Content_ปวดหัวตรงไหนบอกอะไร_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 28, 2020

ทราบหรือไม่ว่า ตำแหน่งของการปวดศีรษะแต่ละครั้งสามารถบอกได้ถึงความเสี่ยงต่อโรค หรือ เป็นสัญญาณเตือนให้ปรับพฤติกรรมได้ด้วย ทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเรื่องราวน่าสนใจดังกล่าวมาฝากกัน

 

 

  1. เครียด – ปวดหน้าผากและขมับสองข้าง : อาการปวดที่พบมากสุด โดยสัมพันธ์กับภาวะความเครียด ส่งผลให้เกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อรอบศีรษะ บางครั้งปวดร้าวมาที่ด้านหลังของศีรษะและต้นคอ รวมถึงบ่าไหล่ร่วมด้วย
  2. ไมเกรน – ปวดขมับด้านใดด้านหนึ่ง : การปวดแต่ละครั้งอาจเกิดขึ้นสลับกันได้ระหว่างข้างซ้ายหรือข้างขวาและบางครั้งอาจมีอาการปวดร้าวที่กระบอกตาร่วมด้วย ส่งผลให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ และอาการปวดอาจแย่ลงหากอยู่ในที่แสงสว่างจ้า เสียงดัง หรือ มีกลิ่นฉุน
  3. ไซนัส – ปวดโหนกแก้ม ดั้งจมูก : ผู้ที่มีอาการอักเสบของไซนัส มักมีอาการปวดบริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้างมาจนถึงบริเวณหน้าผาก หรือ ปวดตรงบริเวณดั้งจมูก เพราะเป็นบริเวณที่ตั้งของไซนัส
  4. กรามอักเสบ – ปวดหน้าใบหู : อาการปวดบริเวณนี้มักสัมพันธ์กับการเคี้ยวอาหาร และอาการกัดฟันเวลานอนหลับด้วย เพราะสามารถทำให้กระดูกกรามหน้าใบหูอักเสบได้
  5. หลอดเลือดสมอง/เนื้องอกสมอง – ปวดหัวแบบรุนแรง : ผู้ที่มีอาการเข้าข่ายของโรคเหล่านี้ มักจะปวดศีรษะในลักษณะที่รุนแรงมากชนิดที่ว่าไม่เคยปวดแบบนี้มาก่อน อาจมีอาการมองเห็นภาพซ้อน เกิดอาการชาและอ่อนแรงของกล้ามเนื้อต่าง ๆ ร่วมด้วย บางครั้งอาจเกิดอาการชักผสมด้วย ซึ่งหากมีอาการตามข้อนี้ เกิดขึ้นขอแนะนำให้มาพบแพทย์โดยเร่งด่วน

 

นอกจากนั้น ถ้าหากมีอาการปวดศีรษะแบบมีไข้หรือคอแข็งเกิดขึ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนการอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง กรณีนี้ก็ต้องเร่งพบแพทย์เช่นกัน

ขอบคุณข้อมูล : นสพ.ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์สุขภาพดีกับรามาฯ โดย ผศ.พญ.แสงศุลี ธรรมไกรสร

 


_การเมือง-เรื่องใกล้ตัว-มีแต่เรื่องปวดหัว-ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี_web.jpg

kinyupen_adminJune 6, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุก ๆ ท่านไปติดตามเรื่องราวเรื่องหนึ่ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวเราเลยก็ว่าได้ คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เรื่องของ “การเมือง” ไม่ได้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่หรือกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้ว แต่ตอนนี้ เรื่องของ “การเมือง” กลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัยแล้ว สังเกตได้จากในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นวงสนทนาของคนวัยไหนหรือกลุ่มไหนก็ตาม “การเมือง” จะเป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่จะต้องมีการพูดคุย ถกเถียง แสดงความคิดเห็นกันในวงสนทนา หรือแม้กระทั่งแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ เป็นต้น

ปัจจัยที่ทำให้ “การเมือง” กลายเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้นมาดูกันว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ จนทำให้เรื่องของการเมืองกลางเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เข้าไปอยู่ในชีวิตของคนทุกเพศทุกวัย กระทั่งกลายเป็นวาระสำคัญในวงการสนทนาของกลุ่มคน ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน วัยผู้ใหญ่ และ วัยชรา

1. เพราะเราทุกคนอยู่ภายใต้การปกครอง : มนุษย์ทุกคนที่อาศัยอยู่ภายในประเทศนี้ ล้วนอยู่ภายใต้การปกครองของผู้นำประเทศ ต้องประพฤติ ปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามกฎหมายที่กำหนดไว้ หากทำผิดก็จะถูกลงโทษ

2. เพราะการเมืองเป็นเรื่องที่จะอยู่กับเราไปจนวันตาย : ความสัมพันธ์ของประชาชนกับการเมืองการปกครองมีความเกี่ยวข้องกับทุกด้านของชีวิตอย่างมากไปจนตาย อย่างเช่น เมื่อเราต้องการเปลี่ยนแต่งงานก็จะต้องจดทะเบียนสมรส เพื่อการให้การแต่งงานถูกต้องตามกฎหมาย คือรัฐรับรู้การแต่งงาน เห็นดีเห็นชอบ และมีผลทางกฎหมาย หรือหากคนในครอบครัวเสียชีวิต ก็จะต้องดำเนินการแจ้งตาย เพื่อให้ภาครัฐทราบว่ามีบุคคลเสียชีวิตลงและสาบสูญแล้ว เป็นต้น นอกจากนี้ การดำเนินชีวิตของเราจะต้องอยู่ภายใต้อำนาจกฎเกณฑ์ของการเมืองการปกครองแต่ละรัฐบาลที่มีนโยบายต่าง ๆ สำหรับการบริหารประเทศแตกต่างกันไป เราเองก็จะต้องปรับตัวให้เข้ากับการดำเนินชีวิตของคนส่วนใหญ่ให้ได้

3. เพราะการเมืองมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน : เพราะรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศมีอำนาจในการออกคำสั่งต่าง ๆ หรือกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนปฏิบัติตาม อย่างเช่น การประกาศเคอร์ฟิวส์เพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศที่ห้ามประชาชนอกนอกเคหะสถานในยามวิกาล เป็นต้น ดังนั้น การเมืองจึงมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตอย่างมาก

4. เพราะการเมืองเป็นเรื่องที่เราต้องฝากชีวิตส่วนหนึ่งไว้ที่รัฐบาลนั้นๆ ที่เข้ามาบริหารประเทศ : ชีวิตเราจะขับเคลื่อนไปในทิศทางไหนนั้น ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับการบริหารงานของรัฐบาลนั้น ๆ ด้วยเช่นกัน ด้วยนโยบายต่าง ๆ ที่อาจจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ อย่างเช่น เมื่อปี พ.ศ.2540 ที่หลายหน่วยงานต้องปิดกิจการ มีพนักงานถูกเลิกจ้าง ตกงานกันเป็นจำนวนมาก จากวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง ครอบครัวบางรายที่เคยมีฐานะร่ำรวยก็กลับกลายเป็นคนจนเลยก็มี บางครอบครัวต้องขายบ้าน ขายรถ เพื่อเอาเงินมาประทังชีวิตครอบครัว เป็นต้น

 

เมื่อ “การเมือง” มีแต่เรื่องปวดหัว แล้วเราจะรับมืออย่างไรดี?

เมื่อประชาชนเปิดรับข่าวการเมืองทุก ๆ วัน ทั้งจากวิทยุ โทรทัศน์ สื่อออนไลน์ หรือแม้กระทั่งการบอกต่อ ๆ กันของมนุษย์ เรื่องบางเรื่องอาจจะส่งผลกระทบกับชีวิตของเรา ทำให้เรารู้สึกปวดหัว เครียดไปกับเรื่องนี้ด้วย แต่ถึงแม้จะปฏิเสธที่จะเลิกติดตามข่าวการเมืองก็ตาม ชีวิตของคุณก็ยังต้องวนเวียนและพบเจอกับมันอยู่ดี สุดท้ายก็หนีไม่พ้น เราลองมาดูกันดีกว่า ว่าหากเรื่องการเมืองทำให้เราปวดหัว เราจะรับมืออย่างไรดี เพื่อจะได้อยู่ได้อย่างมีความสุข

โดย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้คำแนะนำกรณีติดตามข่าวการเมือง เปิดรับข่าวอย่างไรให้ห่างไกลจากความเครียด โดยมี 5 ข้อ ดังนี้

1. ควรใช้เวลาสำหรับติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างพอดี ไม่ควรติดตามต่อเนื่องเกิน 2 ชั่วโมงขึ้นไป เพราะจะทำให้รู้สึกเครียดมากขึ้น

2. ทำกิจวัตรประจำวันให้เป็นปกติ เบี่ยงความสนใจจากข่าวสารไปเรื่องอื่น ละเว้นการรับรู้ข่าวการเมืองบ้าง โดยหันไปทำหน้าที่ของตนเอง อาทิ ไปเรียนหนังสือ ไปทำงาน หรือใช้เวลาว่างอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การติดตามข่าวการเมืองหรือการสนทนาประเด็นการเมือง

3. เคารพความคิดเห็นแบบประชาธิปไตยที่มีความแตกต่างหลากหลายได้ ควรเปิดกว้างและรับข้อมูลข่าวสารที่แตกต่าง โดยไม่ติดตามข่าวการเมืองหรือรับข้อมูลข่าวการเมืองเพียงด้านเดียว เพราะจะทำให้ตัวเราเกิดอารมณ์รุนแรง

4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง ช่วยให้ความเครียดลดลง

5. หาเวลาไปออกกำลังกาย ปฏิบัติธรรม ทำสมาธิ เพื่อผ่อนคลายความเครียด

 

หลังจากนี้ ไม่ว่าการเมืองจะไปในทิศทางไหนเราไม่รู้ แต่เราในฐานะประชาชนผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศชาติ จะต้องเรียนรู้และปรับตัวเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในได้อย่างมีความสุข หากเราสามารถทำได้  เราก็จะรับมือได้และอยู่บนโลกใบนี้ได้ เพราะเรามีภูมิคุ้มกันที่ดี ไม่ว่าจะมีอุปสรรคหรือปัญหาอะไรเกิดขึ้นก็ตาม และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต