_ทางรถไฟสายเวียงจันทน์-บ่อเต็น_Cover_3.jpg

kinyupen_adminJune 25, 2020

ในที่สุด “ทางรถไฟสายเวียงจันทน์-บ่อเต็น” หนึ่งในเส้นทางรถไฟที่สร้างยากสุดในโลกก็ใกล้สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างหลังสร้างมานานกว่า 10 ปี ด้วยฝีมือของจีนที่หมายมั่นปั้นมือจะใช้เส้นทางนี้เชื่อมต่อเศรษฐกิจกับภูมิภาคอาเซียน คาดจะเปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี 2564 เป็นต้นไป ซึ่งนี่อาจเป็นทางเลือกใหม่ของนักท่องเที่ยวที่ทำให้การไปเยือนเวียงจันทน์ วังเวียง หลวงพระบาง หรือ ยูนนานของจีนสะดวกขึ้น

 

 

ทางรถไฟสายนี้เกิดโดยความร่วมมือรัฐบาลจีน – ลาว เริ่มเจรจากันครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2544 ก่อนหาข้อสรุปและประกาศแผนก่อสร้างร่วมกันปี พ.ศ. 2552 โดยเป็นส่วนหนึ่งโครงการรถไฟความเร็วสูงคุนหมิง-สิงคโปร์ ตามแผนระเบียงเศรษฐกิจจีนกับอินโดจีน (China Indochina Peninsula Economic Corridor) ที่มีเส้นทางครอบคลุม 5 ประเทศ เริ่มต้นจากคุนหมิงของจีน ผ่านเวียงจันทน์ของลาว มายังหนองคายของไทยและเชื่อมต่อไปภาคใต้ผ่านกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซียเข้าสู่สิงคโปร์ รวมระยะทางราว 3,900 กม.

 

เชื่อมต่อเมืองท่องเที่ยวหลัก

 

ความยาวตลอดเส้นทาง 414 กิโลเมตรของทางรถไฟสายเวียงจันทน์-บ่อเต็น มีทั้งหมด 32 สถานี เริ่มจากด่านบ่อหาน เขตปกครองตนเองชนชาติไทลื้อสิบสองปันนา มณฑลยูนนานของจีน เชื่อมต่อกับด่านบ่อเต็น สปป.ลาว จากนั้นวิ่งผ่านแขวงหลวงน้ำทา อุดมไซ หลวงพระบาง เวียงจันทน์ และนครหลวงเวียงจันทน์ โดยมี 3 สถานีรถไฟหลัก ได้แก่ สถานีหลวงพระบาง วังเวียง ก่อนเข้าสู่นครหลวงเวียงจันทน์ หลวงน้ำทา – หลวงพระบาง วังเวียง ก่อนสิ้นสุดที่นครหลวงเวียงจันทน์ คิดค่าโดยสารตั้งแต่ต้นสายถึงปลายสายอยู่ที่ประมาณ 480 บาท ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง

 

ตลอดเส้นทางจะเห็นได้ว่าวิ่งผ่านเมืองท่องเที่ยวสำคัญของลาว ทั้งหลวงพระบาง วังเวียง และเวียงจันทน์ ดังนั้นในอนาคตทางรถไฟสายนี้ อาจเป็นอีกหนึ่งในทางเลือกใหม่ที่ทั้งประหยัดเวลา และ ค่าใช้จ่ายให้กับเหล่านักท่องเที่ยวที่ต้องการเยือนเมืองเหล่านี้ก็เป็นได้ จากเดิมที่วิธีเดินทางสู่เมืองเหล่านี้มีอยู่ค่อนข้างจำกัด

 

 

ก่อสร้างยาก ต้องหลบลูกระเบิด

สำหรับการก่อสร้างต้องเจาะอุโมงค์ 75 แห่ง รวมระยะทางประมาณ 197 กิโลเมตร และสะพานรถไฟ 163 แห่ง รวมระยะทางประมาณ 61 กิโลเมตร โดยเหตุที่ถูกขนานนามว่า “ก่อสร้างยากสุดในโลก” นอกจากอุปสรรคทางภูมิศาสตร์ที่ยากต่อการเข้าถึง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีประชากรน้อยและตั้งอยู่บริเวณที่มีภูเขาหินปูนจำนวนมากและปริมาณน้ำฝนที่สูงในแต่ละปีแล้ว ตลอดการก่อสร้างยังต้องหลบลูกระเบิดตกค้างจากยุคสงครามในอดีตที่ถูกฝังกระจัดกระจายไปทั่วเส้นทาง

 

 

