Banner_welltitude_นอนวันละกี่ชั่วโมงถึงเหมาะสมต่อร่างกายของคนแต่ละช่วงวัย.jpg

kinyupen_adminAugust 10, 2018

มูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติเผยผลการวิจัย “ระยะเวลาในการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการทางร่างกายของคนแต่ละช่วงวัย” โดยแต่ละช่วงวัยจะมีระยะเวลานอนหลับแตกต่างกันไป

โดยปกติมนุษย์จะใช้เวลาในการนอนหลับเฉลี่ยอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง/วัน หากนอนมากเกินไปหรือน้อยเกินไปก็อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายได้ การนอนหลับเป็นสิ่งสำคัญของมนุษย์ เพราะหมายถึงการพักผ่อนร่างกายหลังจากใช้พลังงานในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ มาตลอดทั้งวัน แต่ในความจริงแล้ว รู้หรือไม่ว่า การนอนหลับในแต่ละช่วงวัยของมนุษย์มีระยะเวลาในการนอนหลับแตกต่างกันออกไป ไม่ได้ยึดติดอยู่ที่ 6-8 ชั่วโมง/วันเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติ (National sleep foundation) ของสหรัฐฯ เปิดเผยผลการศึกษาวิจัยถึงเรื่องของระยะเวลาในการนอนหลับพักผ่อนของคนแต่ละช่วงวัย โดยสามารถสรุปได้ดังนี้

นอนหลับ

ทารกแรกเกิด (อายุตั้งแต่ 0 – 3 เดือน) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 14 – 17 ชั่วโมง/วัน

ทารก (อายุตั้งแต่ 4 – 11 เดือน) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 12 – 15 ชั่วโมง/วัน

เด็กเล็ก (อายุตั้งแต่ 1 – 2 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 11 – 14 ชั่วโมง/วัน

เด็กก่อนวัยเรียน (อายุตั้งแต่ 3 – 5 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 10 – 13 ชั่วโมง/วัน

เด็กวัยเรียน (อายุตั้งแต่ 6 – 13 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 9 – 11 ชั่วโมง/วัน

วัยรุ่น (อายุตั้งแต่ 14 – 17 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 8 – 10 ชั่วโมง/วัน

วัยรุ่นตอนปลาย (อายุตั้งแต่ 18 – 25 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 7-9 ชั่วโมง/วัน

ผู้ใหญ่/วัยทำงาน (อายุตั้งแต่ 26 – 64 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 7 – 9 ชั่วโมง/วัน

ผู้สูงอายุ (อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง/วัน

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่อยู่ในช่วงวัยใด และรู้ตัวว่าตนเองนั้นใช้เวลาในการนอนหลับน้อยหรือมากเกินไป ก็อย่าลืมที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการให้เวลากับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอต่อช่วงอายุในวัยนั้นๆ เพื่อสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี ในการลุกขึ้นมาทำงานสำหรับเช้าวันใหม่อย่างมีชีวิตชีวา กระปรี้กระเปร่าไปตลอดทั้งวัน


-ขุนน้ำนางนอน”_website.jpg

adminJune 25, 2018
กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของกรณีทีมฟุตบอลเยาวชนและโค้ชผู้ฝึกสอนรวม 13 คน หลงเข้า “ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน” เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา วันนี้มาทำความรู้จักถ้ำเก่าแก่แห่งนี้ ถ้ำที่อันตรายเมื่อเข้าฤดูฝน

 

ถ้ำหลวง-ขุนช้างนางนอน ตั้งอยู่ที่ เขตป่าสงวนแห่งชาติป่า ดอยนางนอน ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีความสูงจากจากระดับนำทะเลปานกลาง 453.00 เมตร และเป็นแหล่งธรรมชาติจากโครงการแนวทางการจัดการแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ปี 2547

 

ถ้ำหลวง เป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ ปากถ้ำเป็นห้องโถงกว้าง ภายในถ้ำจะพบกับความงามของ เกล็ดหินสะท้อนแสง หินงอก หินย้อย ธารน้ำและถ้ำลอด ถ้ำหลวงยังรอคอยความท้าทายการสำรวจจากนักท่องเที่ยวอยู่ตลอดเวลาเพราะสำรวจไปได้ไม่ถึงที่หมายก็ต้องล่าถอยออกมา ด้วยพบกับอุปสรรคมากมายภายในถ้ำไม่ว่าจะเป็น ความมืด ความแคบภายในถ้ำ กระแสน้ำและระดับน้ำที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  เนื่องจากถ้ำแห่งนี้มีน้ำไหลมาจาก ผาหมี ซึ่งจะมีระดับน้ำและกระแสน้ำที่รุนแรงมากขึ้น ยิ่งเข้าฤดูฝนน้ำในถ้ำจะยิ่งเพิ่มระดับ บางจุดน้ำท่วมปิดมิดทางเดิน ระยะทางทั้งหมดของถ้ำมีความยาวประมาณ 7-8 กิโลเมตร

 

สภาพธรณีวิทยานอกถ้ำ

ประกอบไปด้วยชั้นหินปูน หมวดหินราชบุรี (Ratburi Group) ที่เกิดอยู่ในยุคคาร์บอนิเฟอรัส (Carboniferous) ต่อยุคเพอร์เมียน (Permian) ซึ่งมีช่วงอายุระหว่าง 345-230 ล้านปี หินที่พบมีทั้งหินปูน (Limesmtone) และหินอ่อน (Marble) สีเทาถึงเทาดำ มีซากบรรพชีวิน (Fossil) สลับด้วยหินดินดาน (Shale) สีเทา

สภาพธรณีวิทยาภายในถ้ำ

ประเภทของถ้ำเขาหลวงเป็นถ้ำกึ่งแห้ง เนื่องจากบางส่วนยังมีการเกิดของหินงอก และหินย้อยอยู่ และบางส่วนแห้งแล้ว อยู่ในพื้นที่วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ตั้งอยู่ที่ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีลักษณะภูมิประเทศแบบหินปูน (Karst topography) มีลักษณะทางธรณีวิทยา ประกอบด้วยหินแข็งยุคคาร์บอนิเฟอรัส-เพอร์เมียน (Carboniferous-Permian: CP) หินที่พบในพื้นที่ประกอบด้วยหินปูนสีเทาอ่อน (Limestone) หินอ่อน (Marble) หินยุคนี้อยู่ในช่วงอายุประมาณ 270-320 ล้านปี ปากทางเข้าถ้ำสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 433 เมตร แนวโถงถ้ำมีโถงหลักเพียงโถงเดียว แต่เส้นทางคดเคี้ยว บางช่วงเดินเข้าถึงได้ง่าย บางช่วงมีเพดานต่ำ จนถึงเส้นทางเดินลำบาก มีความยาวรวม 759.76 เมตร เมตร และโถงแยกฝั่งตรงข้ามทางเดินเข้าถ้ำ มีความยาว 68.27 เมตร  ซึ่งการสำรวจในครั้งนี้ สำรวจจนสิ้นสุดห้องลับแล เนื่องจากทางที่จะไปโถงอื่น ๆ นั้นลำบากมาก แร่ทุติยภูมิที่พบเป็นแร่แคลไซต์ (calcite) ได้แก่ หินย้อย หินงอก เสาหิน ม่านเบคอน ผลึกแร่แปรงล้างขวด หลอดโซดา และตะกอนภายในถ้ำ ได้แก่ เศษหินถล่มจากหินน้ำไหล และหินปูน ตะกอนดินเหนียว หาดทราย พบหลักฐานที่แสดงถึงวิวัฒนาการของถ้ำจำนวนมาก เช่น รอยการไหลของน้ำเป็นริ้วคลื่นปัจจุบัน (Ripple Mark) ระดับพื้นถ้ำเก่า หินถล่มขนาดเล็ก และใหญ่จำนวนมาก รอยแตกแบบมีแรงดึง (Tension Crack) นอกจากนี้ยังพบรอยระดับน้ำ หลุมยุบ และโพรงบริเวณเพดานถ้ำ (Anastomosis) และการแตกออกของผนัง

ถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำเก่าแก่และจัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของจังหวัดเชียงราย ซึ่งไม่พบหลักฐานทางโบราณคดี ภายในถ้ำ

 

ทั้งนี้สถานการณ์ล่าสุดของทีมช่วยเหลือ รวมถึงหน่วยซีล จากกองทำเรือ วันที่ 25/06/18

07.30 น.  หน่วยซีลดำน้ำเข้าพื้นที่

08.30 น. พบกระดาษแสดงรายชื่อเด็ก ยังไม่สามารถดูดน้ำกับทรายออกได้เนื่องจากระดับน้ำเริ่มสูงและกว้างขึ้น คาดทุกคนยังปลอดภัย

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

Credit: onep.go.th

 

 


-คนร้ายมีเพียงหนึ่งเดียว-“คาโรชิ”_website.jpg

adminJune 14, 2018
กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ สภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นที่ได้ผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปการทำงาน  นายกรัฐมนตรี “ชินโซ อะเบะ” ระบุว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงกฎหมายแรงงานครั้งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นนับตั้งแต่หลังสิ้นสุดสงครามโลก

ทั้งนี้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของชาวญี่ปุ่นที่เน้นการทำงานหนัก  อันเป็นสาเหตุของการทำงานจนตาย หรือ “คาโรชิ” นอกจากนี้ยังเพื่อลดความไม่เท่าเทียมระหว่างพนักงานประจำและลูกจ้างชั่วคราว  รวมทั้งทำให้รูปแบบการทำงานยืดหยุ่นมากขึ้น สร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงานของชาวญี่ปุ่น

 

ร่างกฎหมายจำกัดการทำงานล่วงเวลาทั้งปีไว้ที่ 720 ชั่วโมง และการทำงานล่วงเวลาต่อเดือนจำกัดไว้ที่ไม่เกิน 100 ชั่วโมง และกำหนดว่าคนที่ทำงานแบบเดียวกันควรจะได้ค่าตอบแทนเท่ากัน เพื่อป้องกันการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมกับพนักงานที่ไม่ใช่พนักงานประจำ

 

อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติที่เป็นที่ถกเถียงมากที่สุด คือ “การยกเว้นพนักงานทักษะสูง” หรือค่าตอบแทนสูงจากข้อจำกัดเรื่องชั่วโมงทำงาน โดยอ้างว่าค่าตอบแทนของพนักงานเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับผลงาน มากกว่าจำนวนชั่วโมงทำงาน  ขณะที่สมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านจำนวนมากระบุว่า  การยกเว้นพนักงานทักษะสูงจากข้อจำกัดเรื่องชั่วโมงทำงาน จะยิ่งทำให้มีผู้ที่เสี่ยงเสียชีวิตจากการทำงานมากเกินไปมากยิ่งขึ้น

 

นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ญี่ปุ่นเริ่มวางแผนเพื่อจัดการกับฆาตกรตัวร้ายที่ลอยนวลมานานมากกว่าเกือบทศวรรษ ด้วยการปฏิรูประบบการทำงานที่หวังว่าจะกำจัดฆาตกรตัวร้ายที่มีชื่อว่า “คาโรชิ” ไปตลอดกาล

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

Photo Credit: japantimes.co.jp


...รองเท้าผ้าใบคู่แรกของโลก_Website.jpg

adminMay 17, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ สำนักข่าวต่างประเทศที่รายงานว่า “I amsterdam ” ทีมมาร์เก็ตติ้งแห่งเมืองอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ ร่วมกับบริษัทดีไซน์เนอร์ Explicit และบริษัทหมากฝรั่ง “Gumdrop” ร่วมกันสร้างสรรค์รองเท้าผ้าใบรีไซเคิลจากเศษหมากฝรั่งได้สำเร็จ เพื่อแก้ปัญหาหมากฝรั่งถูกทิ้งไว้ตามพื้นในสถานที่ต่างๆ โดยตั้งชื่อรองเท้าผ้าใบนี้ว่า “Gumshoe”

 

“Anna Bullus” กรรมการผู้จัดการบริษัท Gumdrop กล่าวว่า “เราค้นพบว่าหมากฝรั่งมีส่วนผสมของยางสังเคราะห์ แต่ที่น่าสนใจคือยางเหล่านี้สามารถนำมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้อีก”

 

ทั้งนี้ในแต่ละปี เมืองอัมเตอร์ดัมมีเศษหมากฝรั่งตามพื้นถนนอย่างคร่าวๆ ถึง 3.3 ล้านปอนด์ ทำให้ทางการต้องเสียงบประมาณทำความสะอาดถนนเป็นมูลค่าหลายล้านดอลล่าร์ จึงเป็นที่มาของโปรเจ็คต์ดังกล่าว ซึ่งนำเอาเศษหมากฝรั่งประมาณ 2.2 ปอนด์ (หรือประมาณ 1 กิโลกรัม) ของหมากฝรั่งมาทำเป็นรองเท้าได้ 4 คู่

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-4.0-จาก-7-ประเทศชั้นนำ_website.jpg

adminApril 26, 2018
ถือเป็นอีกหนึ่งความคืบหน้าการขับเคลื่อนฟันเฟืองเศรษฐกิจที่น่าสนใจ หลังจาก ครม.ประยุทธ์ เมื่อ 24 เมษายน 2561 เห็นชอบให้จัดสรรงบประมาณกว่า 14,000 ล้านบาท เพื่อผลิต “บัณฑิตและอาชีวะพันธุ์ใหม่” ที่มีคุณภาพสูง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการช่างเทคนิคและวิศวกร ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพให้เท่าทันการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ซึ่งหลังจากนี้คงเริ่มเข้าสู่การขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติเพื่อให้สำเร็จตามเป้าที่ตั้งไว้ว่าจะผลิตบัณฑิตและอาชีวะพันธุ์ใหม่ 115,626 คน ภายใน 5 ปี

 

นี่คือก้าวสำคัญของวางรากฐานพัฒนา “แรงงาน” แบบมียุทธศาสตร์ ซึ่งถือเป็นทรัพยากรสำคัญที่สุดที่จะผลักดันให้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 สำเร็จตามเป้าหมาย สอดรับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ก้าวเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4 หรือ Industrial Revolution 4.0 (IR 4.0) ดังนั้นวันนี้มาดูโรดแมพเหล่าประเทศชั้นนำกันบ้าง ว่ามีการเตรียมพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่ยุค 4.0.กันอย่างไร

 

เยอรมนี : รัฐบาลทุ่มเงินกว่า 200 ล้านยูโร เพื่อดำเนินนโยบายอุตสาหกรรม 4.0  ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดของแผน High-Tech Strategy 2020 Action Plan โดยมุ่งศึกษาบน 3 ประเด็น คือ 1. ออกแบบอุปกรณ์ติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร 2. การอำนวยความสะดวกในการทำงานละการเรียนรู้ เมื่อนำนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 มาใช้ 3. การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมและคุณวุฒิวิชาชีพต่างๆ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับทักษะการปฏิบัติงาน และการเรียนรู้รูปแบบใหม่

 

สวีเดน : รัฐบาลประกาศที่จะใช้ยุทธศาสตร์อัจฉริยะ ซึ่งหนึ่งในหัวใจสำคัญ คือ การมุ่งสร้างทักษะสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดย 1.ส่งเสริมการศึกษาต่อในสาขาสะเต็ม 2.ปรับระบบการศึกษาให้ตรงกับความต้องการแรงงานของภาคอุตสาหกรรม 3.พัฒนาทักษะที่จำเป็นในการก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิตัล 4.สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต 5.ส่งเสริมเส้นทางความก้าวหน้าในการทำงานและศึกษาต่อ

 

สหรัฐอเมริกา : มีองค์กร Advanced Manufacturing Partnership หรือ AMP ซึ่งเป็นหน่วยงานความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านการใช้เทคโนโลยีใหม่แก่ประธานาธิบดี เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงาน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.ส่งเสริมนวัตกรรม 2.ผลิตบุคลากรคุณภาพสูง 3.พัฒนาสภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจให้ดีขึ้น

 

สิงคโปร์ : รัฐบาลโดยคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ มีเป้าหมายสำคัญที่จะพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ได้รวดเร็วขึ้น จึงได้นำยุทธศาสตร์ 3 ประการมาปรับใช้ ได้แก่ 1.พัฒนาความสามารถด้านเทคโนโลยี 2.เปลี่ยนรูปแบบอุตสาหกรรมและกิจการต่างๆ 3.ฝึกอบรมบุคลากรให้มีทักษะและความสามารถรองรับยุคอุตสาหกรรม 4.0

 

ญี่ปุ่น : ริเริ่มโครงการห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรม (The Industrial Value Chain Initiative) ซึ่งมี 30 บริษัทขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นเข้าร่วม โดยกำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีที่จะใช้ในการเชื่อมต่อโรงงาน กระบวนการผลิต และเครือข่ายการสื่อสารทั่วโลกเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อและทำงานได้เองแบบอัตโนมัติ โดยมีช่างเทคนิคที่มีทักษะความชำนาญสูงเป็นผู้ดูแล ตั้งโปรแกรมและซ่อมบำรุงเครื่องจักร

 

เกาหลีใต้ : จัดตั้งโครงการนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมการผลิต 3.0 ซึ่งมีเป้าหมายหลัก 2 ประการได้แก่ 1.การพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวหน้า 2.การถ่ายทอดเทคโนโลยี “โรงงานอัจฉริยะ” ให้แพร่หลาย โดยตั้งเป้า 1,500 แห่งทั่วประเทศภายในปี พ.ศ.2563 และจัดตั้งโรงงานต้นแบบ หรือ “โรงงานแม่” ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตทั้งหมดผ่านระบบดิจิตัล  พร้อมเน้นฝึกอบรมทักษะและประสิทธิภาพช่างเทคนิค

 

ไต้หวัน : รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ 1,120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโครงการเพิ่มผลผลิต 4.0 ที่มีวัตถุประสงค์เพื่ออุตสาหกรรมการผลิตของไต้หวันมีผลผลิตต่อหัวเพิ่มขึ้น 60% ภายในปี 2567 โดยริเริ่มโครงการเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานรองรับยุคอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยมาตรการดังนี้ 1.ปฏิรูประบบการฝึกอบรมของประเทศ 2.ให้เงินอุดหนุนค่าเล่าเรียนของนักเรียนอาชีวศึกษา 3.สนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมสาขาอาชีวศึกษาในด้านต่างๆ 4.เชื่อมโยงสถาบันอาชีวศึกษากับอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยียุคอุตสาหกรรม 4.0 และ 5.จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการใช้งานเครื่องจักรอัจฉริยะ

 

จะเห็นได้ว่าประเทศชั้นนำเหล่านี้ แม้ขึ้นชื่อเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีเพียงใด แต่หัวใจหลักที่ทุกประเทศเร่งปูทางขับเคลื่อนไปพร้อมเทคโนโลยี นั่นคือ “การพัฒนาทักษะแรงงาน” ที่ล้วนผนึกเข้าไว้ในยุทธศาสตร์แทบทั้งสิ้น ด้วยวัตถุประสงค์สำคัญ คือ สร้างคนให้เท่าทันและเพียงพอต่อการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็กำลังเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน แม้จะเริ่มช้าแต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เริ่มต้นเสียที…….

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

///////////////////////////////////////////////////////////////

ที่มาข้อมูล

New Manufacturing Technicians – Responding to Industry 4.0 by Chevron Enjoy science


-สังคมไทยทุกวันนี้_กินอยู่เป็น_Website.jpg

adminApril 23, 2018
…เพราะอยู่ในวัยกลางคน
…เพราะยังไม่มีครอบครัว
…เพราะเป็นนักกฎหมายที่สนใจสิทธิสตรีและสิทธิครอบครัว พอๆ กับสิทธิมนุษยชน

และ..เพราะคับข้องใจกับสภาพสังคมไทยในปัจจุบันที่มีข่าวการใช้ความรุนแรงกับเด็กและสตรี ไม่ว่าผู้กระทำผิด โดยใช้ความรุนแรงตลอดช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมาไม่ว่า จะเป็นบิดาทำร้ายลูกจนเลือดคั่งสมองเข้าไอซียู แม่ผลักลูกวัยสามขวบจมน้ำจนเสียชีวิต หรือ กระทั่งล่าสุดกรณีไลฟ์สดทำร้ายแฟนสาวผ่านโซเชียลออนไลน์ จนกลายเป็นประเด็นไปทั่วประเทศ

เกิดข้อสงสัย ..สังคมไทยทุกวันนี้ “เป็นอยู่” กันแบบไหน?

เหตุใดสถาบันครอบครัว ชุมชนที่เล็กที่สุดในสังคม ถึงได้มีปัญหาแบบนี้ไม่เปลี่ยนแปลง ??

สาเหตุเกิดจากอะไร ??  และอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา ??

นักกฎหมายอย่างดิฉันเอง ถูกสอนให้เชื่อมั่นว่า “กฎหมายเป็นเครื่องมือในการรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม” และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว “กฎหมายจะเป็นกลไกให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาช่วยเหลือแก้ไขปัญหานั้นได้” บัดนี้ ได้แต่ตั้งคำถามในใจว่า .. จริงหรือ ??  หรือจะต้องทำอย่างไรที่ทำให้เครื่องมือนี้ศักดิ์สิทธิ์ ?

ความสัมพันธ์ระหว่างบิดา มารดา และบุตร ถูกเขียนบัญญัติไว้ในกฎหมายหลักของประเทศ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น  เช่น  บุตรมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา อยู่ในมาตรา ๑๕๖๓  แต่ในขณะบุตรอยู่ในวัยเยาว์ บิดามารดาต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตร และหากบุตรบรรลุนิติภาวะแล้วแต่เป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ บิดามารดาก็ต้องอุปการะเลี้ยงดูต่อไป อยู่ในมาตรา ๑๕๖๔

ในระหว่างที่บุตรยังไม่บรรลุนิติภาวะ บุตรต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา  โดยบิดามารดามีสิทธิ (๑) กำหนดที่อยู่ของบุตร (๒) ทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน (๓) ให้บุตรทำการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป และ (๔) เรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่นซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งบัญญัติในมาตรา ๑๕๖๖ และมาตรา ๑๕๖๗ เป็นต้น

หรือในกรณีที่มีการใช้ความรุนแรงในครอบครัว ประเทศไทยก็ได้บัญญัติกฎหมายเฉพาะในเรื่องนี้ไว้ เมื่อสิบปีที่แล้ว คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ เพื่อคุ้มครองสมาชิกในครอบครัวและสถาบันครอบครัว ได้มีการระบุบทลงโทษไว้ใน มาตรา ๔ ผู้ใดกระทำการอันเป็นความรุนแรงในครอบครัว ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ให้ความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นความผิดอันยอมความได้ แต่ไม่ลบล้างความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่น หากการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ ด้วย ให้ความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้

มาตรา ๕ ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว หรือผู้ที่พบเห็นหรือทราบการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว มีหน้าที่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้

การแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง เมื่อได้กระทำโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครองและไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง

รวมทั้งกำหนดมีกลไกหน่วยงานภาครัฐเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ประเทศไทยก็ได้บัญญัติกฎหมายเฉพาะในเรื่องนี้ไว้ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเช่นกัน คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.๒๕๔๖ เพื่อบอกว่า ประเทศไทยได้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก หากผู้ปกครองไม่สามารถดูแลเด็กได้ ก็ให้มีหน่วยงานของรัฐเข้ามาทำหน้าที่คุ้มครองและดูแลเด็กแทน ..

หากดูแค่ว่าประเทศไทยมีกฎหมายที่ดูแลปัญหาเรื่องเด็กและสตรีแล้ว เราอาจอนุมานว่า ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการกับปัญหาเหล่านั้นได้ดี  แต่ถ้าหันมาดูสถิติจำนวนเด็กสตรีที่ถูกทำร้ายร่างกายในสังคมไทย ในแต่ละรอบปี พบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้น และบางปีก็สูงกว่าปีอื่นๆ อย่างน่าแปลกใจ

ตารางข้อมูลจากศูนย์พึ่งได้ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ปี พ.ศ. โรงพยาบาล เด็กที่ถูกทำร้าย สตรีที่ถูกทำร้าย เด็กและสตรีที่ถูกทำร้าย เฉลี่ยการถูกทำร้าย
๒๕๕๐ ๒๕๐ ๙,๕๙๘ ๙,๔๖๙ ๑๙,๐๖๗ ๕๒
๒๕๕๒ ๖๑๗ ๑๒,๓๕๙ ๑๑,๑๔๐ ๒๓,๔๙๙ ๖๔
๒๕๕๔ ๕๗๘ ๑๑,๔๙๑ ๑๑,๐๔๗ ๒๒,๕๖๕ ๖๒
๒๕๕๖ ๖๓๑ ๑๙,๒๒๙ ๑๒,๖๓๗ ๓๑,๘๖๖ ๘๗
๒๕๕๘ ๕๒๓ ๑๐,๗๑๒ ๑๓,๒๖๕ ๒๓,๙๗๗ ๖๖

