Content_มะเร็งเซ็งไม_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 2, 2020

เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมคนถึงป่วยด้วยโรคมะเร็งกันเยอะ ในข้อเท็จจริงนั้นมะเร็งไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในร่างกาย ซึ่งเซลล์นั้นๆ จะมีการเจริญเติบโตเป็นก้อนเนื้อ และลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง หรือถ้าในขั้นร้ายแรงคือลุกลามไปทั่วทั้งร่างกาย

ปัจจุบันประเทศไทย มีผู้ป่วยมะเร็งประมาณ 153.6 ต่อประชากรไทย 100,000 คน ช่วงอายุที่พบเป็นมะเร็งมากคือ เพศชาย 55-75 ปี เพศหญิง 45-65 ปี แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่อายุ 30 ปี สำหรับเพศชาย และ 25 ปี สำหรับเพศหญิง โดยแต่ละปีมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่กว่า 1.3 แสนราย และมีผู้ป่วยที่เสียชีวิตมากกว่า 6 หมื่นราย แนวโน้มที่ผู้ป่วยมะเร็งจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่องถึงประมาณ 3.5% ต่อปี

 

สาเหตุหลักๆ ของการก่อให้เกิดโรคมะเร็งนั่นคือ ไลฟ์สไตล์และรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการพฤติกรรมรับประทานอาหารที่ไม่คำนึงถึงร่างกาย รวมถึงการสูบบุหรี่ การติดเชื้อไวรัส HPV (มะเร็งปากมดลูก) โรคอ้วน สารเคมี ที่ทำให้คนในยุคปัจจุบันเข้าใกล้มะเร็งมากขึ้น แน่นอนว่าถ้าพูดถึงประเด็นนี้หลายคนอาจมีข้อคัดค้านในใจ แต่เชื่อเถอะว่ามะเร็งไม่ได้ส่งผลต่อเราในระยะสั้น แต่ส่งผลถึงระยะยาวเลยทีเดียว

 

รูปแบบของมะเร็ง เป็นแบบไหนบ้าง ?

จากผลสำรวจ พบว่า มะเร็งในตัวมนุษย์นั้นมีมากกว่า 100 ชนิด โดยเรียกตามอวัยวะที่มีเซลล์มะเร็งอยู่ ซึ่งมะเร็งแต่ละแบบก็จะมีรายละเอียดและความร้ายแรงของโรคแตกต่างกันออกไป ซึ่งมะเร็งที่เรารู้จักและคุ้นเคยกันดีก็จะมีดังนี้

 

  1. มะเร็งเต้านม : เป็นมะเร็งที่มีผู้ป่วยมากเป็นอันดับหนึ่ง และยังระบุสาเหตุแน่ชัดไม่ได้ ซึ่งอาจเกิดจากทั้งพันธุกรรม หรือพฤติกรรมของผู้ป่วย คนที่เป็นมะเร็งเต้านมจะมีก้อนเนื้ออยู่ที่บริเวณทรวงอก สามารถตรวจเช็คขั้นต้นได้ด้วยตัวเอง

 

  1. มะเร็งปากมดลูก : เกิดจากการรับเชื้อไวรัส HPV ทำให้เซลล์บริเวณปากมดลูกเกิดอาการผิดปกติ จนแปรเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็ง สามารถรักษาให้หายได้ในขั้นต้น แต่หากลุกลามแล้วอาจต้องทำการฉายรังสี หรือเคมีบำบัดเพื่อการรักษา และอาจต้องผ่าตัดนำมดลูกออกหากจำเป็น ถือเป็นมะเร็งที่พบในผู้หญิงมากเป็นอันดับ 2

 

  1. มะเร็งตับ : มะเร็งอันดับหนึ่งที่เกิดในเพศชาย นับว่าเป็นมะเร็งที่มีความอันตรายอย่างมากเนื่องจากตัวมะเร็งจะแทบไม่แสดงอาการเลย ซึ่งสาเหตุของมะเร็งก็สอดคล้องกับพฤติกรรมคนไทย คือการรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ หรือไหม้เกรียม และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป

 

  1. มะเร็งปอด : เป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 2 ในผู้ชาย และพบได้มากในผู้หญิงเช่นกัน ซึ่งสาเหตุหลักคือการสูบบุหรี่หรือรับควันบุหรี่เป็นประจำ สะสมไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะแสดงอาการช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยจะมีอาการไอเป็นเลือด ปวดหัว ชัก ไปจนถึงเสียชีวิตในเวลาไม่นาน

 

นอกเหนือจากที่กล่าวไปยังมีมะเร็งชนิดอื่นๆ อีก เช่นมะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งถุงน้ำดี ดังที่บอกว่ามะเร็งสามารถเป็นได้แทบทุกส่วนของร่างกาย แน่นอนว่าหากเป็นมะเร็งในระยะแรก ๆ เราสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่จะแตกต่างกันไปตามชนิดมะเร็งนั้น ๆ

 

มะเร็ง รักษาได้ ?!

สำหรับในประเทศไทย การรักษาโรคมะเร็งมีหลายวิธีการผสมผสานกันไปตามชนิดและอาการของโรค ดังนี้

 

 

 

 

อย่างไรก็ตาม ทางแพทย์เจ้าของไข้จะมีการสังเกตว่าคนไข้ตอบสนองต่อการรักษาแบบใดมากกว่ากัน ไม่จำเป็นว่ามะเร็งจะต้องรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดหรือผ่าตัดอย่างใดอย่างหนึ่ง

 

นอกจากนี้ เคยมีคนใช้วิธีการรักษาโรคมะเร็งด้วยธรรมะมาแล้ว ใช้วิธีการอย่างไร ก็คือการนำเอาการฝึกสมาธิและการเจริญสติมาใช้ประกอบการรักษานั่นเอง อย่าง ดร.เอียน กอว์เลอร์ (Ian Gawler) สัตวแพทย์ชาวออสเตรเลีย ซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งที่กระดูกชนิดร้ายแรงเมื่ออายุ 24 ปี พยายามหาวิธีที่จะเอาชีวิตรอดจากมะเร็ง โดยการนำการใช้สมาธิมาบำบัดโรคมะเร็ง พร้อมทั้งหาความรู้จากที่ต่าง ๆ รวมทั้งอ่านหนังสือแนวธรรมชาติบำบัดอย่างมากมาย แล้วนำมาทดลองปฏิบัติอย่างจริงจัง จนกระทั่งก็ประสบความสำเร็จ หายขาดจากมะเร็ง เมื่ออายุ 38 ปี

 

อีกท่านหนึ่งเคยยกตัวอย่างไว้ในบทความก่อนหน้านี้ นั่นคือนักแสดงอาวุโสของไทย อย่าง คุณเมตตา รุ่งรัตน์  ที่ตอนนี้ลดงานบันเทิงลงมาก เนื่องจากปัญหาสุขภาพมากมาย หนึ่งในนั้นคือโรคมะเร็งนั่นเอง สาเหตุเกิดนั้นก็มาจากการที่สามีสูบบุหรี่จนทำให้ป่วยและเสียชีวิตลงก่อนหน้าในที่สุด ซึ่งเจ้าตัวต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งมากกว่า 10 ชนิด และเป็นโรคหนักๆ ทั้งนั้น โดยคุณเมตตามองว่าเป็นเรื่องของระบบร่างกายและธรรมชาติ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นกับทุกคน ถ้าจิตเราตก เราก็จะแพ้กับโรคภัยไข้เจ็บ เจ้าตัวจึงตัดสินใจนำเอาธรรมะมาช่วยรักษาจิตใจ เพื่อให้จิตใจข้มแข็ง ถ้าให้อธิบายก็คือ “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” จิตใจต้องเข้มแข็งเหนือร่างกาย จิตใจต้องอยู่เหนือโรค ถ้าจิตใจของเราเข้มแข็ง เราก็จะสู้กับโรคร้ายดังกล่าวได้