คาดการณ์ว่าการดำเนินงานติดตั้งรางรถไฟให้มาบรรจบกันที่บริเวณชายแดนบ่อหาน มณฑลยูนนาน และ ชายแดนบ่อเต็น  สปป.ลาว ได้ภายในเดือนเมษายน 2564 และสามารถเปิดให้บริการรถไฟตลอดสายได้ภายในสิ้นปี 2564

 

ระยะแรกจะเปิดให้บริการ 18 เที่ยวต่อวัน แบ่งเป็นการขนส่งผู้โดยสาร 4 เที่ยว เที่ยวละ 7 ตู้สามารถขนส่งผู้โดยสารได้ 672 คน อัตราค่าโดยสาร 350 กีบต่อกิโลเมตรต่อคน (ประมาณ 1.2 บาท) ตลอดเส้นทาง 140,000 กีบต่อคน (ประมาณ 480 บาท) ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง และการขนส่งสินค้าจํานวน 14 เที่ยว มีอัตราค่าขนส่งประมาณ 600 กีบ (ประมาณ  2 บาท) ต่อตันต่อกิโลเมตร


_Cover_2-1.jpg

kinyupen_adminMay 14, 2020

การระบาดของโรคโควิด 19 ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อมนุษย์เท่านั้น แต่ความขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคหลายอย่างยังส่งต่อสัตว์ต่างๆ ด้วย โดยเฉพาะกลุ่มสัตว์ที่อยู่ในสวนสัตว์ต่างๆ ทั่วโลก เนื่องจากเกือบทุกแห่งถูกปิดเพื่อป้องกันการระบาดของโรค

ล่าสุดที่สวนสัตว์ Calgary ในแคนาดา จำเป็นที่จะต้องส่งแพนด้ายักษ์สองตัวที่เคยได้รับจากประเทศจีนกลับไปยังประเทศจีนก่อนกำหนด เนื่องจากประสบปัญหาการขาดแคลนอาหารที่จะนำมาให้พวกมันกิน หลังจากเกิดการระบาดทำให้ระบบต่างๆ ในการจัดซื้อ จัดหาอาหารรวมไปถึงการขนส่งอาหารสำหรับแพนด้ามีปัญหาตามไปด้วย  แพนด้าทั้งสองตัวถูกส่งมายังสวนสัตว์แห่งภายใต้สัญญา 10 ปี และพวกมันได้มาอยู่ที่สวนสัตว์สวนสัตว์แห่งนี้ตั้งแต่ปี 2561 โดยที่ผ่านมาสวนสัตว์ต้องสั่งอาหารโดยเฉพาะไผ่จากประเทศจีนเพื่อเป็นอาหารให้กับแพนด้าทั้งสองตัว

 

 

แต่เนื่องจากเกิดการระบาดของโรค ทำให้เที่ยวบินต่างๆ ถูกระงับรวมถึงเที่ยวบินที่ขนส่งไผ่จากประเทศจีนด้วย ซึ่งทำให้ไผ่ที่เคยถูกส่งตามกำหนดล่าช้าออกไป จนขาดความสดใหม่ พวกมันจึงปฏิเสธที่จะกิน และอาจจะส่งกระทบต่อสุขภาพของทั้งสองตัว และหากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ในแคนาดายังคงไม่ดีขึ้น และคาดการณ์ว่าอาจจะมีการระบาดรอบใหม่ทำให้ทางสวนสัตว์จำเป็นที่จะต้องส่งแพนด้าทั้งสองกลับไปยังประเทศจีน เพราะต้องคำนึงถึงสุขภาพของมันเป็นอันดับแรก ตามสัญญาที่เคยได้ทำไว้กับประเทศจีน

 

ที่มาและรูปภาพจาก Calgary Zoo


Cover_1-1.jpg

kinyupen_adminMay 5, 2020

สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า หน่วยงานด้านวัตถุโบราณของจีน ค้นพบวัตถุโบราณจำนวนมากกว่า 10,000 ชิ้นส่วนใหญ่เป็นเครื่องทองคำและเครื่องเงิน ที่ถูกฝังอยู่บริเวณแม่น้ำหมินเจียง ที่เมือง เหมยซาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเสฉวนของจีน

 

ทั้งนี้จากการคาดการอายุของวัตถุโบราณดังกล่าว เชื่อว่ามีอายุย้อนหลังไปถึงปลายราชวงศ์หมิง  หรือในราว คศ.1368-1644   โดยการค้นพบดังกล่าวได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน “การค้นพบทางโบราณคดี 10 อันดับแรกของจีน”

 