 

กฎหมายอาจไม่ใช้ทางออกสุดท้ายในการแก้ไขปัญหาสังคมแบบนี้ .. แล้วเราจะใช้กลไกอะไรที่จะแก้ไขปัญหานี้ บางคนคิดถึงโรงเรียน คิดถึงสถาบันการศึกษา แต่เราก็ยังอยู่ในวังวนห้วงคำนึงว่า เราไว้ใจโรงเรียนและครูได้มากน้อยแค่ไหนกัน .. เมื่อเห็นข่าว “ครูมีความสัมพันธ์กับเด็กม.๒”  หรือข่าว “เด็กนักเรียนประถมข่มขืนเด็กรุ่นน้อง” .. เพลียใจแทนคุณครู หากเราจะฝากอนาคตของสังคมไทยไว้กับโรงเรียน  ท่ามกลางสภาพสังคมไทยแบบทุนนิยม บริโภคนิยม กระแสสังคมสื่อโลกาวินาศ เน็ตไอดอลแบบที่วัยกลางคนอย่างดิฉันไม่เข้าใจว่าเป็นเน็ตไอดอลได้อย่างไร ??

โลกเราจะเป็นอยู่อย่างไรในอนาคต น่าห่วงยิ่งนัก ความแตกต่าง ความเหลื่อมล้ำ ที่ถ่างขยายออกอย่างเห็นได้ชัด ทั้งเรื่องเงินทอง สติปัญญา และการใช้ชีวิต .. มานึกอีกที  ไม่มีครอบครัว ไม่มีลูก ก็ดีแล้วสำหรับดิฉัน 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

////////////////////////

อารีวรรณ จตุทอง

นักวิชาการกฎหมายด้านสตรี ครอบครัว และเด็ก


website_Valentine-1280x720.jpg

adminFebruary 20, 2018
วันนี้คงเป็นวันที่คนมีคู่ตั้งหน้าตั้งตารอ แต่สำหรับใครหลายคนคงมีความคิดที่อยากจะลบวันนี้ให้หายไปจากปฏิทิน วันนี้วันที่ถูกเรียกว่า “วาเลนไทน์”

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของอีกหนึ่งวันดีๆ อย่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันที่คนทั่วไปให้ความสำคัญมากอีกวันหนึ่ง พบว่าการใช้จ่ายในช่วงวันนี้ มีมากถึง 3,822 ล้านบาท โดยส่วนมากใช้ซื้อ ดอกไม้ ประมาณ 49.3% รองลงมาเป็นของขวัญ ซึ่งวันวาเลนไทน์หรือวันพิเศษนี้เป็นวันที่ วัยรุ่นให้ความสำคัญมากถึง 55% วัยทำงาน 25% และคู่สมรส 19.4% โดยทุกกลุ่มคิดถึงความสุขเป็นอันดับแรก

 

วันนี้เป็นวันที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความรักสำหรับคนที่มีคู่ แต่อีกหลายคนวันนี้คงเป็นวันที่เงียบเหงา หรือเป็นแค่วันธรรมดาวันหนึ่ง ที่มี 24ช.ม. เหมือนทุกวัน…แต่ทำไมไม่เหมือนทุกวัน

 

วันนี้มีตำนานมากมาย ตั้งแต่สมัยอดีตในกรุงโรม ตำนานคร่าวๆเริ่มขึ้นหลังเซนต์วาเลนไทน์ ถูกประหารชีวิตโดยการตัดศีรษะ และส่งจดหมายสุดท้ายถึงหญิงสาวคนรัก (จูเลีย) พร้อมลงท้ายจดหมายว่า “From Your Valentine” หลังจากนั้นศพของเขาได้ถูก เก็บไว้ที่โบสถ์พราซีเดส (Praxedes) ณ กรุงโรม

จูเลียได้ปลูกต้นอามันต์ หรืออัลมอลต์สีชมพู ไว้ใกล้หลุมศพของเซนต์วาเลนไทน์ แด่ผู้เป็นที่รัก โดยในทุกวันนี้ต้นอามันต์สีชมพูได้เป็นตัวแทน แห่งรักนิรันดรและมิตรภาพอันสวยงาม ต่อมา วันที่ 14 กุมภาพันธ์ จึงกลายเป็นวันเฉลิมฉลองเทศกาลวันแห่งความรักสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้…

 

“วันนี้จึงกลายเป็นวันพิเศษของใครหลายคน”

 

ผู้คนต่างตื่นเต้นไปกับความพิเศษที่ในหนึ่งปีก็มีเพียงหนึ่งหน วันที่ใครหลายคนจะแสดงความรักให้กัน ด้วยดอกไม้ช่อใหญ่ ขนมแสนหวาน หรือดินเนอร์สุดหรู จนทำให้รู้สึกว่า “ความรัก” ใช้อะไรวัด ดอกไม้ช่อโต? ขนม? ของขวัญ? ทำไมผู้คนถึงให้ความสำคัญกับวันนี้เพียงหนึ่งวัน แล้วอีก 300 กว่าวันล่ะ? หากเปรียบความรักกับต้นไม้ มันคือการใส่ใจรดน้ำและเติมเต็มในทุกวันไม่ใช่หรือ  ผู้คนต้องการความรักที่วัดด้วยคุณค่าของมันหรือเพียงเพราะค่านิยมของกระแสสังคม ใครหลายคนตั้งหน้าตั้งตารอรับของขวัญ แล้วอัพรูปอวดกันลงบนสื่อ Social Media แค่นั้นเอง นี่หรือ “วันพิเศษ”?

