-รถโฟล์กเต่าโฟล์คสวาเกนประกาศเลิกผลิตรถยนต์-บีเทิล_web.jpg

kinyupen_adminOctober 18, 2018

“รถโฟล์กเต่า” รถยนต์สุดคลาสิกที่ได้รับความนิยมในสมัยก่อน ล่าสุด ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากเยอรมนี ออกแถลงการณ์เตรียมยุติการผลิตรถเต่าแล้ว แจงคนส่วนใหญ่สนใจรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและรถยนต์ขนาดใหญ่มากขึ้น

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “รถเต่า” ถือเป็นรถที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยก่อน ด้วยดีไซน์การออกแบบที่มีความโดดเด่นและสวยงาม ลักษณะคล้ายๆ กับเต่า สมัยนั้นจึงมีหลายคนนิยมซื้อรถเต่าขับสัญจรกันเป็นจำนวนมาก บอกเลยว่าสมัยนั้นบ้านใครมีรถเต่านี่ถือว่าดูดีมีระดับมาก แต่ปัจจุบัน เมื่อรถเต่ากำลังจะหายไปจากท้องถนน ด้วยเทคโนโลยีกำลังเข้ามาอำนวยความสะดวกแก่มนุษย์ ทำให้กระแสความนิยมรถเต่าสมัยก่อนเริ่มลดลง จะยังคงมีแค่ผู้ที่ชื่นชอบของเก่าที่จะซื้อเก็บมาไว้สะสมเท่านั้น แต่ไม่ได้เอามาใช้งานจริง

ก่อนหน้านี้ “รถเต่า” ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในระดับโลก ราวทศวรรษที่ 1960-1970 จากภาพยนตร์ “เฮอร์บี รถเต่านักรัก” ที่บอกเล่าเรื่องราวรถเต่านักแข่งที่มีชีวิตจิตใจเป็นของตัวเอง ส่งผลให้รถเต่ากลายเป็นรถยอดนิยมในช่วงดังกล่าวและได้รับการยกย่องว่าเป็นรถขนาดเล็กที่มีคุณภาพ ใช้งานได้ดี งดงาม

รถโฟล์กเต่าภาพจาก AFP

แต่ในเร็วๆ นี้ “รถเต่า” กำลังจะกลายเป็นตำนานเสียแล้ว เนื่องจากบริษัท “โฟล์กสวาเกน” ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากเยอรมนี ออกแถลงการณ์เตรียมยุติการผลิตรถยนต์ “บีเทิล” หรือที่รู้จักในชื่อ “รถโฟล์กเต่า” โดยให้เหตุผลว่าบริษัทจะไปให้ความสำคัญกับการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและรถยนต์ขนาดใหญ่ “แบบครอบครัว” มากขึ้น ตามทิศทางความต้องการของตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ในปีนี้โฟล์กสวาเกนเตรียมนำบีเทิล 2 รุ่นสุดท้ายออกจำหน่าย ซึ่งราคาในอเมริกาอยู่ที่ 23,045 ดอลลาร์สหรัฐฯ (คิดเป็นเงินไทยก็ราว 755,876 บาท ) ก่อนที่โรงงานของโฟล์คสวาเกนจะยุติการผลิตรถยนต์รุ่น “บีเทิล” ทั้งหมดภายในเดือนกรกฎาคม 2562

สำหรับ “บีเทิล” ถือเป็นรถยนต์ที่มีการผลิตและจำหน่ายต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์โลก โดยเป็นรถยนต์รุ่นแรกของโฟล์กสวาเกนที่ก่อตั้งตามแนวคิดริเริ่มของนายอดล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำพรรคนาซีเยอรมัน ซึ่งต้องการยานพาหนะที่เป็น “สัญลักษณ์” ของความเป็นมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมของเยอรมนี โดยบีเทิลวางจำหน่ายในเยอรมนีเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2481 และเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ในอีก 11 ปีต่อมา แต่ยุติการขายในอเมริกาเมื่อปี 2522 ก่อนกลับมาอีกครั้งเมื่อปี 2540 ด้วย “นิว บีเทิล” และนับตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปัจจุบัน โฟล์กสวาเกนจำหน่ายบีเทิลทุกรุ่นในตลาดทั่วโลกรวมกันประมาณ 500,000 คัน

ปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมมากขึ้น คนได้รับการอำนวยความสะดวกของเทคโนโลยี จนลืมมองถึงคุณค่าของสินค้าชิ้นนั้นๆ ที่ยังมีคุณค่าและยังใช้งานได้อยู่ “รถเต่า” ก็เช่นกัน ตอนนี้คงจะตามหาซื้อค่อนข้างลำบากแล้ว เพราะสาวกคนชื่นชอบของเก่าคงจะรีบหาและจับจองเป็นเจ้าของไว้ ก่อนที่จะไม่มี “รถเต่า” จำหน่ายบนโลกใบนี้อีกต่อไป และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-รถติดหนักมาก-เราทำอะไรบนรถได้บ้าง_web.jpg

kinyupen_adminOctober 18, 2018

หลายคนต้องเผชิญกับปัญหา “รถติดหนักมาก” ต้องหากิจกรรมหรือ Activity ทำเพื่อฆ่าเวลาหรือแก้เบื่อ แต่กิจกรรมอะไรบ้างที่คนที่เผชิญกับรถติดบนท้องถนนสามารถทำได้-ทำไม่ได้

“รถติด” ปัญหาใหญ่ระดับโลกที่ใครหลายๆ คนอาจจะหลีกหนีไม่พ้น โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญๆ ที่มีวันหยุดติดกันหลายวัน ช่วงนั้นล่ะที่ประชาชนจะทยอยเดินทางกลับต่างจังหวัด ปัญหารถติดก็เกิดขึ้นในทันที ในส่วนของพื้นที่กรุงเทพมหานครหลายพื้นที่ก็รถติดสาหัสพอสมควร แล้วยิ่งช่วงนี้มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าทั้งลอยฟ้าและใต้ดินในหลายจุดของกรุงเทพฯ แน่นอนว่าจากที่ติดหนักอยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้ติดหนักขึ้นอีก 2-3 เท่าตัว

ปัญหานี้ ผู้ใช้รถใช้ถนน ไม่ว่าคุณจะขับรถเองหรือจะโดยสารรถสาธารณะก็มิวายที่จะต้องออกปากบ่นถึงความรถติดหนักมากขนาดนี้ แต่ละคนต้องเผชิญกับรถติดนานกี่นาที 30 นาที 40 นาที บางคนหนักหน่อย เป็นชั่วโมงก็มี 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมงบ้าง บางคนหนักหน่อย 3 ชั่วโมงเลยก็มี เรียกได้ว่าคงต้องทรมานน่าดูเลย ทางด้านท่านนายกรัฐมนตรีก็มีการสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปัญหาการจราจรติดขัดในเมืองกรุงให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน (นับตั้งแต่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา) จนบัดนี้ ก็ยังพบว่าในหลายพื้นที่ก็ยังคงแก้ปัญหาดังกล่าวไม่ได้ อย่างเช่น ถ.ลาดพร้าว ถ.รามคำแหง ถ.ศรีนครินทร์ เป็นต้น