ตราประทับสีทองที่ขุดขึ้นมาจากแนวแม่น้ำเจียงหมิวในเมืองหมิซานซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเสฉวนของจีน (Xinhua / Liu Kun)

 

เหรียญทองขุดจากแม่น้ำเจียงหมิวที่เมือง Meishan ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเสฉวนของจีน (Xinhua / Liu Kun)

 

เครื่องประดับทองคำที่ขุดขึ้นจากแนวแม่น้ำเจียงโจวในเมืองหมิซานซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเสฉวนของจีน (Xinhua / Liu Kun)

 

แท่งเงินที่ขุดขึ้นมาจากแม่น้ำหมินเจียงในเมืองหมิซานซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเสฉวนของจีน (Xinhua / Liu Kun)

 

แหวนทองที่ขุดขึ้นจากแนวแม่น้ำหมิงเจียงในเมืองหมิซานซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเสฉวนของจีน (Xinhua / Liu Kun)

 

 

แท่งโลหะทองที่ขุดขึ้นมาจากแม่น้ำจูเจียงในเมืองหมิซานซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเสฉวนของจีน (Xinhua / Liu Kun)

 

ส่วนหนึ่งของตราประทับสีทองที่ขุดขึ้นจากแนวแม่น้ำเจียงหมิวในเมืองหมิซานซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเสฉวนของจีน (Xinhua / Liu Kun)

 

สร้อยข้อมือสีทองที่ขุดขึ้นมาจากแม่น้ำหมินเจียงในเมือง Meishan ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเสฉวนของจีน (Xinhua / Liu Kun)

 

ผู้คนทำงานที่ไซต์ขุดของแม่น้ำเจียงหมิงในเมือง Meishan มณฑลเสฉวนทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนวันที่ 15 เมษายน 2020 (Xinhua / Liu Kun)

 

ภาพถ่ายทางอากาศแสดงที่ตั้งขุดของแม่น้ำเจียงหมิงในเมือง Meishan มณฑลเสฉวนทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนวันที่ 15 เมษายน 2020 (Xinhua / Liu Kun)

Covid-19-china-divorce_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 19, 2020

สื่อต่างประเทศรายงานว่า จากข้อมูลของสำนักงานทะเบียนราษฎร์จีนระบุว่าในช่วงเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา สำนักงานเขตในมณฑลต่างๆ ของจีนต้องดำเนินการจดทะเบียนหย่าร้างให้กับคู่สมรสชาวจีนเพิ่มขึ้นในอัตราที่น่าตกใจ นับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในจีนที่มีสถิติการหย่าร้างสูงขึ้นอย่างมากเช่นนี้

 

รายงานระบุว่า ที่สำนักงานเขตมณฑลเสฉวน มีผู้เดินทางมาขอจดทะเบียนหย่าด้วยความสมัครใจมากกว่า 300 คู่ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ที่สำนักงานเขตซีอานก็มีคู่สมรสมายื่นจดทะเบียนหย่าถึง 14 คู่ภายในวันเดียว แต่ในบางเขตคู่รักก็ต้องผิดหวังกลับไปเพราะไม่ได้หย่า เนื่องจากทางเขตที่ขีดจำกัดการจดทะเบียนหย่าได้เพียง 10 คู่ต่อวันทำให้พวกเข้าต้องรีบเดินทางมาใหม่ในวันรุ่งขึ้นเพื่อให้ทันเป็นหนึ่งใน 10 คู่ที่จะสามารถจดทะเบียนหย่ากันได้  ซึ่งสถิติที่เพิ่มขึ้นของการจดทะเบียนหย่าของผัวเมียชาวจีนเกิดขึ้นในช่วงที่จีนสั่งให้ประชาชนกักตัวอยู่ที่บ้าน และงดกิจกรรมอื่นๆ นอกบ้าน

 

เจ้าหน้าที่จีนระบุว่า การที่คู่รักตัดสินใจมาจดทะเบียนหย่ากัน ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า “เบื่อ” หลังจากที่ต้องใช้เวลาอยู่ร่วมกันในบ้านเป็นเวลานานและมากเกินไป ทำกิจกรรมหลายอย่างด้วยกันจนไม่มีอะไรจะทำแล้ว การต้องเห็นหน้ากันทุกวันก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุทะเลาะ เบาะแว้ง และเริ่มเข้าใจในสิ่งที่แตกต่างกันมากขึ้น

 

 

