยเสี่ยงตัวหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะอ้วน และโรคภัยต่าง ๆ หรือบางรายกลัวว่าจะป่วยเป็นโรคเบาหวาน จึงเลิกน้ำอัดลมเพราะต้องการมีสุขภาพที่ดี อีกทั้งเป็นสิ่งที่แพทย์ห้ามไม่ให้กินอยู่แล้วอีกด้วย

ทั้งนี้ ใครที่ชื่นชอบการดื่มน้ำอัดลม พอทราบถึงอันตรายของน้ำอัดลมแล้ว อาจจะทำให้เกิดพฤติกรรมการปรับเปลี่ยนการบริโภค ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องถึงขั้นว่ารับประทานน้ำอัดลมไม่ได้ คือสามารถทานได้ แต่เพียงพยายามลดการดื่มน้ำอัดลมให้เหลือเพียงสัปดาห์ละ 1-2 ขวด ก็เพียงพอ ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ที่สำคัญ “การออกกำลังกาย” ก็สำคัญอย่างยิ่งที่ขาดไม่ได้ ให้เวลาตัวเองสัก 30 นาทีในการออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก เว็บไซต์ www.pobpad.com