แล้วเมื่อคุณต้องมาพบเจอกับปัญหารถติดแบบนี้ กรณีคุณขับรถเองหรือคุณนั่งรถโดยสารสาธารณะ คุณหาวิธีรับมือกับปัญหารถติดนี้อย่างไร มีกิจกรรมหรือ Activity ที่จะช่วยผ่อนคลายความเครียดนี้หรือไม่ ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงอยากพาไปลองดูกันดีกว่า ว่ากิจกรรมหรือ Activity อะไรบ้างที่คนที่เผชิญกับรถติดบนท้องถนนเขาทำกันบ้าง สิ่งใดทำได้ สิ่งใดทำไม่ได้

 

เมื่อต้องเจอ-รถติดหนักมาก-เราทำอะไรบนรถได้บ้าง_FB2

1. ฟังวิทยุ / เปิดเพลงฟัง
ถือเป็นกิจกรรมแรกๆ ของคนที่เผชิญกับรถติด นึกอะไรไม่ออกก็ขอให้ดนตรีคอยทำให้จรรโลงจิตใจ รถติดปุ๊ป เปิดเพลงฟังทันที
ขับรถมอเตอร์ไซต์ : สามารถทำได้ (แต่ต้องใส่หูฟัง)
ขับรถยนต์ : สามารถทำได้
เดินทางโดยรถเมล์ : สามารถทำได้ (แต่ต้องใส่หูฟัง) เพราะมิฉะนั้น จะโดนผู้โดยสารท่านอื่นด่าเราได้
เดินทางโดยรถมอเตอร์ไซต์รับจ้าง : สามารถทำได้ (แต่ต้องใส่หูฟัง)
เดินทางโดยรถแท็กซี่ : สามารถทำได้

2. ใช้โทรศัพท์มือถือ โทรศัพท์-เล่นแชท-เล่นเกมส์
กรณีที่ว่าเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวแล้วเจอรถติด โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟนช่วยคุณได้ โทรหาคนที่คุณอยากคุยด้วย หรืออาจจะเล่นอินเทอร์เน็ตหรือแชทระหว่างที่รถติดก็ได้
ขับรถมอเตอร์ไซต์ : ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ทั้งโทรสนทนาหรือเล่นอินเทอร์เน็ต
ขับรถยนต์ : ไม่ควรทำอย่างยิ่ง (ถ้าจะใช้ ขอให้ใช้แค่เฉพาะตอนรถติดหนักจริงๆ เท่านั้น)
เดินทางโดยรถเมล์ : สามารถทำได้
เดินทางโดยรถมอเตอร์ไซต์รับจ้าง : สามารถทำได้
เดินทางโดยรถแท็กซี่ : สามารถทำได้

3. เมาท์กับเพื่อนที่ติดรถมาด้วย
การเดินทางเป็นหมู่คณะไม่ว่าจะด้วยรถส่วนบุคคลหรือรถยนต์สาธารณะ เวลารถติดก็จะไม่เหงาอีกต่อไป เพื่อนที่มากับคุณด้วยเนี่ยล่ะจะช่วยคลายเหงาคุณได้ เมาท์เรื่องทั่วๆ ไป สนุกสนาน เฮฮา แต่ทว่าผู้ที่โดยสารด้วยรถสาธารณะอาจจะต้องปรับลดระดับเสียงการสนทนาขอคุณลงนิดนึง เกรงใจคนอื่นหน่อย
ขับรถมอเตอร์ไซต์ : สามารถทำได้
ขับรถยนต์ : สามารถทำได้
เดินทางโดยรถเมล์ : สามารถทำได้ (แต่ต้องไม่เสียงดังรบกวนผู้อื่น)
เดินทางโดยรถมอเตอร์ไซต์รับจ้าง : สามารถทำได้ (แต่เป็นการเมาท์กับคนขับมอเตอร์ไซต์นะ)
เดินทางโดยรถแท็กซี่ : สามารถทำได้

4. สวดมนต์
หากคุณเป็นสายธรรมะ นึกอะไรไม่ว่าจะทำอะไร ธรรมะไงช่วยให้จิตใจคุณสงบ ไม่พะว้าพะวงเรื่องรถติด แต่ต้องดูนิดนึงว่าการสวดมนต์นั้นอาจทำได้ในช่วงเวลาไม่นานนัก แต่ไม่ต้องถึงขั้นต้องสวดพระคาถาชินบัญจรยาวๆ ขนาดนั้น
ขับรถมอเตอร์ไซต์ : ไม่ควรทำอย่างยิ่ง (หากจะทำ ขอให้สวดมนต์ตอนรถติดเท่านั้น และควรใช้บทสั้นๆ ก็พอ) เพราะคุณอยู่บนท้องถนน มือต้องจับกับแฮนด์ตลอดเวลา
ขับรถยนต์ : ไม่ควรทำอย่างยิ่ง (หากจะทำ ขอให้สวดมนต์ตอนรถติดเท่านั้น และควรใช้บทสั้นๆ ก็พอ)
เดินทางโดยรถเมล์ : สามารถทำได้ (แต่รบกวนขอให้สวดเป็นบทสั้นๆ หรือสวดมนต์ในใจแทน ยังไซะเกรงใจคนรอบข้างนิดนึง)
เดินทางโดยรถมอเตอร์ไซต์รับจ้าง : ไม่ควรทำอย่างยิ่ง (หากจะทำ ขอให้สวดมนต์ตอนรถติดเท่านั้น และควรใช้บทสั้นๆ ก็พอ) เพราะคุณอยู่บนท้องถนน มือต้องจับกับคนขับตลอดเวลา
เดินทางโดยรถแท็กซี่ : สามารถทำได้

5. กินขนมบนรถ
เข้าใจว่าเมื่อต้องเจอกับรถติด ระหว่างทางก็อาจจะหิวเป็นธรรมดา ถ้าเป็นจำพวกลูกอมหรือน้ำเปล่าก็สามารถทานได้ แต่ถ้าเป็นอาหารประเภทข้าวกล่องหรืออาหารที่มีกลิ่นรุนแรงอย่างทุเรียน อันนี้ไม่ควรไปรับประทานอย่างยิ่งบนรถเมล์
ขับรถมอเตอร์ไซต์ : สามารถทำได้ (ควรรับประทานเฉพาะตอนรถติดจริงๆ)
ขับรถยนต์ : สามารถทำได้ (ควรรับประทานเฉพาะตอนรถติดจริงๆ)
เดินทางโดยรถเมล์ : ไม่ควรทำอย่างยิ่ง (โดยเฉพาะอาหารที่มีกลิ่นแรง ไม่ควรนำมารับประทานบนรถเด็ดขาด)
เดินทางโดยรถมอเตอร์ไซต์รับจ้าง : สามารถทำได้ (ควรรับประทานเฉพาะตอนรถติดจริงๆ)
เดินทางโดยรถแท็กซี่ : สามารถทำได้