 

สุดท้าย ไม่กว่าตัวเราหรือคนรอบข้างจะป่วยหรือเกิดเป็นโรคอะไรสักอย่าง เราคงต้องทราบสาเหตุของการเกิดโรคเสียก่อน จึงจะหาทางป้องกันได้ หากเรารู้จักใส่ใจ ป้องกันตัวเองตั้งแต่แรกมิให้เกิดโรคขึ้น ก็จะเป็นการตั้งรับที่ดีที่สุด เพื่อรักษาโรคดังกล่าวให้หายได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

 

ความน่าจะเป็นที่จะหายจาก “มะเร็ง”

ปัจจุบันนี้ ในแวดวงแพทย์สามารถรักษามะเร็งหลายชนิดให้หายขาดและกลับมามีสุขภาพที่ปกติได้ หรืออย่างน้อยก็ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งมีชีวิตการอยู่รอดที่ยาวนานเท่ากับบุคคลปกติที่อยู่ในวัยเดียวกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะของมะเร็งที่พบ เพราะมะเร็งระยะเริ่มแรกย่อมมีการตอบสนอง ต่อการรักษาหรือมีโอกาสหายมากกว่าระยะลุกลามหรือระยะสุดท้าย

 

สำหรับโรคมะเร็งต่าง ๆ ที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบันนี้ ประกอบด้วย มะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันชนิดลิมป์โฟ ไซติค ลิวคีเมีย , มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอร์ดกิ้น , มะเร็งไตในเด็กชนิด วิมส์ ทูเมอร์ , มะเร็งลูกอัณฑะ , มะเร็งกระดูก ชนิดอ๊อสติโอเจนนิค ซาร์โคม่า , มะเร็งรังไข่ชนิดเนื้อเยื่อบุผิว , มะเร็งผิวหนังบางชนิด เช่น Basal cell carcinoma , มะเร็งเต้านม , มะเร็งปอดชนิด Small cell, มะเร็งหลังโพรงจมูก , มะเร็งเนื้อเยื่อชนิด Germ cell

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ป่วยมะเร็งจะกลับมาหายเป็นปกติหรือจะตายจากโลกนี้ไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ประกอบกัน อาทิ

 

  1. ระยะของโรค : ผู้ป่วยระยะต้นมีโอกาสหายขาดมากกว่ามะเร็งระยะปลาย มะเร็งระยะแพร่กระจายมีโอกาสหายขาดน้อยมาก ซึ่งกรณีนี้มักจะได้การรักษาแบบประคับประคอง Palliative treatment เพื่อลดความเจ็บปวดและเพิ่มคุณภาพชีวิตเท่านั้น

 

  1. อวัยวะต้นเหตุของโรคมะเร็ง : มะเร็งต้นเหตุ (primary cancer) บางตำแหน่งแม้เป็นระยะแรกก็การพยากรณ์โรคไม่ดี เช่น มะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งสมอง มะเร็งไต เป็นต้น ในขณะที่มะเร็งบางตำแหน่งมีโอกาสอยู่รอดดีมาก แม้เป็นในระยะปลาย ๆ เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งอัณฑะ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งบางชนิดก็มีการพยากรณ์โรคกลางๆ ขึ้นกับระยะตามข้อ 1 เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ เป็นต้น

 

  1. การผ่าตัดมะเร็งที่มีลักษณะเป็นก้อน (solid tumor) ที่ศัลยแพทย์สามารถผ่าตัดได้ มักจะดีกว่าก้อนที่ใหญ่โต หรือลุกลามต่อมน้ำเหลือง หรืออวัยวะใกล้เคียงทำให้ผ่าตัดไม่ได้ มะเร็งบางชนิดตอบสนองต่อยาเคมีดีมาก มีโอกาสหายสูงมาก เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งอัณฑะ มะเร็งปอดชนิดเซลล์ตัวเล็ก เป็นต้น มะเร็งบางชนิดผ่าตัดไม่ได้แต่รักษาด้วยการฉายแสงคู่กับยาเคมีได้