 

แต่สำหรับใครหลายคนวันนี้เราได้เห็นถึงความเหงา ความเศร้า ความน้อยใจและตัดพ้อ ที่แสดงผ่าน Status บน Social Media ทำให้เรารู้สึกว่า เอ๊ะ! วันนี้ ก็ไม่ได้พิเศษสำหรับทุกคน วันนี้คงเป็นแค่วันธรรมดาเซ็งๆ วันหนึ่งของคนที่ไร้ความรัก ที่ต้องตื่นเช้า แปรงฟัน แต่งตัวออกไปทำงานเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกกลับไม่เหมือนเดิม หรืออันที่จริง

 

“ความพิเศษของมันไม่ได้อยู่ที่ตำนาน หรือ เพียงเพราะมันถูกเรียกว่า วาเลนไทน์ แต่ทว่ามันพิเศษเพราะมีใครสักคนคอยเคียงข้าง”

 

หากเป็นเช่นนั้น จะดีกว่าไหมหากไม่ทำให้วันพิเศษกลายเป็นวันพิเศษ แล้วหันมาทำวันธรรมดาให้ไม่ธรรมดา หมั่นดูแล ใส่ใจกัน แล้วขนานนามวันธรรมดา ให้กลายเป็น “วันพิเศษ” ของคนสองคน

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_website-1280x720.jpg

adminFebruary 20, 2018
มองผ่านหนุ่มรัสเซียซำเหมา ตรวจแถวกองทัพแบกแพคเกอร์พันธุ์ใหม่ ทำงานแลกเงินต่อชีวิต แลกค่าตั๋วเดินทาง ฟรีแลนเซอร์แบกเป้ท่วมโลก หรือจะหมดยุคทำงานเก็บเงินเที่ยว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำท่านไปติดตามเรื่องราวของแบกแพคเกอร์หรือนักเดินทางพวกแบกเป้ นอนง่าย กินถูก เที่ยวถูก เกิดขึ้นมานานหลายสิบปี เพิ่มมากขึ้นและแตกเหล่าออกไปในยุคที่โลกเสมือนไร้พรมแดนการสื่อสารคือสะพานเชื่อมโลก คนเหล่านี้ตามรอยพวกนักสำรวจรุ่นแรกๆอย่าง เอ็ดมันด์ ฮิลลารี่ผู้พิชิตเอเวอเรสต์ หรือคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสผู้คนพบทวีปอเมริกาแสวงหาแผ่นดินและความเร้าใจบนดินแดนที่น่าค้นหา การเดินทางของแบกแพคเกอร์ขนานไปกับ “ทัวริสต์” หรือนักท่องเที่ยวที่ทำงานเก็บเงินประเภทซื้อกรุ๊ปทัวร์มีไกด์นำทาง ไม่ต้องหาข้อมูล ไม่ต้องจองตั๋วเอง ไม่ต้องหาห้องพัก แต่เมื่อโลกแห่งข้อมูลข่าวสารเติบโตขึ้น ไกด์บุ๊กมีหลากหลาย อินเตอร์เน็ตเป็นคำตอบของทุกสิ่ง ทำให้คนเดินทางแสวงหาทางเลือกของตนเอง ทำให้ “ทัวริสต์” แบบเก่าๆ ลดน้อยลง

 

จะเห็นได้ว่า พฤติกรรมนักเดินทาง นักท่องเที่ยวในปัจจุบันต่างไปจากเดิมคือ แทนที่จะเก็บเงินก้อนแล้วออกเที่ยวโดยเลือกบริษัทและโปรแกรมทัวร์ แต่ลงมือหาข้อมูลจากไกด์บุ๊กหรือข้อเขียนของบล็อกเกอร์ที่ไปเส้นทางนั้นๆ มาก่อน หนึ่งในนั้นเป็นประเภทเที่ยวไปใช้ชีวิตไป อย่างที่เราจะเห็นได้จากเรื่องราวของเหล่าบล็อกเกอร์ทั้งไทยและต่างประเทศในลักษณะของการใช้ชีวิตอิสระ โดยเฉพาะกลุ่มฟรีแลนซ์ที่ทำงานอิสระหารายได้จากโลกดิจิทัล คือนั่งตรงไหนที่มีสัญญานไวไฟแรงๆ ก็ทำงานได้

 

นักท่องเที่ยวขาเข้าที่ผ่านเข้าประเทศมมีปีละกว่า 15 ล้านคน ทำเงินให้ประเทศเราปีละเกือบ 800 ล้านบาท สัญชาติที่เพิ่มมากที่สุดเป็นนักท่องเที่ยวจากจีนที่เปลี่ยนจากเป้เป็นกระเป๋าลาก จากเดิมที่เป็นกลุ่มแบกเป้เดินทางจากยุโรปและอเมริกา และต้องยอมรับว่า คนที่มาก็มีทั้งแบบคุณภาพและไม่คุณภาพซึ่งเป็นเรื่องแยกแยะได้ยาก หนึ่งในคนพวกนี้เป็นฝรั่งหน้าตาหล่อ เหมือนแขกปนฝรั่ง ปนจีน  นั่งอยู่ ริมทางเท้า ริมทางเดินของถนนสีลมใกล้สวนลุมพินี มีเป้ใบใหญ่ขนาดจุสัก 20 ลิตรวางข้างกาย พิงไม้เท้าเดินเขาไว้อีกข้าง ถอดรองเท้าเดินเขาหุ้มข้อไว้อีกมุม

 

เบื้องหน้ามีภาพถ่ายขนาดโปสการ์ดวางเรียงรายบนผ้าปู เป็นภาพสวยๆ สถานที่ต่างๆ ที่ไม่ใช่เมืองไทย และมีแผ่นกระดาษเขียนภาษาไทยบอกว่า “ต้องการขายภาพแลกเงิน จะให้กี่บาทก็ได้” ไมเคิล เป็นแบกแพกเกอร์หนุ่มจากรัสเซียที่ใช้ภาพถ่ายขนาดโปสการ์ดแลกเงินเพื่อเดินทางไปในที่ต่อไป ซึ่งถือว่า เป็นวิธีการที่เชยมากสำหรับยุคนี้ ดูจากภาพที่นำมาวางโชว์  เขาคงเดินทางมาไม่น้อยทีเดียว ขึ้นเขา ลงห้วย ลุยหิมะ นอนหนาวกลางหุบเขาในอุณหภูมิเยือกแข็งมาหลายที่

 