6. นอนหลับ
อยู่เฉยๆ นิ่งๆ บนท้องถนนนานๆ ก็อาจจะง่วงเป็นเรื่องธรรมดา แต่การนอนหลับสามารถทำได้เฉพาะผู้ที่โดยสารรถสาธารณะ ส่วนผู้ที่ขับรถเองนั้นหมดสิทธิ์นอนหลับ อันตรายต่อตัวเองหรือผู้ขับขี่ท่านอื่นๆ อีกด้วย
ขับรถมอเตอร์ไซต์ : ไม่ควรทำอย่างยิ่ง
ขับรถยนต์ : ไม่ควรทำอย่างยิ่ง
เดินทางโดยรถเมล์ : สามารถทำได้ (ทำได้เฉพาะผู้โดยสารที่ได้นั่งเก้าอี้เท่านั้น และต้องระวังหลับเพลินจนเลยป้าย)
เดินทางโดยรถมอเตอร์ไซต์รับจ้าง : ไม่ควรทำอย่างยิ่ง
เดินทางโดยรถแท็กซี่ : สามารถทำได้

7. แต่งหน้า
พอดีมีนัดปาร์ตี้หรืออีเวนท์ แต่ยังไม่ได้แต่งหน้าทำผมให้สวยๆ หล่อๆ เลย ช่วงรถติดก็แต่งหน้าได้ ก็ก็ต้องรีบแต่ง อย่าใช้เวลานานโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะคนที่ขับรถส่วนบุคคล ไฟเขียวขึ้นมาเมื่อไหร่ คราวนี้ล่ะต้องวางเครื่องสำอางทันที
ขับรถมอเตอร์ไซต์ : สามารถทำได้ (ขอให้แต่งเฉพาะตอนรถติดหนักจริงๆ เท่านั้น และไม่ควรใช้เวลาแต่งหน้านาน)
ขับรถยนต์ : สามารถทำได้ (ขอให้แต่งเฉพาะตอนรถติดหนักจริงๆ เท่านั้น และไม่ควรใช้เวลาแต่งหน้านาน)
เดินทางโดยรถเมล์ : สามารถทำได้
เดินทางโดยรถมอเตอร์ไซต์รับจ้าง : สามารถทำได้ (ขอให้แต่งเฉพาะตอนรถติดหนักจริงๆ เท่านั้น และไม่ควรใช้เวลาแต่งหน้านาน)
เดินทางโดยรถแท็กซี่ : สามารถทำได้

 

แต่ละกิจกรรมที่ทำเพื่อฆ่าเวลาตอนรถติดหนักมากนั้น ต้องดูดีๆ ว่ากิจกรรมใดบ้างสามารถทำได้ สะดวกและไม่เดือดร้อนตัวเราเองและผู้อื่น แต่ยังไงทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ก็ขอให้ทุกท่านใช้ชีวิตบนท้องถนนช่วงรถติดอย่างมีความสุข เดินทางโดยสวัสดิภาพ แต่ที่สำคัญต้องขับรถปลอดภัย มีสติทุกครั้งที่อยู่บนท้องถนน

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต


-แบรนด์กาแฟชื่อดัง-งัดกลยุทธ์เด็ด-ดึงลูกค้าเข้าร้าน_web.jpg

kinyupen_adminOctober 18, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของแบรนด์กาแฟชื่อดังหลากหลายเจ้าอย่าง สตาร์บักส์ , คาเฟ่อเมซอน , อินทนิล รวมไปถึงสตาร์ทอัพกาแฟ อย่าง Luckin Coffee ต่างงัดกลยุทธ์เด็ดๆ มากมาย หวังดึงลูกค้าเข้าร้าน

อาหารเช้าสำหรับคนวัยทำงานหรือวัยเรียนที่ต้องจื่นแต่เช้า คงจะหนีไม่พ้น “กาแฟ” เมื่อพูดถึง “กาแฟ” คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงร้านกาแฟดังๆ อย่างเช่น สตาร์บักส์ , ทรูคอฟฟี่ , แบล็คแคนยอน , คาเฟ่อเมซอน , อินทนิล หรือถ้าคนที่มีกำลังทรัพย์ไม่มากพอ ก็จะอุดหนุนกาแฟจากร้านสะดวกซื้อ ที่จำหน่ายกาแฟและเครื่องดื่มมากมาย ไม่แพ้แบรนด์ใหญ่อย่างสตาร์บักส์

ปัจจุบัน แบรนด์กาแฟชื่อดังก็ต่างงัดกลยุทธ์เด็ดๆ มากมาย เพื่อดึงลูกค้าเข้าร้าน อย่างล่าสุด “เอสโซ่” ปั๊มน้ำมันชื่อดัง ได้นำ “สตาร์บักส์” แบรนด์กาแฟชื่อดังของโลก เข้ามาจำหน่ายในพื้นที่ให้บริการของเอสโซ่ ซึ่งถือเป็นการประกาศรุกธุรกิจของเอสโซ่ที่ต้องการให้ลูกค้าสามารถเข้ามาใช้บริการเติมน้ำมันของเอสโซ่ และก็ซื้อกาแฟจากสตาร์บักส์อีกด้วย

ส่วนแบรนด์กาแฟชื่อดังอย่าง “อินทนิล” ที่เป็นของ “บางจาก” ปั๊มน้ำมันชื่อดัง ที่ได้มีการรุกธุรกิจแบรนด์กาแฟในปั๊มน้ำมันมาก่อนหน้านี้เป็นเวลานาน ตั้งแต่ปี 2549 โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นเพื่อนร่วมทางให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วประเทศ กระทั่งมีการขยายสาขาออกไปนอกปั๊มน้ำมัน สู่ห้างสรรพสินค้า , มหาวิทยาลัย และล่าสุด “อินทนิล” เตรียมขยายสาขาสู่ต่างประเทศ โดยนำร่องที่ประเทศ กัมพูชาพม่า เวียดนาม และลาว ภายใต้คอนเซ็ปต์ More than just a high quality coffee นอกจากนี้ “อินทนิล” ยังให้ความสำคัญกับเรื่องของสิ่งแวดล้อม โดยเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ในร้านอินทนิลที่ผลิตมาจากธรรมชาติอีกด้วย

ทางด้านของ “คาเฟ่อเมซอน” ที่เราจะพบเจอได้ในห้างสรรพสินค้า มหาวิทยาลัย และปั๊มน้ำมันของ ปตท. โดยทาง ปตท. ได้ต่อยอดธุรกิจ “คาเฟ่อเมซอน” ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ มีการลงทุนก่อสร้างโรงคั่วกาแฟ พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึงการสร้างศูนย์กระจายสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานอีกด้วย ซึ่งกลยุทธ์สู่การเป็นที่ 1 ในตลาดของ “คาเฟ่อเมซอน” คือการกำหนดแบรนด์ที่ชัดเจน , เข้าใจความต้องการของคนไทย , ขยายการบริโภคจากร้านสู่บ้าน , เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ , ราคาไม่แพงเกินไป และ ขยายแบรนด์ไปสู่ตลาดโลก เพื่อให้เป็นที่รู้จักของใครหลายคน