 

  1. ลักษณะเซลล์ที่เห็นจากกล้องจุลทรรศน์ : โดยพยาธิแพทย์ (แพทย์ที่ดูผลชิ้นเนื้อทางกล้องจุลทรรศน์) จะเป็นผู้วินิจฉัยความรุนแรงของเซลล์มะเร็งเรียกว่า grading ซึ่งแพทย์มะเร็งวิทยาทั้งหมดอายุกรรมเคมีและหมอฉายแสง รวมถึงหมอผ่าตัดจะได้วางแผนร่วมกันในการรักษา ผู้ป่วยรายดังกล่าว เช่น มะเร็งเต้านม ระยะที่ 1 แต่เกรดของมะเร็งไม่เหมือนกัน ก็มีความรุนแรงของโรคไม่เท่ากัน มะเร็งต่อมลูกหมาก ดูเกรดตาม gleason score ก็เป็นตัวบอกการให้การรักษาเสริมด้วยฮอร์โมนบำบัด

 

  1. อายุของผู้ป่วย : โรคบางโรคเป็นในคนอายุน้อยไม่ดี เช่น มะเร็งเต้านม ในคนอายุน้อยกว่า 35 ปี มีโอกาสมีโรคกำเริบสูงกว่าผู้ป่วยระยะเดียวกันที่อายุมากเป็นต้น มะเร็งบางชนิดเป็นในอายุมากไม่ดี เช่น มะเร็งสมอง ยิ่งอายุมากกว่า 60 ยิ่งแย่ เป็นต้น

 

  1. สภาพร่างกายผู้ป่วย : ผู้ป่วยเดินมาหาหมอ กับนอนมา แม้เป็นมะเร็งชนิดเดียวกัน ระยะเดียวกัน และเกรดเดียวกัน ก็ทำให้แพทย์รักษาต่างกัน แพทย์จะต้องดูว่าผู้ป่วยทนต่อการรักษาได้หรือไม่ และต้องทำความเข้าใจด้วยว่าแผนการรักษานั้นจะเป็นไปเพื่อให้หายขาด (curative care) หรือประคับประคอง (palliative care)

 

  1. สถานพยาบาลและแพทย์ที่ให้การรักษา : อาจจะปฏิเสธได้อย่างยิ่งเลยว่า โรงพยาบาลบางแห่งมีความเชี่ยวชาญ มีเครื่องไม้เครื่องมือมีประสบการณ์มากกวาอีกสถาบัน ซึ่งปกติผู้ป่วยมักไม่ทราบว่าแพทย์ท่านใด โรงพยาบาลอะไรเชี่ยวชาญเรื่องอะไร สำหรับประชาชนทั่วไป ข้อมูลเชิงลึก หรือ “วงใน” แบบนี้คงหายาก ถ้าอย่างนั้นก็ต้องดูจากสถิติว่าสถาบันนั้นรักษาโรคแบบนี้กี่คน เป็นต้น

 

  1. ยารักษามะเร็ง : มะเร็งบางชนิดมียาดี ๆ มากมาย เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก สาเหตุที่มียาดี ๆ มากเป็นเพราะโรคมะเร็งเหล่านี้เป็นโรคที่พบบ่อย ผู้คนเป็นกันมาก ทำให้มีงานวิจัยออกมามาก ตรงกันข้ามมะเร็งบางชนิดพบได้ไม่บ่อย เช่น มะเร็งสมอง มะเร็งต่อมน้ำลาย มะเร็งเนื้อเยื่ออ่อน

 