คุยกันสั้นๆ ได้ความว่า เขาเดินทางมาจากเมืองชื่อแปลกๆ ในประเทศรัสเซียเป็นเมืองที่มีคนมุสลิมอยู่เยอะ และจะเอาเงินที่ได้ซื้อตั๋วเครื่องบินต่อไปยังประเทศอินเดีย แววตาแล้วดูใสซื่อ ไม่น่าเป็นพวกต้มมนุษย์ด้วยกัน แต่ถ้าคิดแง่ร้ายหนุ่มคนนี้อาจแค่อยากหาค่าเกสต์เฮ้าส์คืนนี้ เมื่อก่อนนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไม่ค่อยสนใจตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เพราะใช้จ่ายเงินน้อย เลือกไปสนใจกลุ่ม “อีลิท” ที่รวยและมาเที่ยวแบบ กินแพงอยู่แพงมากกว่า บางทีอาจจะลืมนึกไปว่า คนพวกนี้บางคนอาชีพการงานดี แต่เลือกเดินทางแบบประหยัดเพื่ออยู่กันยาวๆ เขาอยากเดินทางเพื่อมา “ใช้ชีวิต” ได้มองหามุมใหม่ๆ ของโลก พวกเขาเป็น “นักเดินทาง” ชอบซอกแซกเข้าซอย เข้าตลาด ใช้ชีวิตกับผู้คนในชุมชน ไม่ใช่ท่องเที่ยวแบบ ชะโงก ชิม ช้อบ แชะ และเช็คอิน

 

คนสายพันธุ์นี้เติมเงินเติมความรู้ให้ชุมชนทีละนิดเหมือนหยอดกระปุกน้อยๆ แต่นานๆ ไม่ใช่เทเงินใส่กระเป๋าบริษัททัวร์ที่บางครั้งเปิดร้านอาหาร ร้านของที่ระลึกเอง  และหลายคนกลับมาอีกเมื่อมีหน้าที่การงาน มีเวลาและฐานะดีขึ้น ทุกวันนี้เกสต์เฮ้าส์ระดับดีและโฮสเตลเท่ๆ เกิดขึ้นมากมายเพื่อรองรับคนเดินทางกลุ่มนี้ ซึ่งได้กลายพันธุ์ไปเป็น “แฟลชแพคเกอร์” (flashpacker)  หรือแบกแพคเกอร์ยุคพัฒนาที่มีกำลังซื้อ มีหน้าที่การงาน มีรายได้ดี แน่นอนรสนิยมดีขึ้น

 

กลุ่มนี้ไม่ชอบให้ใครมาจับใส่รถพาไปช้อบปิ้งตามร้านของที่ระลึก เลือกที่จะเที่ยวเองแต่เพิ่มความสะดวกให้ตัวเองมากขึ้น บางคนเปลี่ยนจากแบกเป้มาเป็นลากกระเป๋ามีล้อ  ขึ้นรถทัวร์ รถไฟ หรือเครื่องบินราคาประหยัดแทนการโบกรถแบบแต่ก่อน  เลือกกินอาหารอร่อย นอนดี เพราะไม่อยากฟังคนอื่นกรน หรือดมขี้เต่าคนแปลกหน้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คนพันธุ์นี้ยังคงนิสัยเดิมอยู่คือ ชอบซอกแซกเข้าหาชุมชน พบปะผู้คน  กินของอร่อยข้างทางหรือร้านที่ไกด์บุ๊กแนะนำ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ขยายตัวมากขึ้นจนโรงแรมใหญ่ๆ 5-6 ดาว ต้องปรับตัวก้มลงมามองคนพวกนี้  โดยหันมาทำโรงแรมเล็กๆพวกโฮสเตล หรือ ดอมิทอรี ที่มีเตียงหลายชั้นแบบหอพักนักศึกษา ที่ทั้งดีและสะอาดแบ่งตลาดไป

 

นักเดินทางประเภทไมเคิลมีมากมายหลายแบบและมีอยู่ทั่วโลก บางคนพกเงินมาพอแค่พอมาใช้ชีวิต มาอยู่ มากิน มานอนกับชาวบ้าน แต่เมื่อจะเดินทางไปต่อก็งัดเอาความถนัดของตนเองมาขาย บางคนนำงานหัตถกรรมจากที่หนึ่งมาขายอีกที่หนึ่ง เช่น เปลถัก กำไล สายสร้อยแปลกๆ บางคนเอางานศิลปะมาขายบวกกำไรนิดหน่อย  บ้างก็มาขอทำงานตามร้านอาหารตามเกาะ ตามเกสต์เฮาส์ หรือทำงานในสวนในไร่ และมีไม่น้อยมาช่วยสอนภาษาให้เด็กตามโรงเรียนชนบทแลกประสบการณ์หรือที่พัก นอกจากประหยัดเงินได้หลายบาทแล้ว  เงินส่วนนี้คือ ต่าตั๋วและต้นทุนในการเดินทางไปในเมืองอื่นหรือประเทศอื่นต่อไป

 

โลกกำลังเปลี่ยนไปมนุษย์สายพันธุ์ที่เรียกว่า “นักเดินทาง” ก็หลากหลายมากขึ้นด้วย คนแบบไมเคิลเป็นสายพันธุ์หนึ่งที่น่าสนใจ อาจมีประโยชน์กับการท่องเที่ยวไทยไม่มากก็น้อย นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

Virsual-VS-Reality_website-1280x720.jpg

adminFebruary 20, 2018
บนความเป็นจริงที่เราต้องเรียนรู้และปรับตัวเพื่อเฟ้นหาความสุขในชีวิต นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายของคนในสังคมปัจจุบันและด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย Social media จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่คนใช้สร้างความสุข เราคงต้องยอมรับว่านี่คือยุค Social media อย่างแท้จริง…ที่ไม่ใช่โลกของความเป็นจริง

ด้วยค่านิยมของคนในปัจจุบันคงปฏิเสธได้ยากว่าค่านิยม “เปลือกนอก” ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Instagram, Youtube หรือถ้าให้ย้อนกลับไปสมัย 10กว่าปีก่อนอย่าง Hi5 ไม่ว่าใครก็ต้องการลงเรื่องราวของตัวเองในด้านบวก ใช้อวดความร่ำรวยบ้าง ใช้อวดวิถีชีวิตของตัวเองบ้าง หรือรูปที่ใช้บน Profile ก็ต้องดูดี (บางทีก็อาจจะดูดีกว่าตัวจริง) จนเกิดเป็นการปิ๊งรักปักอก นัดเจอกัน บนโลกแห่งความจริง พอเจอกันกลับไม่เหมือนในรูปทำให้หลายคนก็ห่างหายกันไป บางคนก็ต้อง Block กันเพราะไม่อยากติดต่อกันอีกเป็นที่มาของศัพท์วัยรุ่นที่ว่า “หนังไม่ตรงปก” ใครรู้สึกมากกว่าคนนั้นก็แพ้ไป บางคนถึงกับเสียสุขภาพจิต กลายเป็นคนคิดมาก ไม่มั่นใจในตัวเอง ยอมอยู่แค่บนโลก Social Media เพื่อทำให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับ มีแต่คนชื่นชอบ มาเอาอกเอาใจ กระทำบางอย่างเพื่อเรียก like, comment หรือ share จนเรียกได้ว่า