ส่วนคนที่ไม่มีกำลังซื้อมากพอ “เซเว่น” ก็มีในส่วนของเครื่องดื่ม คอยให้บริการแก่ลูกค้า ภายใต้แบรนด์ All CAFE 7-11 ที่คัดสรรประเภทของเครื่องดื่มต่างๆ ทั้งโกโก กาแฟ ชา ฯลฯ ร้อน เย็น ปั่น ตลอดจนคัดสรรเมนูใหม่ๆ เอาใจสาวกผู้ชอบดื่มกาแฟสด ในราคาท้องตลาด นอกจากนี้ เซเว่น ยังมีการจัดโปรโมชั่นลดราคา เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคให้มาอุดหนุนบ่อยๆ ด้วย

ขณะที่ในส่วนของต่างประเทศ อย่าง Luckin Coffee สตาร์ทอัพกาแฟระดับยูนิคอร์นของจีน ล่าสุด ได้จับมือกับ “เทนเซ็น” ยักษ์เทคโนโลยีจีนที่เป็นคู่แข่งตลอดกาลของอาลีบาบา ขยายโมเดลขายกาแฟในจีนที่ใช้รูปแบบออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน เป็นกลยุทธ์แบบ New Reatil เพื่อต่อสู้กับแบรนด์กาแฟชื่อดังอย่าง “สตาร์บักส์” ซึ่งจะตอบโจทย์คนจีนรุ่นใหม่ที่มีความต้องการซื้อกาแฟแบบเดลิเวอรี่อย่างรวดเร็วทันใจ โดยเทนเซ็นต์จะเข้ามาช่วยด้านเทคโนโลยี การจัดการ และแอพพลิเคชั่นให้พร้อมแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ เช่น ลูกค้าชาวจีนจะสามารถสั่งกาแฟ Luckin Coffee ผ่านวีแซตของเทนเซ็นต์และให้ไปส่งเดลิเวอรี่ได้ทันที ทั้งนี้คาดว่าตลาดกาแฟของจีนปีนี้จะเติบโตถึง 18% และยังมีศักยภาพเติบโตอีกมาก

จะว่าไปแล้ว ร้านกาแฟหลากหลายร้านก็ต่างงัดกลยุทธ์และโปรโมทชั่นเด็ดๆ ไว้ดึงดูดลูกค้า เพื่อให้ได้มาซื้อผลกำไรและการจดจำแบรนด์สินค้านั้นๆ ของกลุ่มลูกค้า ร้านกาแฟแต่ละร้านก็จะมีคาแรกเตอร์ให้จดจำแตกต่างกันไป สุดท้าย คุณในฐานะลูกค้าต้องตัดสินใจว่าแบรนด์ร้านไหนประทับใจคุณมากที่สุด และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-20-ปี-เดินหน้า-หรือ-ถอยหลัง_web-1.jpg

kinyupen_adminOctober 18, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปวิเคราะห์ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” แผนการพัฒนาประเทศในระยะยาว สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน แผน “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” สุดท้ายแล้ว จะ “เดินหน้า” หรือ “ถอยหลัง”

ถึงเวลาทำตามสัญญาแล้ว! ช่วงนี้กระแสการเมืองไทยเรียกได้ว่ากำลังร้อนระอุกันเลยทีเดียว ทั้งการประกาศการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2562 , การจัดตั้งพรรคการเมือง ที่มีพรรคการเมืองน้องใหม่ผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก , การโยกย้ายหรือชักชวนนักการเมืองมากฝีมือเข้าสังกัดพรรคคู่แข่งหรือพรรคน้องใหม่ และล่าสุด เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ กับการประกาศใช้ “แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ที่ราชกิจจานเบกษาได้มีการเผยแพร่พระราชโองการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา

รู้จักยุทธศาสตร์ชาติ

รู้หรือไม่? “แผนยุทธศาสตร์ชาติ” มีสาระสำคัญคือเป็นแผนการพัฒนาประเทศในระยะยาว เพื่อใหประเทศไทยสามารถเดินหน้าบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยมีวิสัยทัศน์คือนำประเทศชาติเดินไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ทั้งนี้เพื่อนำมาซึ่งความอยู่ดีมีสุขของประชาชน โดยขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางที่พัฒนาด้วยการนำหลักตามปรัชญาแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

มั่นคง : ความมั่นคงและปลอดภัยจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับบุคคลถึงระดับสังคม ตลอดจนความมั่งคงในมิติต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการเมือง เป็นต้น

มั่งคั่ง : ประเทศไทยจะต้องมีการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับให้เป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน

ยั่งยืน : แผนยุทธศาสตร์ชาติที่ได้มีการวางกรอบการพัฒนาไว้จะต้องสร้างความเจริญทั้งรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องไม่ใช้ทรัพยากรที่เกินความจำเป็น การผลิตและการบริโภคจะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประชาชนจะต้องปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความสุขที่ยั่งยืนด้วย

6 ยุทธศาสตร์ชาติ

สำหรับสาระสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สามารถสรุปได้ทั้งหมด 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่

1. ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง : มุ่งพัฒนาเพื่อให้ประเทศชาติมีความมั่นคง ประชาชนใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคคลและเครื่อง ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ ให้มีความพร้อมในทุกๆ ด้าน
2. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน : มุ่งพัฒนาเพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติ บนแนวคิดพื้นฐาน 3 ประกาศ ได้แก่ ต่อยอดอดีต , ปรับปัจจุบัน และ สร้างคุณค่าใหม่ในอนาคต
3. ยุทธศาสตร์ชาติการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ : พัฒนาคนในทุกมิติ ทุกช่วงวัย ให้เป็นผู้้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีคุณภาพ
4. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม : ให้ความสำคัญกับการดึงเอาพลังของภาคส่วนต่างๆ มาร่วมขับเคลื่อน และเตรียมความพร้อมให้ประชากรเป็นผู้ที่มีคุณภาพ สามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งภาครัฐจะให้หลักประกันการเข้าถึงและสวัสดิการที่มีคุณภาพอย่างเป็นธรรม
5. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม : เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดยุทธศาสตร์ให้ได้มากที่สุด ภายใต้การดำเนินการบนพื้นฐานของการเติบโตร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืนและมั่งคั่่งต่อไป
6. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ : เน้นการพัฒนาที่สำคัญเพื่อปรับเปลี่ยนภาครัฐที่จากเดิมยึดหลัก “ภาครัฐของประชาชน เพื่อประชาชน และประโยชน์ส่วนรวม” ทั้งนี้ ภาครัฐต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับบทบาทของภารกิจ และต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกในปัจจุบันอยู่เสมอ

จะ “เดินหน้า” หรือ “ถอยหลัง”

หลังจากที่มีการประกาศใช้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี บังคับใช้อย่างเป็นทางการนั้น ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงแผนดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่างๆ นาๆ โดยนายสุริยะใส กตะศิลา มีความเห็นว่า

“ส่วนตัวเห็นด้วยที่จะมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ออกมาใช้ เพราะประเทศไทยจะได้มีการวางแผนและสามารถขับเคลื่อนประเทศให้บรรลุเป้าหมายและวิสัยทัศน์ที่วางไว้ ซึ่งในหลายประเทศที่มีการพัฒนาก็มีแผนยุทธศาสตร์และเป้าหมายที่ชัดเจน”

ขณะที่นายบรรยง พงษ์พานิช อดีตคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ มีความเห็นต่อแผนดังกล่าวในทางกลับกันว่า

“แผนดังกล่าวไม่มีกลยุทธ์ ไม่มีการจัดลำดับความสำคัญ ส่วนตัวมองว่าเป็นแค่การเขียนสิ่งที่เราต้องการลงไปตามใจของคนเขียนเท่านั้น อยากได้อะไรก็เขียนลงไป ซึ่งถ้าทำตามทุกอย่าง บอกเลยว่า เจ๊งแน่นอน เนื่องจากทรัพยากรมีไม่เพียงพอ และถ้าไม่ปฏิบัติตามก็เข้าข่ายผิดกฎหมายอีก”

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ประเทศไทยจะ “เดินหน้า” หรือ “ถอยหลัง” นั้น เราไม่สามารถทำนายหรือคาดเดาได้แน่นอน ทิศทางของประเทศจะเป็นอย่างไร สุดท้ายแล้ว คุณเท่านั้นที่จะเป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางของประเทศว่าจะให้เดินไปในทิศทางไหน ซึ่งก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเห็นประชาชนคนไทยสมัครสมานสามัคคี เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้เดินหน้าไปในทางที่ดีต่อไป และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-Huawei-Mate20-สเปคไหนเวิร์คสุด_web2.jpg

kinyupen_adminOctober 17, 2018

“กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมสเปคของ Huawei Mate20 ทั้ง 4 รุ่น มาดูกันว่าแต่ละรุ่นนั้นแตกต่างกันอย่างไรบ้าง มีคุณสมบัติอะไรเด่นๆ ในแต่ละรุ่น เพื่อให้คุณได้ตัดสินใจก่อนไปจับจองเป็นเจ้าของ

ช่วงนี้กระแสสมาร์ทโฟนกำลังมาแรง เมื่อเดือนที่แล้วไอโฟนก็เพิ่งจะเปิดตัวไปสดๆ ร้อน และก่อนหน้านี้ Samsung ก็เพิ่งเปิดตัวสมาร์ทโฟน Galaxy 7 (2018) ไปหมาดๆ ล่าสุดถึงคิวของแบรนด์ดังอย่าง Huawei ที่ได้เปิดตัว Huawei Mate20 ทั้ง 4 รุ่น ได้แก่ Huawei Mate 20, Mate 20 Pro, Mate 20X และ Mate 20 RS ที่มาพร้อมกล้องหลัง 3 ตัว และหน่วยประมวลผลสถาปัตยกรรมขนาด 7 นาโนเมตร นอกจากนี้ก็ยังมีฟีเจอร์ใหม่ๆ มาเอาใจสาวกของ Huawei อีกมากมาย

“กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวมสเปคของแต่ละรุ่นมาเทียบกันให้เห็นชัดๆ เลยว่า แต่ละรุ่นนั้นแตกต่างกันอย่างไรบ้าง มีคุณสมบัติอะไรเด่นๆ ในแต่ละรุ่น เพื่อให้คุณได้ตัดสินใจก่อนไปจับจองเป็นเจ้าของกัน

Huawei Mate20
– หน้าจอขนาด 6.53″
– ความละเอียด 2,240×1,080 pixel
– มีระบบสแกนลายนิ้วมือด้านหลังเครื่อง
– หน่วยประมวลผล Kirin 980, RAM 6GB, ROM 128GB
– แบตเตอรี่อยู่ที่ 4,000 mAh
– กล้องหน้า 24MP
– กล้องหลัง
ระยะปกติ 12MP, f/1.8
ระยะกว้างพิเศษ 16MP, f/2.2
ระยะซูมสองเท่า 8MP, f/2.4
– มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.
– ราคา
4GB + 128GB ราคา 799 ยูโร (ประมาณ 30,063 บาท)
6GB + 128GB ราคา 849 ยูโร (ประมาณ 31,944 บาท)

 

 

 

Huawei Mate20 Pro
– หน้าจอขนาด 6.39″
– ความละเอียด 3,120×1,440 pixel
– มีเซ็นเซอร์เพื่อใช้สแกนใบหน้าสามมิติ / ระบบชาร์จไฟ Wireless Charge
– หน่วยประมวลผล Kirin 980, RAM 6GB, ROM 128GB
– แบตเตอรี่อยู่ที่ 4,200 mAh
– กล้องหน้า 24MP
– กล้องหลัง
ระยะปกติ 40MP, f/1.8
ระยะกว้างพิเศษ 20MP, f/2.2
ระยะซูมสามเท่า 8MP, f/2.4
– ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.
– ราคา
6GB + 128GB ราคา 1,049 ยูโร (ประมาณ 39,469 บาท)

 

 

 

 

Huawei Mate 20 X
– หน้าจอขนาด 7.2″
– ความละเอียด 2,240×1,080 pixel
– มีระบบระบายความร้อน / สแกนลายนิ้วมือด้านหลังเครื่อง
– หน่วยประมวลผล Kirin 980, RAM 6GB, ROM 128GB
– แบตเตอรี่อยู่ที่ 5,000 mAh
– กล้องหน้า 24MP
– กล้องหลัง
ระยะปกติ 40MP, f/1.8
ระยะกว้างพิเศษ 20MP, f/2.2
ระยะซูมสามเท่า 8MP, f/2.4
– ราคา
6GB + 128GB ราคา 899 ยูโร (ประมาณ 33,825 บาท)

 

 

Huawei Mate20 RS Porsche Design
– หน้าจอขนาด 6.39″
– ความละเอียด 3,120×1,440 pixel
– 3D face Scan / มีระบบสแกนลายนิ้วมือ / ระบบชาร์จไฟ Wireless Charge / มีนวัตกรรมระบายความน้ำที่ทำให้เครื่องเย็นมาก
– หน่วยประมวลผล Kirin 980, RAM 8GB, ROM 256-512GB
– แบตเตอรี่อยู่ที่ 4,200 mAh
– กล้องหน้า 24MP
– กล้องหลัง
ระยะปกติ 40MP, f/1.8
ระยะกว้างพิเศษ 20MP, f/2.2
ระยะซูมสามเท่า 8MP, f/2.4
– ราคา
8GB + 256GB ราคา 1,695 ยูโร (ประมาณ 64,900 บาท)
8GB + 512GB ราคา 2,095 ยูโร (ประมาณ 79,900 บาท)