สุดท้ายแล้ว หลายคนอาจจะยังหวาดกลัวกับโรคมะเร็ง เพราะต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา หากอยู่ในขั้นร้ายแรงก็อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะมีสิทธิประกันสุขภาพหรือประกันสังคมก็อาจครอบคลุมไม่ทั่วถึง แต่ถ้าคุณเริ่มที่จะรักษาสุขภาพกายสุขภาพจิตให้ดี โรคมะเร็งก็อาจจะไม่ใช่โรคที่น่ากลัว หากรู้จักป้องกันและรักษาตั้งแต่ต้น โรคร้ายนี้ก็จะไม่เข้าใกล้ตัวเราอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ชนะ-มะเร็ง_web.jpg

kinyupen_adminApril 9, 2019

“มะเร็ง” ชื่อนี้ฟังดูแล้วก็รู้สึกน่ากลัว ขยะแขยง น่ากลัว ไม่อยากได้ยิน และก็ไม่มีใครอยากเป็นโรคนี้สักเท่าไหร่ เพราะเมื่อป่วยโรคนี้ขึ้นมาจริงๆ การรักษาให้หายขาดมีความน่าจะเป็นที่น้อยถึงน้อยมาก ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูงราวเลข 5 หลักขึ้นไป โรคนี้หากเกิดขึ้นกับใคร ก็ล้วนมีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น

จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ โรคมะเร็งที่พบบ่อยมากที่สุด คือ มะเร็งตับ มะเร็งของท่อน้ำดี มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในเพศหญิงพบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านม มากที่สุด ส่วนในเพศชายพบมะเร็งช่องปากและลำคอ และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มากที่สุด โรคมะเร็งเกือบทุกชนิดรักษาได้ผลดีหากตรวจพบในระยะแรกเริ่ม แต่หากปล่อยจนโรคลุกลามมากขึ้น การรักษาก็จะซับซ้อนยุ่งยากมากขึ้น และผลการรักษามีทั้งที่ได้ผลและไม่ได้ผล

แต่เชื่อหรือไม่ว่า “ธรรมะ” สามารถช่วยรักษาโรคมะเร็งได้ เรื่องนี้ถูกเขียนไว้ในหนังสือ “ธรรมะพิชิตมะเร็ง” เป็นหนังสือแจกฟรีภิกษุณี ซึ่งได้บอกถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับ น.ส.วิมล บุญยง หรือ “หลวงพี่ป๊อป” เมื่อครั้งเคยเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งปอด โดยหลวงพี่ป๊อปเล่าว่า ระหว่างที่ป่วยนั้นทำให้ตนมีความคิดดีๆ เช่น ไม่รักษาก็ตาย ถึงแม้รักษาหายหรือไม่หายก็ต้องตายอยู่ดี เราไม่ได้รักษาเพื่อจะไม่ตาย แต่เรารักษาโรคเพื่อที่จะยืดชีวิตไปอีกสักหน่อย

และตอนที่รักษาโรคมะเร็งรู้สึกว่าทรมานมาก ในครั้งนั้นรู้สึกสิ้นหวังกับแพทย์แผนปัจจุบัน จึงแสวงหาหนทางการรักษาแบบใหม่ๆ โดยการกลับเข่าไปหาวิถีโบราณที่สุด คือ เดินธุดงค์ออกกำลังกาย 15 กิโลเมตร จากห้วยขาแข้งมาที่วัดป่าเลไลยก์ จ.นครสวรรค์ และได้อธิษฐานจิตต่อหน้าพระพุทธรูปปางลีลาองค์ใหญ่ จะไม่ขอว่าให้หายภายใน 3 วัน 7 วัน แต่ขอให้หายโดยปาฏิหาริย์ ระหว่างทางจะสวดคาถาชินบัญชร 108 จบ หลังจากสิ้นสุดการเดินธุดงค์ กลับไปนอนพบว่า อาการเจ็บป่วยลดลงประมาณ 50% วันต่อมาอาการเจ็บป่วยลดลงเหลือประมาณ 1๐% วันต่อมาไม่มีอาการเจ็บเหลืออยู่เลย