“Social media ทำให้คนหลงโลกของเงา”

ด้วยสังคมที่เปลี่ยนไปนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ การแบ่งปันข้อมูลและการกระจายข่าวสาร มีทั้งด้านดีและด้านลบ เฉกเช่นเดียวกับคนในสังคมที่มีทั้งคนดีและไม่ดี ด้วยการเจริญเติบโตของเทคโนโลยี ทำให้ช่องทางบนโลกเสมือนจริงนี้ เป็นอีกหนึ่งช่องทางของผู้ไม่หวังดีสามารถแสวงหาผลประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการฉ้อโกง การหลอกลวง การล่วงละเมิดต่างๆ ที่เราเห็นได้อยู่ทุกวันบนสื่อช่องทางนี้  หากกล่าวว่า Social Media ทำให้สังคมเสื่อมโทรมลงก็คงไม่แปลก

“สังคมไทยปัจจุบัน คือ สังคมแห่งเปลือกนอก”

เปลือกคือสิ่งที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีต่างๆ เปลือกคือความสวยงามแค่ผิวเผินภายนอก คือกลิ่นหอมหวานที่น่าหลงใหล เปลือกมีคุณค่าสำหรับสัตว์สังคมอย่างมนุษย์ การยอมรับจากสังคมเป็นสิ่งที่ทุกคนใฝ่หา คนที่มีแก่นอ่อนแอก็ย่อมต้องการเปลือกที่แข็งแรงมากกว่าผู้ที่มีแก่นแข็งแรงไม่หวั่นไหวต่อกระแสสังคม เฉกเช่นเดียวกับไข่ ที่ต้องมีเปลือกไว้ปกป้องตัวเอง แต่สุดท้ายแล้ว “เปลือกก็คือ เปลือก” ย่อมมีวันแตกออกและหายไป เปลือกแห่งกระแสสังคมนี้มีกันให้เห็นอยู่เรื่อยๆ เปลี่ยนไปตามกาลเวลา แก่นเนื้อในต่างหากที่แข็งแรง ที่จะบอกถึงความเป็นตัวตนของคนนั้นๆ เป็นสิ่งที่มันไม่มีวันจะดับสลาย กระจกบานใหญ่นี้ที่มีชื่อเรียกว่า Social media ได้สะท้อนอะไรบางอย่างให้เราได้เห็น จะดีกว่าไหมถ้าเราลองหยุดแล้วคิดไตร่ตรองดูสักนิด หันมาสร้างแก่นบนโลกแห่งความจริง แทนที่จะสร้างเปลือกบนโลกแห่งเงานี้ หันมาสร้างความสุขที่แท้จริง ใช่ว่าเป็นแค่ “ความสุขบนกระจกวิเศษของตนเอง”

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


website_อย่ากลัว-AI-1280x720.jpg

adminFebruary 6, 2018
ปัจจุบันมีการกล่าวถึงกันมากว่า AI หรือ ระบบปัญญาประดิษฐ์ จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในอนาคตอันใกล้ จากเดิมที่นิยมใช้สำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ก็เริ่มทดลองใช้เอไอกับงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ในไทยเองก็เริ่มมีกระแสตื่นตัวเรื่องดังกล่าว ดังนั้นคนไทยโดยเฉพาะในกลุ่ม Millennial ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในยุคต่อไป จำเป็นที่จะต้องตื่นตระหนกไหม หรือ ต้องปรับตัวอย่างไร จึงจะอยู่ให้รอดในสังคมแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้

ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เน้นการนำ AI และเทคโนโลยีขั้นสูง มาแทนที่ “แรงงานทักษะต่ำ” ที่ปฏิบัติการซ้ำๆ ในโรงงาน เพื่อลดต้นทุนด้านแรงงานคน ขณะที่ “แรงงานทักษะสูง”  ซึ่งต้องเป็น “ผู้ควบคุม หรือ สั่งการ AI” ยังขาดแคลน แม้มีความแม่นยำในเชิงปฏิบัติและวิเคราะห์ข้อมูล แต่ AI ยังไม่สามารถเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก เข้าถึงวัฒนธรรมพื้นถิ่นและรสนิยมได้เหมือนมนุษย์ จึงยังไม่สามารถเข้ามาทดแทนมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะกลุ่มงานที่ต้องการใช้ความคิดสร้างสรรค์ และต้องการทักษะด้านการสร้างปฏิสัมพันธ์

แท้จริงแล้ว AI ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยสนับสนุนและขยายขอบเขตการทำงานของมนุษย์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดมากกว่าการแทนที่ ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เสมือนกองทหาร โดยมีมนุษย์เป็น “แม่ทัพ” คอยสั่งการและควบคุม การเข้ามาของ AI จึงอาจไม่ใช่เรื่องที่ควรตื่นตระหนก แต่เป็นโอกาสสำคัญของการวางแผนเตรียมความพร้อมและวิธีรับมือที่เหมาะสม ทั้งในด้านของผู้ประกอบการและแรงงาน

คนรุ่นใหม่อย่ากลัว AI อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น AI ถูกพัฒนามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานควบคู่กับมนุษย์ ซึ่งวันนี้หลายองค์กรยังต้องการ “แม่ทัพ” เหล่านี้ เป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าวิวัฒนาการของเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาทุกยุคทุกสมัย แต่มิได้ทำให้ที่ยืนของ “มนุษย์” หมดไป เพราะสุดท้าย เทคโนโลยีถูกพัฒนาขึ้นและควบคุมโดยมนุษย์

“คน” ขยันถึงรอด ถ้าจอดก็จบ แรงงานคนใดที่มีการพัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญ และปรับตัวเท่าทันเทคโนโลยี ก็ย่อมมีความได้เปรียบและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตนเอง เป็นที่ต้องการของตลาดอยู่เสมอ สอดคล้องกับที่
อ.เฉลิมชัยได้กล่าวไว้ว่า “ทุกอาชีพไม่มีไส้แห้ง ถ้าใจสู้ก็รอด ใจกระจอกก็จน!”

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต