-10000-บาท-อยู่อย่างไรให้ได้ทั้งเดือน.jpg

kinyupen_adminOctober 26, 2018

เงิน 10,000 บาท คุณคิดว่าจะดำรงชีวิตใน 1 เดือน ได้หรือไม่? แล้วจะใช้ชีวิตอย่างไรดีให้กินอยู่ให้ได้ภายใน 1 เดือน วันนี้ กินอยู่เป็น พามาดูวิธีใช้จ่ายเงิน 10,000บาท อย่างไรให้เหลือเก็บ

“เงินทองนั้นหายาก” กว่าจะได้เงินมาในแต่ละเดือนนั้น บอกเลยว่าเลือดตาแทบกระเด็น ต้องอดต้องทนสารพัด แต่ถ้าพูดถึงมนุษย์เงินเดือนแล้ว จบปริญญาตรีมาส่วนใหญ่ก็จะสตาร์ทอยู่ 15,000 บาท/เดือน อันนี้ยังพอประทังชีวิตได้อยู่ (ถ้าไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย) แต่ถ้าสมมุติว่าเป็นคนวัยนิสิต นักศึกษา หรือมนุษย์เงินเดือนที่มีวุฒิ ม.6 ล่ะ กรณีที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยหรือขอเงินจากพ่อแม่ ตกเดือนละประมาณ 10,000 บาท หลายคนคงบอกว่าหมื่นเดียวใช้ชีวิต 1 เดือน จะพอเหรอ? แล้วถ้าบอกว่าจริงๆ แล้ว มันพอล่ะ จะเชื่อไหม? ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ มาดูกันเลยดีกว่าว่า 10,000 บาท จะใช้ชีวิตอย่างไรให้ได้ 1 เดือน เริ่มต้นจากการลิสล์รายจ่ายประจำเดือนออกมาว่า เดือนนี้มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง แบ่งสัดส่วนให้ชัดเจน ตามนี้เลย

1. ค่าเช่าห้องพัก : กรณีที่เดินทางมาทำงานหรือศึกษาต่อนอกภูมิลำเนา ค่าใช้สำคัญอันดับต้นๆ เลยคือ ค่าที่พัก เช่าห้องพักในแต่ละเดือนมีค่าเช่าตกเฉลี่ย 3,000-5,000 บาท นี่แค่ค่าเช่าเฉยๆ นะ ฉะนั้นหาที่พักดีๆ บางทีไม่จำเป็นต้องเอาหรูหรา หรือถึงขั้นอัพเกรทเป็นคอนโด เพราะค่าใช้จ่ายจะบานปลายขึ้น หรือหากบางคนโชคดี มีที่พักอาศัยคือบ้านของครอบครัวหรืออาศัยบ้านญาติอยู่นั้น ก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะเลย

2. ค่าน้ำ-ไฟ สาธารณูปโภค : สำหรับคนที่เช่าห้องพักรายเดือน ค่าน้ำ-ค่าไฟ-ค่าโทรศัพท์ เป็นปัจจัยสำคัญรองลงมาจากค่าเช่าห้องพัก ถ้าใช้ไฟเยอะ ใช้น้ำเยอะ ก็ต้องจ่ายเยอะเหมือนกัน ตกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,500-3,000 บาท หากคนที่ไม่ค่อยได้ใช้ไฟฟ้าหรือน้ำ ราคาก็จะถูกลงมา ขณะเดียวกัน บางคนที่พักอาศัยที่บ้านพักครอบครัวหรือบ้านญาตินั้น ก็ตกลงกันเอาเอง ถ้าไม่ต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟก็ช่วยประหยัดไปได้พอสมควร