หลวงพี่ป๊อบบอกว่า การป่วยหนักๆ ทำให้ได้ความคิดใหม่ๆ เกิดขึ้นว่า ถึงรักษาก็ยังต้องตายอยู่ดี ดังนั้น เมื่อรักษาก็ตาย ไม่รักษาก็ตาย แต่เลือกที่จะรักษาเพื่อยืดชีวิตออกไปอีกสักหน่อย แล้วเอาช่วงเวลาที่ยืดออกไปนั้นมาทำประโยชน์ตน ประโยชน์โลก

นอกจากนี้ อดีตนักแสดงอาวุโส “เมตตา รุ่งรัตน์” ที่เคยป่วยเป็นโรคมะเร็ง จากเหตุที่สามีของตนสูบบุหรี่กระทั่งป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง และเสียชีวิต ถึงแม้ว่าคุณเมตตาไม่ได้สูบเอง แต่เจ้าตัวต้องสูดควันบุหรี่จากคนรอบข้าง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยป่วยมา 10 กว่าโรค และเป็นโรคหนักๆ ทั้งนั้น อาทิ โรคภูมิแพ้ หอบหืด และมะเร็ง เจ้าตัวมองว่าเป็นเรื่องของระบบร่างกายและธรรมชาติ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นกับทุกคน ถ้าจิตเราตก เราก็จะแพ้กับโรคภัยไข้เจ็บ เจ้าตัวจึงตัดสินใจนำเอาธรรมะมาช่วยรักษาจิตใจ เพื่อให้จิตใจข้มแข็ง ถ้าให้อธิบายก็คือ “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” จิตใจต้องเข้มแข็งเหนือร่างกาย จิตใจต้องอยู่เหนือโรค ถ้าจิตใจของเราเข้มแข็ง เราก็จะสู้กับโรคร้ายดังกล่าวได้

สุดท้าย ไม่กว่าตัวเราหรือคนรอบข้างจะป่วยหรือเกิดเป็นโรคอะไรสักอย่าง เราคงต้องทราบสาเหตุของการเกิดโรคเสียก่อน จึงจะหาทางป้องกันได้ หากเรารู้จักใส่ใจ ป้องกันตัวเองตั้งแต่แรกมิให้เกิดโรคขึ้น ก็จะเป็นการตั้งรับที่ดีที่สุด เพื่อรักษาโรคดังกล่าวให้หายได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

 


Banner_welltitude_5-โรคร้ายที่คนไทยกลัวสุดขีด.jpg

kinyupen_adminOctober 10, 2018

ผลสำรวจของ “ซุปเปอร์โพล” ได้สำรวจ 5 อันดับโรคร้ายที่ประชาชนกลัวมากที่สุด โดยส่วนใหญ่กลัวโรคมะเร็งมากที่สุด ร้อยละ 83.4 และกังวลสาเหตุของการเกิดโรคร้ายมาจากสารพิษสารเคมีในอาหาร

“การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” คำนิยามนี้ถือเป็นเรื่องจริงที่ผู้เฒ่าผู้แก่หรือแม่แต่เพื่อนๆ มักจะอวยพรหรือสอนให้เราหันมาใส่ใจสุขภาพ เพราะไม่ว่าจะทำสิ่งใดๆ ก็ตาม สุขภาพถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถ้าเรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สตรอง เราก็จะทำอะไรได้หลายๆ อย่างแบบเต็มที่ แต่ถ้าสุขภาพของเราไม่ดี บางสิ่งบางอย่างเราก็อาจจะทำไม่ได้ เช่น เหนื่อยง่าย ก็ไม่สามารถลงวิ่งมาราธอนได้ เป็นต้น