มีรายงานว่าเมื่อสำนักงานเขตในพื้นที่ต่างๆ เริ่มเปิดทำการ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา หลังหยุดทำการไปเพราะเหตุการณ์แก้ปัญหาโรคระบาด ก็พบว่ามีคู่สมรสพากันมาจดทะเบียนหย่ากันอย่างล้นหลาม ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเจ้าหน้าที่ของจีนกล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่า คนหนุ่มสาวผู้ที่มาจดทะเบียนหย่าส่วนใหญ่เป็นคู่รักหนุ่มสาว ที่มักจะมีการติดสินใจแบบหุนหันพลันแล่น และ เมื่อเจ้าหน้าที่ให้สติว่าลองกลับไปพิจารณาดูกันใหม่ พวกเขาก็มักจะปฏิเสธที่จะกลับไปทบทวนการตัดสินใจและยังยืนยันจะยุติชีวิตสมรสกันต่อไป

 

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้  ทำให้เกิดความสนใจในเชิงจิตวิทยาจนกลายเป็นที่ถกเถียงว่าแท้จริงแล้วการที่คู่รักจะมีเวลาใกล้ชิดกันมากๆ นั้น มีประโยชน์ต่อความสัมพันธ์หรือไม่ หรือว่าแท้จริงแล้วมันอาจจะทำให้เป็นไปในทางตรงกันข้ามกันแน่ ทั้งนี้สื่อได้นำข้อมูลการศึกษาในประเด็นนี้ที่จัดทำขึ้นเมื่อปี 2018 พบว่าคู่รักที่อยู่ด้วยกันก่อนแต่งงานมีอัตราการหย่าร้างลดลงในปีแรกเมื่อเทียบกับคู่รักที่ไม่ได้ทดลองอยู่ร่วมกันมาก่อน แต่อัตราการหย่าร้างกลับจะสูงขึ้นหลังจากที่ทั้งคู่ได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันเป็นเวลามากกว่า 5 ปีขึ้นไป  แต่งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งกลับแสดงให้เห็นว่าการใช้เวลาอยู่ด้วยกันเป็นเวลานานจะสามารถปกป้องคู่รักจากการหย่าร้างได้

 

อย่างไรก็ตามความบาดหมางของคู่รักชาวจีนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุระบาดของโรคโควิด19 ยังสะท้อนออกมาให้เห็นในการใช้สื่อโซเชียลมีเดียของจีน อย่าง เหว่ยป๋อ แพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมสูงสุดของชาวจีน ซึ่งสื่อให้เห็นว่าความรักของคู่รักที่ต้องอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นเวลานานมีแนวโน้มที่จะถึงจุดระเบิดจากปัญหาตั้งแต่เล็กๆ น้อยๆ ต่างๆ  ไปจนถึงความเครียดเรื่องความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจที่ตกต่ำ หลายคู่ตกอยู่ในสภาพของความวิตกกังวล อาการซึมเศร้า และหลายคนหลายคู่ก็สะท้อนความรู้สึกต่างๆ เหล่านั้นระบายลงในสื่อสังคมออนไลน์ เช่น

“เมื่อคู่รักใช้เวลาทั้งกลางวันและกลางคืนด้วยกันมันยากที่จะซ่อนปัญหาเอาไว้ ข่าวนี้ไม่ได้ทำให้ฉันประหลาดใจเท่าไหร่ที่คู่รักจะอยู่ด้วยกันไม่ได้และต้องหย่าร้างกัน” “บางทีงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ อย่างเรื่องทำความสะอาดบ้าน หรือล้างจาน ก็อาจจะสะสมเป็นปัญหาให้ทะเลาะกันได้”  หรือ “ทำไมถึงไม่หยิบจับอะไรสักอย่าง เราทุกคนก็เหนื่อยเหมือนกันทั้งนั้น” เป็นต้น  

 


Content_คู่รักไทย-จีน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 31, 2020

เรื่องราวของคู่บ่าวสาว ไทย-จีน ที่ต้องเปลี่ยน และปรับพิธีแต่งงานท่ามกลางการระบาดของ #ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่2019 ในเมืองหูเป่ย

 

เรื่องราวของคุณแอม จินตนา แดงรอดกับคุณเหอ ข่าย สามีที่มีกำหนดฤกษ์สมรสในวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา โดยที่แอมและสามีได้เดินทางจากประเทศไทยเพื่อเตรียมจัดงานแต่งที่จีนเมื่อวันที่ 15 มกราคม

 

ไปถึงช่วงแรกก็ลองแต่งหน้าทำผมเหมือนวันจริง เพื่อดูว่าถูกใจไหม

 

ทุกอย่างจัดเตรียมไว้หมด แต่สุดท้าย หมดกัน ทั้งชุด เสื้อผ้า รองเท้า ของชำร่วย!!