3. ค่าอาหาร : 1 เดือนมี 30-31 วัน เรื่องกินก็เป็นเรื่องสำคัญ สำหรับคนที่เช่าห้องพักแล้วนั้น ลองคำนวนดูว่าสำหรับค่าอาหารแล้วนั้นจะใช้จ่ายวันละกี่บาท ปกติแล้วจะอยู่ที่ 100 บาท/วันสำหรับเมนูอาหารปกติ ถ้า 1 เดือนก็จะอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท แต่ถ้าเลือกกินอาหารหรูจากในห้างแล้วล่ะก็ตกวันละประมาณ 200-500 บาท แต่ก็อาจจะไม่ได้รับประทานหรูหราบ่อยทุกวัน ยังไงซะก็บริหารเงินในส่วนนี้ดีๆ ขณะเดียวกัน คนที่อาศัยอยู่กับครอบครัวหรือญาติ ก็ตกลงกันเอาเอง บางบ้านพ่อแม่หรือญาติก็จะทำอาหารอยู่แล้วในทุกๆ วัน เราก็อาจจะไม่ต้องใช้จ่ายเงินส่วนนี้มากนัก

4. ค่าเดินทาง : การเดินทางไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยหรือไปทำงานนั้น ไม่ว่าจะเดินทางด้วยวิธีการใด ก็มีค่าใช้จ่ายให้ลำบากใจ ทั้งรถสาธารณะหรือรถส่วนบุคคล กรณีรถสาธารณะ หากเราเลือกนั่งเป็นรถเมล์ ก็มีค่าใช้ตกวันละประมาณ 30-50 บาท/วัน 1 เดือนก็อยู่ที่ประมาณ 1,000-1,200 บาท ขณะเดียวกัน บางคนอาศัยอยู่กับครอบครัวหรือญาติ ถ้าหากติดรถของพ่อแม่หรือญาติไปรับหรือส่ง ก็ช่วยประหยัดค่าเดินทาไปได้เยอะเลย

5. เงินออม : คนเราต้องรู้จักการออมเงิน เพื่อให้มีเงินใช้ในยามจำเป็น กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน เป็นต้น ฉะนั้นใน 1 เดือน คุณจะออมเงินสักกี่บาท อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้ว ถ้ารายจ่ายเยอะก็วันละ 10 บาท หยอดกระปุกทุกวัน ครบ 1 เดือน ได้ 300 บาท ครบ 1 ปี 3,600 บาท แต่ถ้ารายจ่ายอยู่ในระดับพอดี ก็ออมสัก 20-50 บาท/วัน 1 เดือนก็จะได้เงินอยู่ที่ 600-1,500 บาท ครบ 1 ปี 6,000-18,000 บาท หรือถ้าอยากลองสูตรการออมเงินด้วยวิธีอื่นๆ ก็ลองใช้สูตรนี้ได้ เปิดสูตรการออมเงินของมนุษย์เงินเดือน “ออมอย่างไร ให้มีเงินใช้ในยามแก่”
ขณะเดียวกัน คนที่พักอาศัยกับครอบครัวหรือบ้านญาติ ถือว่าค่อนข้างได้้ปรียบเพราะไม่ต้องจ่ายค่าที่พัก ค่าน้ำค่าไฟ รายจ่ายสำคัญๆ อาจจะมีรายจ่ายแค่ค่าอาหารนอกสถานที่ ปาร์ตี้สังสรรค์ เป็นต้น ฉะนั้น ก็ควรเก็บเงินออมเอาไว้ ถ้าเก็บได้เดือนละ 2,000-3,000 บาท ก็จะดีเลย ครบ 1 ปี มีเงินมากถึง 24,000-36,000 บาทเลยทีเดียว

6. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ : ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็คือค่าใช้จ่ายที่คิดว่าจะฟุ่มเฟือย อยากได้ของอันนั้น อันนี้ สำหรับรายจ่ายอย่างเราก็ถ้าพอมีเงินเหลืออยู่นิดนึงก็แบ่งมาสัก 500-1,000 บาท ซื้อของที่อยากได้ เช่น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย รองเท้า เป็นต้น หรืออาจะไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด ก็มีค่าใช้จ่ายอยู่ประมาณ 500-1,000 บาท แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องบริหารจัดการเงินของคุณให้ดี เพราะไม่ฉะนั้นคุณก็จะไม่มีเงินพอใช้ทั้งเดือนแน่นอน ถ้าอยากได้ของใหญ่ๆ เช่น สมาร์ทโฟนสักเครื่อง ก็ต้องเก็บหอมรอมริบ หรือหางานพิเศษทำ เพื่อหารายได้เสริม

ทั้งนี้ จะบอกว่า 10,000 บาท กับการใช้ชีวิต 1 เดือนนั้น ถ้ารู้จักบริหารจัดการเงินเป็น ยังไงก็ตามก็สามารถใช้จ่ายได้เพียงพอตลอด 1 เดือนแน่นอน และถ้าวางแผนดีๆ หน่อย คุณอาจจะมีเงินเหลืออีกด้วย ทั้งหมดทั้งมวลนี้ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองว่าจะบริหารจัดการเงินได้ดีมากน้อยแค่ไหน ถ้ารายได้ไม่พอรายจ่ายก็หางานพาร์ทไทม์ทำเพิ่มเพื่อหารายได้พิเศษ รับรองว่า 1 เดือนคุณจะใช้ชีวิตอยู่รอดอย่างแน่นอน เพียงแค่คุณ “ไม่ฟุ่มเฟือย” หรือ “สิ้นเปลือง” แค่นั้นเอง…นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Banner_welltitude_มนุษย์เงินเดือนควรรู้-“5-ของกินยอดนิยม”-ยิ่งกินบ่อย-ยิ่งแก่ไว.jpg

kinyupen_adminSeptember 25, 2018

ทำงานในออฟฟิศทั้งวัน มันก็เครียด ก็ต้องหาอะไรทานระหว่างทำงาน แต่จะรู้หรือไม่ว่า “5 ของกินยอดนิยม” ของเหล่ามนุษย์เงินเดือน ยิ่งกินบ่อยเท่าไร ใบหน้าของคุณยิ่งแก่ไวเท่านั้น

อายุมากขึ้น ความแก่ก็เริ่มคืบคลานเข้ามาหา เชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ใครๆ ก็ไม่อยากแก่กันทั้งนั้น ทำงานในออฟฟิศทั้งวัน มันก็เครียด ก็ต้องหาอะไรทานระหว่างทำงาน เพื่อเพิ่มพลังในการทำงาน

แต่หารู้หรือไม่ว่า พฤติกรรมการกินของเหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลายนี่แหละ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของเราต้องแปรสภาพกลายเป็นคนหน้าตาแก่กว่าอายุจริงนั่นเอง “กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวม “5 ของกินยอดนิยม” ของเหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ที่ต้องบอกเลยว่า ยิ่งคุณกินอาหารพวกนี้เข้าไปบ่อยเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ใบหน้าของคุณแก่ไวขึ้นเท่านั้น

1. เครื่องดื่มประเภท น้ำหวาน-คาเฟอีน
ไม่ว่าจะเป็นน้ำหวาน ชา โกโก้ หรือแม้กระทั่ง น้ำอัดลม กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มเหล่านี้มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณที่มาก แต่ความหวานจากเครื่องดื่มดังกล่าวเป็นตัวทำลายความอ่อนเยาว์ของใบหน้าเรา เนื่องจากเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากๆ ส่งผลต่อเซลล์ผิว ทำให้เซลล์ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น ผิวไม่เรียบเนียน มีริ้วรอย

ขณะเดียวกัน เครื่องดื่มประเภทที่มีคาเฟอีนนั้น ส่งผลให้ใบหน้าของเรามีสภาพโทรม ร่างกายขาดความชุ่มชื่นให้กับเซลล์ผิว ผิวไม่เปล่งปลั่งสดใสอีกด้วย

 

 

 

 

 

2. อาหารประเภทของทอด
ปาท่องโก๋ กล้วยทอด หมูทอด ไก่ทอด ฯลฯ อาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำบ่อยนี่แหละ ส่งผลเสียต่อผิวพรรณของตัวเองได้ เนื่องจากอาหารประเภทนี้จะมีอนุมูลอิสระเกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการทอดจากน้ำมันเก่า ส่งผลให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นบน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3. อาหารขยะ (Junk Food)
พิซซ่า แฮมเบอรเกอร์ ไก่ทอด ฯลฯ อาหารพวกนี้เป็นส่วนหนึ่งทำให้ใบหน้าของเราแก่เร็วได้เช่นกัน เนื่องจากอาหารเหล่านี้มีไขมันทรานส์ซ่อนอยู่ จากดีฟ ไฟร์ เนย มาการีน ฯลฯ ซึ่งอาหารเหล่านี้จะไปอุดตันหลอดเลือดแดงและเส้นเลือดฝอย ส่งผลให้เลือดไหลเวียนลำบาก ผิดพรรณขาดความยืดหยุ่น เกิดริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นได้

 

 

 

 

 

 

 

4. ขนมปัง-เบเกอรี่
ขนมเค้ก ขนมปัง คุกกี้ ฯลฯ ล้วนประกอบไปด้วยเนย มาการีน วิปปิ้งครีม ซึ่งมีไขมันทรานส์ละน้ำตาลซ่อนอยู่ในปริมาณมากพอสมควร ส่งผลให้ใบหน้าของเราแก่ก่อนวัยอันควร

 

 

 

 

 

 

 

5. ขนมกรุบกรอบ
มันฝรั่งทอดกรอบ ขนมถุง ฯลฯ ล้วนอันตรายต่อสุขภาพมาก เนื่องจากขนมเหล่านี้มีโซเดียมสูง ส่งผลให้น้ำหนักขึ้นเร็ว เนื่องจากเกิดการบวมโซเดียม เซลล์ผิวอาจได้รับผลกระทบ ส่งผลให้ใบหน้าของเราเกิดความหมองคล้ำบนใบหน้า มีสิว มีริ้วรอยบนใบหน้าได้

 

 

 

 

 

 

 

 

นี่ก็คือเหล่าของกินของมนุษย์เงินเดือนที่รับประทานบ่อยๆ แล้ว ก็ส่งผลให้ใบหน้าของเราแก่กว่าวัยได้แน่นอน ฉะนั้น ถ้าไม่อยากแก่ก่อนวัยก็ลดพฤติกรรมการรับประทานอาหารเหล่านี้ลง ทานในปริมาณพอดี หรือเลี่ยงได้ยิ่งดี หันมารับประทานเป็นพวกผลไม้น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า


Banner_welltitude_มนุษย์เงินเดือนเสี่ยงป่วยโรคอัลไซเมอร์.jpg

kinyupen_adminSeptember 20, 2018

ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาเผยกลุ่มคนวัยทำงานมีความเสี่ยงป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้ เนื่องมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ความเครียดจากงาน ออฟฟิศซินโดม ฯลฯ

มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายต่างทำงานกันอย่างหนัก เพื่อแลกกับเงินเดือนในการนำมาใช้ดำรงชีวิต แต่กว่าจะได้เงินมานั้นก็ต้องแลกกับงานที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัสพอสมควร มนุษย์เงินเดือนที่รักงานถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้ารักงานมากจนเกินไป จนลืมใส่ใจเรื่องของสุขภาพ ก็อาจจะส่งผลส่งต่อสุขภาพร่างกายเราได้

ล่าสุด ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา เปิดเผยว่า กลุ่มคนวัยทำงานมีความเสี่ยงป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้ โรคนี้ไม่ใช่มีแค่เพียงผู้สูงอายุเท่านั้น สาเหตุก็เนื่องมาจากการใช้ชีวิตและพฤติกรรมบางอย่างของเหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย จากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ความเครียดจากงาน ออฟฟิศซินโดม ฯลฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้ ฉะนั้น การดูแลสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าคุณจะเป็นคนวัยทำงานหรือผู้สูงอายุก็ตาม หมั่นหาเวลาตรวจสุขภาพร่างกายสม่ำเสมอ และต้องมีการบริหารสมองให้แข็งแรง เพื่อป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุต้องหมั่นเข้าสังคม ทำกิจกรรมที่ช่วยบริหารสมองให้แข็งแรง การใช้ทักษะการสื่อสาร เพื่อกระตุ้นให้สมองทำงานอยู่ตลอดเวลาด้วยการตอบสนองทางอารมณ์

สำหรับวิธีในการบริหารสมองเพื่อป้องกันโรคอัลไซเมอร์ มีอยู่ 5 วิธี ประกอบด้วย

1. พักผ่อนให้เพียงพอในช่วงเวลาที่เหมาะสม
2. ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกาย โดยเฉลี่ยประมาณ 8 แก้ว/วัน หรือ 2 ลิตร/วัน
3. ควรหาเวลาพักสมองจากการทำงานระหว่างวัน เพื่อไม่ให้สมองมีการทำงานหนักเกินไป
4. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและสมอง
5. หาเวลาออกกำลังกาย


_website_pic.jpg

kinyupen_adminAugust 16, 2018

มนุษย์เงินเดือนทุกคนต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ “ทำงาน” เพื่อแลกกับ “เงิน” งานบางประเภทเป็นงานแบกงานหามเงินอาจจะไม่มากนัก ขณะเดียวกัน งานบางประเภทเป็นสายราชการ , บริษัทเอกชน พนักงานส่วนใหญ่จะได้พบเจอกับภาวะงานหนักเอาการ แต่บางรายก็ต้องอดทน เพราะบางองค์กรถึงแม้ว่างานหนัก แต่ว่ามีเพื่อนร่วมงานดี ได้ค่าตอบแทนหรือเงินเดือนค่อนข้างสูง

แต่ปัญหาใหญ่หลวงของเหล่ามนุษย์เงินเดือนในยุคนี้ คือการใช้เงินแบบสุรุ่ยสุร่าย แบบที่ว่าเงินเดือนออกปุ๊ป ก็กดออกมาจับจ่ายใช้สอยซื้อโน่นซื้อนี่ไปซะหมด ประกอบกับข้าวของช่วงนี้ที่จำหน่ายตามท้องตลาดก็มีราคาแพงมาก จนทำให้เหล่ามนุษย์เงินเดือนเกิดปัญหา “ไม่มีเงินเก็บ-เงินออม” สำหรับสำรองไว้ใช้ในกรณีจำเป็นหรือในช่วงบั้นปลายชีวิต

วันนี้ กินอยู่เป็น ขอนำเสนอสูตรการเก็บออมเงิน แบบชนิดที่เรียกได้ว่า เมื่อครบ 1 ปี จะมีเงินออมแบบรวยเละแน่นอน

 

สูตรที่ 1 : ออมเงินตามวันที่ (Daily saving money challenge)

ในกระทู้ของพันทิป โดยผู้ใช้งานชื่อ “พระสนมนางใน” ได้ตั้งกระทู้แบ่งปันวิธีการเก็บออมเงินตามแบบฉบับของเขาเอง การออมเงินในวิธีก็คือ ออมเงินตามวันที่ในปฏิทิน เช่น วันนี้เป็นวันที่ 1 ก็หยอดเงินใส่กระปุก 1 บาท วันที่ 2 ก็หยอด 2 บาท วันที่ 3 หยอด 3 บาท ทำไปเรื่อยๆ พอถึงสิ้นเดือนวันที่ 30 ก็หยอด 30 บาท เมื่อขึ้นเดือนใหม่ วันที่ 1 ก็หยอด 1 บาท ทำแบบนี้วนไป จนครบ 1 ปี มาดูกันดีกว่าว่าจะมีเงินออมทั้งหมดกี่บาท

ครบ 1 ปี เก็บเงิน 5,738 บาท และหากเก็บออมเงินด้วยวิธีนี้เป็นเวลา 30 ปี จะมีเงินออมจำนวน 172,140 บาท สูตรนี้เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มการเก็บออมเงิน สบายๆ ที่ไม่เครียดกับการออมเงิน ออมเงินในปริมาณที่ไม่เยอะมาก เป็นเศษเงินที่เหลือจากค่าขนมในแต่ละวัน มนุษย์เงินเดือนที่เงินเดือนอาจจะไม่เยอะมากนัก กินอยู่เป็นแนะนำให้ลองเก็บออมเงินโดยใช้วิธีนี้

 

สูตรที่ 2 : ออมเงินรายวัน แบบขั้นบันได (365 day saving money challenge)

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ Artinuch Lalita ได้โพสต์วิธีการเก็บออมเงินที่ฟังดูอาจจะคล้ายคลึงกับสูตรที่ 1 แต่สูตรนี้มีการเก็บออมเงิน คือ เริ่มเก็บออมเงินตั้งแต่ต้นปี (1. ม.ค.) ไปจนถึงสิ้นปี (31 ธ.ค.) โดยเพิ่มจำนวนเงินขึ้นตามขั้นบันได อธิบายง่ายๆ คือ วันที่ 1 ของปี (1 ม.ค.) หยอดเงินใส่กระปุก 1 บาท , วันที่ 2 (2 ม.ค.) หยอด 2 บาท , วันที่ 10 (10 ม.ค.) หยอด 10 บาท , วันที่ 120 ของปี (30
เม.ย.) หยอด 120 บาท , วันที่ 320 ของปี (8 พ.ย.) หยอด 320 บาท ทำไปเรื่อยๆ จนถึงวันสุดท้ายของปี (31 ธ.ค.) หยอด 365 วัน

ครบ 1 ปี ก็จะมีเงินเก็บถึง 66,795 บาท และหากเก็บออมเงินด้วยวิธีนี้เป็นเวลา 30 ปี จะมีเงินออมเป็นจำนวนสูงถึง 2,003,850 บาท เลยทีเดียว สูตรนี้เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มองการณ์ไกล มีเงินเดือนสูง ใช้เงินเป็นในระดับหนึ่ง เพราะสูตรนี้ดูแล้วเหมือนจะไม่ยาก แต่พอเข้าสู่วันที่ 100 ของปี จำนวนเงินออมจะเริ่มสูงขึ้น มนุษย์เงินเดือนที่ใช้สูตรนี้อาจจะมีท้อ ปวดหัวบ้าง แต่เชื่อเถอะว่า หากสามารถเก็บเงินด้วยสูตรนี้ไปจนถึงสิ้นปีได้ คุณก็จะมีเงินเก็บมากมายมหาศาลแน่นอน

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับวิธีการเก็บออมเงินของมนุษย์เงินเดือน ที่ต้องบอกเลยว่า มนุษย์เงินเดือนทุกคนควรฝึกนิสัยการเก็บออมเงินตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เมื่อผ่านไป 1 ปี ก็จะมีเงินเก็บไว้ใช้หลายพันบาท และถ้าหมั่นเก็บออมเงินเป็นประจำแล้วลองจินตนาการตามดูว่าเมื่อเราทำงานเก็บออมเงินตามสูตรข้างต้นเป็นเวลาสัก 30 ปี คุณก็จะมีเงินออมหลักแสนหลักล้านไว้ใช้ในยามเกษียณหรือแก่เฒ่าอย่างแน่นอนหรือจะพูดง่ายๆ เลยว่า “รวยตอนแก่” ก็ว่าได้ นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : พระสนมนางใน  / เฟซบุ๊ก Artinuch Lalita