โรคภัยไข้เจ็บมาเยือนเราได้ทุกเมื่อ ทุกเวลา แต่เมื่อมาเยือนจนเราเจ็บป่วยแล้ว สิ่งสำคัญคือ เราต้องรักษาให้หายและกลับมาเป็นปกติให้ได้ คนส่วนน้อยป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ จนกลายเป็นโรคประจำตัว รักษาไม่หาย ทำได้เต็มที่แค่เพียงรักษาเพื่อเยียวอาการเท่านั้น ซึ่งก็เชื่อว่าใครหลายๆ คนคงไม่อยากที่จะเจ็บหรือป่วยเป็นโรคร้ายต่างๆ นาๆ

5-โรคร้าย-ที่คนไทย-กลัวสุดขีด!_FB

ล่าสุด สำนักวิจัยซุปเปอร์โพลได้มีการสำรวจ 5 อันดับโรคร้ายที่ประชาชนเกิดอาการกลัวมากที่สุด จากกรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพจำนวนทั้งสิ้น 1,048 ตัวอย่าง โดยผลสำรวจพบว่า อันดับ 1 คนไทยส่วนใหญ่กลัว “โรคมะเร็ง” มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 83.4 รองลงมา อันดับ 2 คือ โรคหัวใจ คิดเป็นร้อยละ 62.7 , อันดับ 3 โรคกรดไหลย้อน คิดเป็นร้อยละ 59.8 , อันดับ 4 คือ โรคเบาหวาน คิดเป็นร้อยละ 57.7 และ อันดับที่ 5 คือ โรคความดัน คิดเป็นร้อยละ 54.6

ทั้งนี้ ประชาชนแสดงความกังวลถึงสาเหตุของโรคร้าย โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 70.4 กังวลสาเหตุมาจากสารพิษสารเคมีในอาหาร เช่น ฟอร์มาลีน น้ำมันทอดเก่า สารตะกั่ว ยาฆ่าแมลง และสารเคมีอื่นๆ เป็นต้น รองลงมาคือ ร้อยละ 63.3 สาหตุจากการทานเหล้า สูบบุหรี่ , ร้อยละ 61.1 สาเหตุจากการไม่ได้ออกกำลังกาย

ส่วนประเภทอาหารที่มีสารพิษทำลายสุขภาพประชาชนมากที่สุด ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 72.3 ระบุ อาหารปิ้งย่าง จานด่วน ฟาสต์ฟู้ดส์ รองลงมา ร้อยละ 68.9 อาหารตามสั่ง ของร้อนใส่กล่องโฟม ถุงพลาสติก นอกจากนี้ ร้อยละ 55.1 ไม่เชื่อมั่นหน่วยงานรัฐดูแลเรื่องสุขภาพกับอาหารของประชาชนได้

จะเห็นได้ว่าจากผลการสำรวจ โรคมะเร็งถือเป็นโรคร้ายที่คนไทยกลัวมากที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะโรคมะเร็งจริงๆ แล้ว มีแยกย่อยออกเป็นหลายประเภท อย่างเช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่นายแบบชื่อดัง ปาล์ม เปรมทัต กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ จนต้องตามหาสเตมเซลล์มาทำการรักษา นอกจากนี้ยังมีโรคมะเร็งปากมดลูก , มะเร็งลำไส้ , มะเร็งปอด ฯลฯ ซึ่งผลข้างเคียงของโรคร้ายนั้นค่อนข้างที่จะรุนแรงและทรมาน ยากต่อการรักษา บายรายถึงขั้นเสียชีวิตก่อนวัยอันควรด้วยซ้ำ ฉะนั้น หากคุณไม่อยากมีโรคภัยเจ็บหรือเจ็บไข้ได้ป่วยใดๆ นั้น ก็จงให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพให้มากๆ เพราะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการทำงานหรือประกอบอาชีพต่างๆ นาๆ รวมไปถึงการใช่ชีวิตด้วย