 

ฝันสลาย !! ทุกคนต่างกังวลไม่มาร่วมงาน ได้ซองอวยพรผ่าน  wechat

 

พ่อแม่เจ้าสาว ทำวีซ่าเก้อ เดินทางมาร่วมงานไม่ได้เช่นกัน

 

ขายผ้าเอาหน้ารอด ชุดที่เตรียมออกไปเอาไม่ได้ ได้เพียงเสื้อโค๊ทสีแดงแม่สามี กับพิธีแต่งที่ฉลองเฉพาะคนในบ้าน

 

งานฉลองที่ไทย ต้องลุ้นว่าจะกลับได้หรือไม่ รอเมืองเปิด หากฝากบอกทุกคนว่า ที่หูเป่ยยังคงกินอิ่มนอนสบาย เพียงแต่ไม่กล้าออกไปข้างนอก

 

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอเป็นกำลังใจให้คุณแอมและสามีสุขภาพแข็งแรง มีหนูน้อยน่ารักเร็วๆนะคะ

 

 


_web-1.jpg

kinyupen_adminJanuary 10, 2019

ในใต้หล้านี้…ประเทศจีนมีดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล กว้างขวางถึง 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลก ด้วยขนาดที่กว้างใหญ่ทำให้การเดินทางระหว่างมณฑลใช้เวลาไม่น้อย ล่าสุดการเดินทางระหว่างมณฑลจะไม่นานอีกต่อไป ด้วยทางด่วนแห่งใหม่ ไต่เขาจากจีนสู่ทิเบต รูปลักษณ์คดไปวนมา สมชื่อ “แดนมังกร” 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของกรมการขนส่งประจำมณฑลเสฉวนของประเทศจีนเปิดทางด่วนแห่งใหม่ขึ้น ที่มณฑลเสฉวน เส้นทางระหว่างเมืองหย่าอาน-เมืองคางติ้ง ความยาว 135 กิโลเมตร โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นเส้นทางสู่แคว้นปกครองตนเองทิเบตกานจื่อของมณฑลเสฉวนลำดับที่ 2 รองจากทางหลวงหมายเลข 318 ที่มุ่งสู่กรุงลาซา เมืองเอกของเขตปกครองตนเองทิเบต ซึ่งเส้นทางแห่งใหม่นี้สามารถย่นระยะเวลาเดินทางเหลือเพียง 3 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น ถือว่าเป็นของขวัญชิ้นใหม่ที่มณฑลเสฉวนมอบให้กับพี่น้องชาวจีนในปีนี้เลยก็ว่าได้

การก่อสร้างทางด่วนเชื่อมต่อระหว่าง เมืองหย่าอาน กับ เมืองคางติ้ง เริ่มต้นขึ้นในเดือนกันยายน พ.ศ.2557 ถือเป็นอีกหนึ่งงานท้าทายในการก่อสร้างอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องเผชิญความท้าทายทางภูมิศาสตร์ โดยเฉพาะลักษณะภูมิประเทศคับแคบและสูงชัน ประกอบกันหนึ่งในอุโมงค์ลอดภูเขาของทางด่วนแห่งนี้จะต้องตัดผ่าน 13 แนวรอยเลื่อนแผ่นดินไหว ซึ่งการก่อสร้างครั้งนี้ใช้งบประมาณในการก่อสร้างกว่า 23,000 ล้านหยวน (คิดเป็นเงินไทยอยู่ประมาณ 115,000 ล้านบาท) กระทั่งสามารถสร้างแล้วเสร็จก่อนกำหนดภายใน 9 เดือน

 

สำหรับโครงข่ายทางด่วนของประเทศจีน เป็นระบบรวมของทางด่วนระดับชาติและระดับมณฑลของประเทศ โดยเมื่อช่วงสิ้นปี พ.ศ.2560 โครงข่ายทางด่วนของประเทศจีนมีระยะทางรวมทั้งหมด 136,000 กิโลเมตร เรียกได้ว่าระยะทางประมาณ 1 ใน 3 ของความห่างจากโลกไปดวงจันทร์เลยทีเดียว!  นับเป็นระบบทางด่วนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก…

ทางด่วนสายแรกที่ได้มีบันทึกไว้ในประเทศจีน คือในสมัยราชวงศ์ฉิน เมื่อ 2,000 กว่าปีก่อน สืบเนื่องจาก “จิ๋นซีฮ่องเต้” จักรพรรดิพระองค์แรก ได้สร้างทางหลวงรัฐระยะทาง 750 กิโลเมตร เชื่อมต่อจากเมืองหลวงชื่อเสียนหยางไปยังพรมแดนทางด้านเหนือของออร์ดอส เพื่อเป็นการวางแผนป้องกันประเทศ ต่อมาทางหลวงแห่งชาติจีนสมัยใหม่สายแรกที่ก่อสร้าง คือ ทางด่วนเซี่ยงไฮ้–เจียติ้ง เปิดใช้บริการในเดือนตุลาคม พ.ศ.2531 มีระยะทาง 17.37 กิโลเมตร  ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของระบบทางด่วนของเซี่ยงไฮ้ นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : สำนักข่าว China Xinhua News

 


-สวยงามราวอยู่กับดินแดนเทพนิยาย_web-1.jpg

kinyupen_adminDecember 24, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของ “ป่าคริสตัล” หนึ่งในสถานที่ในประเทศจีน ที่นักท่องเที่ยวควรค่ากับการไปสัมผัสความสวยงามบวกความหนาวเย็น ราวกับอยู่ภายในเทพนิยายจากนิทานชื่อดัง

ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูหนาว หลายคนต่างเลือกใช้ช่วงเวลาดังกล่าวหาสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ เพื่อสัมผัสอากาศหนาว ลมเย็น ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งต้องบอกเลยว่าสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ มีมากมายนับไม่ถ้วน อย่างประเทศจีนก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่นอกจากจะมีพื้นที่กว้างใหญ่แล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามมากมายอีกด้วย

วันนี้ “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะขอแนะนำอีกหนึ่งสถานที่สวยงาม ควรค่ากับการไปถ่ายรูป สัมผัสกับอากาศหนาวกันที่ “ป่าคริสตัล” ริมแม่น้ำซงฮวา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน ที่ความหนาวเย็นที่แผ่ปกคลุมมณฑลจี๋หลินได้เปลี่ยนทัศนียภาพบริเวณริมแม่น้ำซงฮวา ให้กลายเป็นดินแดนคริสตัลที่สวยงาม ราวกับอยู่ภายในเทพนิยายจากนิทานชื่อดัง เรียกได้ว่ากำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปท่องเที่ยวบริเวณดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมากก็ไม่พลาดที่จะออกมาสัมผัสกับบรรยากาศความสวยงามภายใต้ความหนาวของสภาพอากาศในช่วงนี้ และก็ไม่พลาดที่จะหยิบสมาร์ทโฟนและกล้องถ่ายรูปมาถ่ายภาพเก็บความสวยงามของสถานที่แห่งนี้เอาไว้เป็นที่ระลึกกันเป็นจำนวนมาก เพราะต้องบอกเลยว่าบรรยากาศแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยครั้งนัก

สำหรับซงฮวาเป็นแม่น้ำที่ตั้งอยู่ภายในมณฑลเฮยหลงเจียง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นอีกหนึ่งในสถานที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันมีค่า ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมของชาวจีน ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวจำนวนมาก นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก China Xinhua News


-20000-จุด-ในปี-2019_web.jpg

kinyupen_adminDecember 20, 2018

ในปี 2019 ประเทศจีนเตรียมเดินหน้าสร้างและรีโนเวตห้องน้ำจำนวน 21,000 จุด ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ใช้ห้องน้ำที่สะอาดและทันสมัย ลบภาพสมัยก่อนที่หลายคนจดจำประเทศจีนว่ามีห้องน้ำที่สกปรก

หลายคนคงจะเคยได้ยินกันว่า ประเทศจีนนั้นขึ้นชื่อเรื่องของห้องน้ำที่มีความสกปรกมาก มาตั้งแต่สมัยในอดีต ถึงแม้จะขึ้นชื่อเรื่องห้องน้ำมากแค่ไหน แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็ยังเดินทางไปเที่ยวประเทศจีนกันอย่างต่อเนื่อง แต่เร็ว ๆ นี้ ปัญหาเรื่องของห้องน้ำที่ประเทศจีนที่หลาย ๆ คนพูดถึงนั้นกำลังจะหมดไป เพราะล่าสุด ที่ประเทศจีนเตรียมสร้างห้องน้ำเพิ่มเติมทั่วประเทศแล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากสำนักข่าวซินหัวของประเทศจีน รายงานว่า กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนระบุว่า ในปี 2019 ประเทศจีนเตรียมสร้างและรีโนเวตห้องน้ำจำนวน 21,000 จุด ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการปฏิวัติห้องน้ำ ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2015 เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ใช้ห้องน้ำที่สะอาดและทันสมัย โดยในปีนี้จีนได้สร้างและปรับปรุงห้องน้ำสำหรับนักท่องเที่ยวไปแล้วราว 24,000 จุดทั่วประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงห้องน้ำ 15,000 แห่งในพื้นที่ทุรกันดารทางตอนกลางและฝั่งตะวันตกของจีน

ทั้งนี้ โครงการสร้างห้องน้ำดังกล่าวมีการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในห้องน้ำ เพื่อพัฒนามาตรฐานด้านสาธารณสุข ลดพลังงาน ลดการใช้น้ำ และทำให้ห้องน้ำเข้าถึงง่ายขึ้น อย่างเช่น แอปพลิเคชันค้นหาห้องน้ำใกล้เคียงในสถานที่ท่องเที่ยวของจีน เป็นต้น โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เคยกล่าวไว้ว่า ต้องการกระตุ้นการปฏิวัติห้องน้ำในพื้นที่ชนบท เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นภัยคุกคามชื่อเสียงของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวประเทศจีน พร้อมย้ำว่าห้องน้ำมีความสำคัญต่อการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

อย่างไรก็ตาม จีนตั้งเป้าเอาไว้ว่า ในอีก 3 ปีต่อจากนี้ จะมีการสร้างและปรับปรุงห้องน้ำอีก 64,000 แห่ง ระหว่างปี 2018-2020 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศให้ยั่งยืนและน่าเดินทางมาเที่ยวมากขึ้น และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : เนื้อหาและภาพจาก China Xinhua News


-รถไฟความเร็วสูง-พร้อมกัน-10-สายภายในสิ้นปีนี้_web.jpg

kinyupen_adminDecember 12, 2018

จีนเตรียมเปิดรถไฟความเร็วสูง จำนวน 10 สายพร้อมกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารของรถไฟความเร็วสูงจีน โดยเตรียมจะเปิดให้บริการภายในสิ้นปี 2561

หลายประเทศในขณะนี้ให้ความสำคัญในเรื่องของการคมนาคมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการจราจรติดขัด ไม่เพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้นที่มีการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง อย่างที่ประเทศจีนก็เตรียมเปิดรถไฟความเร็วสูงเพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารจำนวนมากด้วยเช่นกัน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากสำนักข่าว China Xinhua News ของจีน รายงานว่า การรถไฟของประเทศจีนเตรียมเปิดรถไฟความเร็วสูง จำนวน 10 สายพร้อมกัน ซึ่งมีระยะทางรวมทั้งหมด 2,500 กิโลเมตร โดยเตรียมจะเปิดให้บริการภายในสิ้นปี 2561 ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารของรถไฟความเร็วสูงจีน

สำหรับเส้นทางใหม่ที่การรถไฟจีนจะเปิดเส้นทางจำนวน 10 สายใหม่นั้น ประกอบด้วย (1.) 1. สายปักกิ่ง-ฮาร์บิน ช่วงเฉิงเต๋อ-เสิ่นหยาง , (2.) สายฮาร์บิน-มู่ตานเจียง , (3.) สายชิงเต่า-เหยียนเฉิง , (4.) สายหนานผิง-หลงเหยียน , (5.) สายถงเหริน-อวี้ผิง , (6.) สายซินหมิน-ทงเหลียว , (7.) สายจี่หนาน-ชิงเต่า , (8.) สายหังโจว-หนานชาง ช่วงหังโจว-หวงซาน , (9.) สายหวยฮว่า-เหิงหยาง และ (10.) สายเฉิงตู-ย่าอัน โดยการรถไฟจีนจะเปิดตัวแผนผังเส้นทางเดินรถใหม่ในวันที่ 5 มกราคม 2019

สำหรับการเปิดรถไฟความเร็วสูงในครั้งนี้ ส่งผลทำให้มีเมืองกว่า 10 เมืองมีรถไฟความเร็วสูงเข้าถึงเป็นครั้งแรก อาทิ เมืองฟู่ซินและเฉาหยางในมณฑลเหลียวหนิง , เมืองเฉิงเต๋อในมณฑลเหอเป่ย , เมืองทงเหลียวในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน , เมืองมู่ตานเจียงในมณฑลเฮยหลงเจียง , เมืองรื่อจ้าวในมณฑลซานตง , เมืองเหลียนหยุนกั่งและเมืองเหยียนเฉิงในมณฑลเจียงซู , เมืองย่าอันในมณฑลเสฉวน และเมืองลี่เจียงในมณฑลยูนนาน เป็นต้น

นอกจากนี้ การรถไฟจีนยังได้จัดเตรียมขบวนรถโดยสารใหม่ออกวิ่งพร้อมกัน 553 ตู้โดยสาร บน 10 เส้นทางใหม่ ซึ่งจะยกระดับให้ศักยภาพในการขนส่งของรถไฟความเร็วสูงจีนเพิ่มขึ้นถึง 9% ในคราวเดียว อย่างไรก็ตาม ประชาชนในฐานะผู้โดยสารจะได้ประโยชน์ในการย่นระยะเวลาเดินทาง เช่น เส้นทางปักกิ่ง-มู่ตานเจียง สามารถร่นระยะเวลาเดินทางได้ถึง 7 ชั่วโมง และเส้นทางจากฮาร์บิน-มู่ตานเจียงก็ร่นระยะเวลาเดินทางลงได้ 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ เนื้อหาและภาพจาก สำนักข่าว China Xinhua News


-ซีถัง-เมืองโบราณกลางสายน้ำ-ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี_web-1.jpg

kinyupen_adminDecember 7, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของ “ซีถัง” หนึ่งในสถานที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี สัมผัสสุนทรียแห่งความเงียบสงบ และวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของชาวเมือง ถือเป็นตัวเลือกอีกหนึ่งแห่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะหลีกหนีความเร่งรีบและความวุ่นวายของเมืองใหญ่

เมื่อพูดถึงประเทศจีน ต้องบอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวที่มีอยู่เยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ภูเขาเทียนจื่อ , อุทยานแห่งชาติหวงหลง , อุทยานธรณีวิทยา จางเย่ ตันเซี๋ย , กำแพงเมืองจีน , ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นสถานที่ที่มีเรื่องราวในอดีต ประวัติศาสตร์ รวมไปถึงความเป็นมาที่น่าศึกษาและเรียนรู้

เช่นเดียวกับ “ซีถัง” ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่อดีต ก็ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด โดย “ซีถัง” เป็นเมืองโบราณกลางสายน้ำ ตั้งอยู่มณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของประเทศจีน มีอายุเก่าแก่นับพันปี มีแม่น้ำ 9 สายล้อมรอบ เป็นตัวเลือกอีกหนึ่งแห่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะหลีกหนีความเร่งรีบและความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ภายในมีถนนที่ถูกปูด้วยก้อนหิน อาคารเก่า สะพานโค้งพาดผ่านคลอง และเรือที่พายไปมาภายในลำคลอง ล้วนเป็นเอกลักษณ์สร้างเสน่ห์ให้กับที่แห่งนี้ แต่ปัจจุบันมีการสร้างหรือปรับปรุงสิ่งก่อสร้างในบางแห่ง อาทิ สะพาน เพื่อเสริมความแข็งแรง แต่ยังคงไว้ซึ่งรูปแบบของสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

หากมองทิวทัศน์จากมุมสูงจะเห็นระลอกน้ำกระเพื่อมหยอกล้อเล่นกับแสงอาทิตย์ เปล่งประกายอยู่บนผืนน้ำ เห็นวิถีชีวิตของผู้คนริมฟากสองฝั่งคลอง บรรยากาศในตอนเช้า มีไอหมอกลอยล่องดุจใยไหมอยู่เหนือสายน้ำที่ไหลรินอยู่ใต้สะพาน ส่วนตอนเย็น มีเสียงดนตรีจากเรือลำน้อยบรรเลงคลอเคล้าไปกับโคมไฟน้อยใหญ่ที่เริ่มส่องแสงนวลอ่อน สร้างบรรยากาศแห่งค่ำคืนอันแสนโรแมนติก

เนื่องจาก “ซีถัง” เป็นเมืองโบราณกลางสายน้ำที่มีทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ ดังนั้น หากมาเที่ยวที่นี่จะต้องลิ้มลองอาหารเมนูปลา อาทิ เนื้อปลาฝังจวี้คั่วพริกเกลือ , ไข่ตุ๋นเนื้อปลาไช่ฮวา ส่วนของฝากติดไม้ติดมือแนะนำเป็นไวน์ข้าวฟ่างรสเลิศ , เค้กสมุนไพร เป็นต้น

“ซีถัง” ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติไม่ควรพลาด และควรค่ากับการไปสัมผัสบรรยากาศแห่งความสงบ ศึกษาประวัติศาสตร์ในสมัยก่อน รับรองเลยใครที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวที่นี่ จะต้องประทับใจอย่างแน่นอน

 

ขอขอบคุณ เนื้อหาและภาพจาก : China Xinhua News