 

 

 

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับ Huawei Mate 20 แต่ละรุ่นนั้นมีสเปคและฟังก์ชั่นแตกต่างกันออกไป ฉะนั้น คุณเป็นผู้ตัดสินแล้วว่าจะเลือกรุ่นไหนมาใช้ดีเพื่อให้เข้ากับรูปแบบการใช้งาน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณเอง ยังไงซะ ถ้าสนใจอยากเป็นเจ้าของก็เก็บเงินซื้อกันได้เลย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : huawei.com


-บูลลี่-รังแกฉันทำไม_web.jpg

kinyupen_adminOctober 17, 2018

รู้ไหมว่า คนที่มีพฤติกรรมบูลลี่ (Bully) หรือการกลั่นแกล้ง-รังแกผู้อื่น จริงๆ แล้ว เขาเผชิญอะไรในจิตใจอยู่ หรือ มีปมด้อยอะไรในใจ จึงต้องเติบโตมาในสภาพแบบนี้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของพฤติกรรมบูลลี่ (Bully) หรือการกลั่นแกล้ง-รังแกผู้อื่น ตั้งแต่เกิดมา “คุณเคยมีพฤติกรรมบูลลี่ (Bully) หรือการกลั่นแกล้ง-รังแกผู้อื่น หรือไม่?” ถ้าไม่เคย งั้นถามกลับกัน “คุณล่ะ เคยถูกบูลลี่ (Bully) จากคนรอบข้างหรือไม่?” แล้วรู้สึกอย่างไรเมื่อเป็นผู้ถูกกระทำ เจ็บใช่ไหม? เสียใจใช่ไหม? แต่สุดท้ายก็ต้องอดทน แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า คนที่บูลลี่เขาทำไปเพื่ออะไร? เพื่อความสนุกสนาน ควมมสะใจ หรือขาดความอบอุ่น พ่อแม่ไม่รัก หรือว่าจริงๆ แล้ว มีเหตุผลอื่นที่ลึกลับซับซ้อนที่เราต้องค้นหา

อย่างล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีเหตุการณ์เกี่ยวกับการบูลลี่เกิดขึ้นในบ้านเรา กับกรณีกลุ่มเด็กนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลั่นแกล้งเด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 ซึ่งเป็นเด็กพิเศษ โดยใช้ความรุนแรง จนกระทั่งมีคลิปเผยแพร่ออกมาในสื่อสังคมออนไลน์ และก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหู ด้านผู้ปกครองของเด็กนักเรียนหญิงชั้น ป.4 พอทราบเรื่องก็ถึงกับควันออกหู เดินหน้าเอาเรื่องเด็กนักเรียนหญิงชั้น ม.2 ให้ถึงที่สุด

พฤติกรรมการกลั่นแกล้ง-รังแกผู้อื่น หรือบูลลี่ (Bully) เราพบเห็นได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในโรงเรียนหรือสถานศึกษา ส่วนใหญพบมากในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น เพราะผลการสำรวจขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OCED) ที่สำรวจกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นเด็กนักเรียนอายุ 15 ปี จำนวน 540,000 คน พบว่า มีกลุ่มตัวอย่าง 11% ถูกเพื่อนนักเรียนกลั่นแกล้งเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ขณะเดียวกัน อีก 4% ถูกรังแกด้วยการทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ

ส่วนผู้ที่ถูกบูลลี่มากที่สุดพบว่า เป็นนักเรียนหญิงซึ่งถูกรังแกมากกว่านักเรียนชาย นอกจากนี้ กลุ่มเด็กที่เพิ่งย้ายโรงเรียนเข้ามาใหม่ และ กลุ่มเด็กนักเรียนที่มีข้อบกพร่อง จะตกเป็นเหยื่อของกลุ่มนักเรียนที่ชอบการบูลลี่ รายงานระบุว่าเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูจากครอบครัวเป็นอย่างดีจะมีแนวโน้มถูกบูลลี่น้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้รับการดูแล ในทางกลับกันเด็กที่ชอบบูลลี่ผู้อื่นส่วนใหญ่จะเติบโตมาจากครอบครัวที่เลี้ยงดูไม่ดี หรือเลี้ยงดูแบบทิ้งขว้าง ไม่เอาใจใส่ จนทำให้เกิดพฤติกรรมบูลลี่ต่อผู้อื่นขึ้น

รังแกฉันทำไม?

รู้หรือไม่? จิตใจของเด็กที่ชอบบูลลี่ผู้อื่น พวกเขาเผชิญกับอะไรมาบ้าง มีปมด้อยอะไรในจิตใจ จึงต้องเติบโตมาแบบนี้ ไม่ใช้แค่เพียงครอบครัวที่ไม่ดูแลเอาใจใส่เท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

เคยถูกกลั่นแกล้ง : เด็กที่เติบโตมาด้วยพฤติกรรมบูลลี่ผู้อื่นนั้น ส่วนใหญ่เคยถูกรังแกหรือกลั่นแกล้งจากกลุ่มเพื่อนหรือคนรอบข้างที่บูลลี่มาก่อน จนทำให้เขารู้สึกเก็บกดและต้องระบายความแค้นนี้ออกมาสู่ผู้อื่น

โดดเดี่ยวเดียวดาย : เขาอาจจะไม่ได้รับการเลี้ยงดูหรือใส่ใจมามากพอ ทำให้เขาต้องมีความรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดาย จนกระทั่งมีพฤติกรรมบูลลี่ขึ้น เพื่อเรียกร้องความสนใจและแสดงให้ผู้อื่นได้เห็นว่า เขาเป็นผู้มีอำนาจ มีพลังพิเศษเหนือกว่าใคร

ให้คะแนนความพึงพอใจในตนเองอยู่ในเกณฑ์ต่ำ : ตัวของเขาคิดอยู่เสมอว่าเขาไม่มีความเฉลียวฉลาดพอ หน้าตาขี้เหร่ ไม่ร่ำรวย จนทำให้เขาพยายามมองหาวิธีที่ทำให้ตนเองรู้สึกดีกว่าผู้อื่น และต้องการกดขี่ข่มเหงให้ผู้อื่นต้องต้องต่ำกว่าตน

มีอีโก้สูง : การที่เขามีพฤติกรรมบูลลี่ผู้อื่น เขามีความมั่นใจมากว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้อง ดีที่สุด และความอีโก้สูงของเขานั้นจะเปลี่ยนไปเป็นความโกรธแค้น อิจฉรา ริษยา เมื่อมีผู้ใจกล้ามาท้าทายหรือทำให้เห็นว่าเขาไม่ได้ถูกต้องไปทั้งหมด

ความแตกต่าง : การบูลลี่อาจจะมาจากเหตุผลง่ายๆ เพียงเพราะ “ความแตกต่าง” ไม่ว่าจะเป็นเพศ , อายุ , อาชีพ , เชื้อชาติ , สีผิว , ความพิการ สุดท้าย “ความแตกต่าง” ของคนเหล่านี้จะถูกหยิบมาเป็นข้อล้อเลียน จนนำไปสู่การบูลลี่อย่างสะใจ

ทราบแล้วเปลี่ยน

เมื่อทราบว่าเด็กคนนั้นมีพฤติกรรมการบูลลี่ผู้อื่น ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม วิธีแก้ปัญหาของคุณคืออะไร? “ลงโทษ” ลงโทษเด็กเหล่านี้อย่างไร เฆี่ยน ตี ดุ ด่า ทำร้ายร่างกาย นี่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องแล้วหรือ? แล้วคุณคิดว่าการ “ลงโทษ” จะช่วยลดพฤติกรรมการบูลลี่ของเด็ก หรือช่วยเพิ่มให้เด็กมีพฤติกรรมบูลลี่ผู้อื่นมากยิ่งขึ้นกันแน่

“จับเข่าคุย” เป็นหนึ่งในวิธีที่สำคัญที่สุด ที่จะช่วยจัดการเด็กที่มีพฤติกรรมบูลลี่ได้ ใช้ความเมตตาและความอ่อนโยนเป็นเครื่องมือในการช่วยลดพฤติกรรมความรุนแรงนี้ ซึ่งข้อนี้ นักจิตวิทยามองว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ควรใช้ความอ่อนโยนในการสร้างความเข้าใจให้แก่เด็ก พูดคุบกับเขา ให้เขาเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง โอกาสและเวลาพวกเขาในการปรับตัว เพื่อที่พวกเขาจะได้เป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์แบบในอนาคตต่อไป และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณข้อมูลประกอบจาก :
Bullying: Protection for children is a ‘fundamental human right’ says top UN advocate
Bullies on Bullying: Why We Do It
The Mind Behind the Bully: The Psychology of Bullying


-ช่องทางสื่อสารใหม่สู่พี่น้องประชาชน_web-1.jpg

kinyupen_adminOctober 16, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของนากยรัฐมนตรีเปิดช่องทางสื่อออนไลน์ทั้งเว็บไซต์ , แฟนเพจ , ทวิตเตอร์ , อินสตาแกรม ชี้เป็นการเปิดช่องทางติดต่อสื่อสารกับประชาชนโดยตรง ลดขั้นตอนการติดต่อสื่อสารแบบล่าช้าเหมือนสมัยก่อน

ต้องบอกเลยว่าปัจจุบันช่องทางการสื่อสารในบ้านเรามีอย่างแพร่หลาย ทั้งสื่อออฟไลฟ์และสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ที่ในตอนนี้กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากประชาชนทั่วโลก ซึ่งปัจจุบัน ทุกๆ คนจะมีเฟซบุ๊ก , ไลน์ , อินสตาแกรม , ทวิตเตอร์ , อีเมล ฯลฯ เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสาร ซึ่งทำให้คนที่อยู่ห่างไกลกันสามารถพูดคุยติดต่อสื่อสารได้อย่างไร้พรมแดน ทุกที่ ทุกเวลา ประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น เป็นการสื่อสารแบบสองทาง จากเดิมที่การติดต่อสื่อสารในสมัยก่อนนั้นจะโทรศัพท์หากันทั้งทีก็ต้องมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงพอสมควร

ด้วยความนิยมของสื่อใหม่ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ตัดสินใจเปิดช่องทางโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์ www.prayutchan-o-cha.com , แฟนเพจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha , ทวิตเตอร์ @prayutofficial , อินสตาแกรม @prayutofficial เพื่อใช้เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารกับพี่น้องประชาชน และทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงนายกรัฐมนตรีได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น จะเห็นได้ว่า ก่อนหน้านี้เวลาจะมีเรื่องร้องหรือติดต่อกับท่านนายก
รัฐมนตรีจะต้องส่งหนังสือแจ้งมายังสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทำการคัดกรองและแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้อง ทำให้การติดต่อสื่อสารกับพี่น้องประชาชนในสมัยนั้นค่อนข้างดูห่างเหินและเป็น ระบบราชการมากขึ้น ส่งผลให้การแก้ปัญหาความเดือดร้อนพี่น้องประชาชนไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่หรือทันเวลามากนัก

เว็บไซต์ www.prayutchan-o-cha.com

แฟนเพจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha
ทวิตเตอร์ @prayutofficial
อินสตาแกรม @prayutofficial

การเปิดช่องทางสื่อออนไลน์ของนายกรัฐมนตรีนั้น มีจุดประสงค์เพื่อต้องการแจ้งข่าวสาร ความเคลลื่อนไหว ภารกิจต่างๆ ให้ประชาชนได้รับทราบ ขณะเดียวกัน ยังเปิดเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารกับพี่น้องประชาชน หากประชาชนท่านใดต้องการที่จะแจ้งข่าวหรือพูดคุยกับท่านนายกรัฐมนตรี ก็สามารถเข้าไปพูดคุยกับท่านนายกรัฐมนตรีได้ (ขอให้ใช้ถ้อยคำที่สุภาพ อย่าเป็นนักเลงคีย์บอร์ดโดยเด็ดขาด) เนื่องจากนายกรัฐมนตรีออกมายืนยันชัดเจนว่า อ่านทุกข้อความและตนเป็นแอดมินเอง ซึ่งหลังจากที่มีการประชาสัมพันธ์การเปิดช่องทางสื่อออนไลน์ของท่านนายกรัฐมนตรีไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานั้น ล่าสุด ก็มีผู้เข้าไปกดไลท์และกดติดตามเป็นจำนวนมาก อย่างเช่น แฟนเพจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha มีผู้ติดตามแล้ว 149,878 คน , ทวิตเตอร์ มีผู้ติดตาม 13,108 คน และ อินสตาแกรม มีผู้ติดตาม 7,002 คน (สำรวจ ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2561 เวลา 10:30 น.)

ลุงตู่ออนไลน์-ช่องทางสื่อสารใหม่สู่พี่น้องประชาชน_FB2

อย่างไรก็ตาม การเปิดช่องทางสื่อออนไลน์ของนายกรัฐมนตรีนั้น ก็เป็นที่น่าจับตามองว่าน่าจะเป็นช่องทางที่เข้าถึงประชาชนได้เป็นอย่างดี สามารถรับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชนได้อย่างทันท่วงที และสามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ด้วย นอกจากนี้ ประชาชนยังจะได้เห็นมุมสบายๆ หรือไลฟ์สไตล์ของนายกรัฐมนตรีที่อาจจะยังไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ขณะที่ในส่วนของประชาชนเองก็ทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนกับนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีระยะห่างที่ไกลจนเกินไป สามารถติดตามรับทราบภารกิจและข่าวสารต่างๆ ของนายกรัฐมนตรีได้อย่างทันที และถือเป็นการสื่อสารแบบสองทาง (two-way communication) ซึ่งนี่ก็ถือเป็นการใช้งานสื่อโซเชียลมีเดียในทางที่สร้างสรรค์เลยก็ว่าได้ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก : เว็บไซต์ www.prayutchan-o-cha.com , แฟนเพจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha , ทวิตเตอร์ @prayutofficial , อินสตาแกรม @prayutofficial


-เลิกเผาสินค้าค้างสต็อค-ขายไม่ออก-หลังถูกโจมตีเรื่องสิ่งแวดล้อม_web.jpg

kinyupen_adminOctober 16, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “เบอร์เบอรี่” (Burberry) แบรนด์หรูชื่อดังของอังกฤษ ประกาศยกเลิกการเผาสินค้าค้างสต็อก หลังถูกหลายฝ่ายออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยเรื่องของการสูญเสียทรัพยากรของวงการแฟชั่นไปโดยเปล่าประโยชน์

อุตสาหกรรมแบรนด์แฟชั่นในต่างประเทศถือเป็นที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่ามีหลากหลายแบรนด์สินค้าชื่อดังจากหลายประเทศมีการคิดค้นและออกแบบสินค้าสำหรับแฟชั่นออกมา เพื่อตอบโจทย์ประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่ามีหลากหลายแบรนด์สินค้าที่มีการผลิตสินค้าออกมาแข่งขันในท้องตลาดกันอย่างดุเดือด ส่งผลทำให้บางแบรนด์สินค้าชื่อดังก็ประสบปัญหา ได้รับผลกระทบเรื่องของการจำหน่ายสินค้าและยอดขายไปด้วย

หนึ่งในนั้นคือ “เบอร์เบอรี่” (Burberry) แบรนด์หรูชื่อดังของอังกฤษ ที่ตัดสินใจแก้ปัญหาสินค้าค้างสต็อกด้วยการเผาทำลายสินค้า ทำให้หลายฝ่ายรู้สึกไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาด้วยวิธีดังกล่าว จนกระทั่งเบอร์เบอรี่เองก็ทนกระแสไม่เห็นด้วยไม่ไหว ต้องออกมาประกาศยกเลิกการเผาสินค้าค้างสต็อกเพื่อปกป้องชื่อเสียงของแบรนด์ ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมาบริษัทได้เผาทำลายสินค้ามูลค่าเกือบ 40 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งเป็นการจุดประกายให้เกิดความขุ่นเคืองเรื่องของการสูญเสียทรัพยากรของวงการแฟชั่นไปโดยเปล่าประโยชน์ และนอกจากจะยกเลิกการเผาสินค้าแล้ว เบอร์เบอรี่แถลงว่าจะยกเลิกใช้ขนสัตว์จริง เช่น ขนมิงค์ แรคคูน เพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมาผู้ขายสินค้าหลายรายถูกประท้วงในเรื่องของการทำลายสินค้าค้างสต็อก ตลอดจนการแทงหรือเจาะรูสินค้าเสื้อผ้าก่อนที่จะโยนทิ้ง โดยปีงบประมาณที่สิ้นสุดเมื่อเดือนเมษายน 2561 เบอร์เบอรี่ได้ทำลายสินค้าสำเร็จรูปมูลค่า 37.29 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีการทำลายสินค้ามูลค่า 35.08 ล้านดอลลาร์ รวมไปถึงการทำลายน้ำหอมมูลค่า 13.04 ล้านดอลลาร์ ส่วนสาเหตุของการเผยทำลายสินค้านั้น เนื่องจากทางเบอร์เบอรี่ต้องการป้องกันการลักลอบนำสินค้าที่ค้างสต็อคไปจำหน่ายในราคาที่ถูกลง ซึ่งถือเป็นการลดคุณค่าของแบรนด์ “เบอร์เบอรี่” อย่างมาก และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-แนวคิดของพ่อ-ที่สอนคนไทยใช้ชีวิตอย่างประหยัด_web2.jpg

kinyupen_adminOctober 12, 2018

หลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นแนวคิดที่สอนให้พสกนิกรไทยมีความเป็นอยู่ที่ดี ใช้ชีวิตเป็น และรู้จักถึงความประหยัดมากขึ้น

เชื่อว่าพสกนิกรไทยหลายๆ คน บางคนยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ดีพอ บางส่วนเข้าใจกันไปผิดเพี้ยนว่าเป็นการประหยัด ต้องอด เพื่อไม่ให้สิ้นเปลือง ซึ่งนั่นไม่ใช่ความหมายของคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่แท้จริง ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาถ่ายทอดให้ได้ทราบกันอีกครั้ง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2517 โดยทรงมีพระราชดำริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียงตอนหนึ่งว่า

“…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป…”

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาเกี่ยวกับแนวทางการดำรงชีวิตและปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน สังคม รัฐ ตลอดจนประเทศชาติ ทั้งการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกในปัจจุบัน ทั้งนี้ ในช่วงวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 คนไทยได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้อย่างมาก บริษัทหลายแห่งต้องปิดกิจการลง พนักงานบริษัทต้องกลายเป็นผู้ว่างงานกันหลายคน ด้วยเหตุนี้ หลักปรัชญาความพอเพียงสำหรับการดำเนินชีวิต จึงพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าหลักปรัชญาดังกล่าวสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง ทำให้คนไทยสามารถพึ่งพาตนเองและสามารถดำเนินชีวิตได้ รวมถึงสามารถจัดการปัญหาต่างๆ ได้ ซึ่งถือเป็นศักยภาพพื้นฐานที่คนไทยควรพึงกระทำ

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถอธิบายถึงคุณสมบัติได้ 3 ประการ ประกอบด้วย พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี ต่อผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก

“พอประมาณ” หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

“มีเหตุผล” หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียง จะต้องมีเหตุผล โดยพิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำอย่างรอบคอบ

“มีภูมิคุ้มกันที่ดี” หมายถึง เตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีเงื่อนไขสมทบอยู่ 2 เงื่อนไข ประกอบด้วย เงื่อนไขความรู้ และ เงื่อนไขคุณธรรม

“เงื่อนไขความรู้” หมายถึง การเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ขณะเดียวกันจะต้องมีความรอบคอบในการนำความรู้มาพิจารณาเชื่อมโยงกัน เพื่อใช้ในการวางแผนและระมัดระวังตัว

“เงื่อนไขคุณธรรม” หมายถึง ความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต อดทน อดกลั้น ความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต และดำเนินชีวิตอย่างมีสติอยู่เสมอ

“… พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ แม้ว่าบางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ อันนี้ก็ความหมายอีกอย่างของเศรษฐกิจพอเพียง หรือระบบพอเพียง …” (พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2540)

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถ้านำมาประยุกต์ใช้กับเรื่องของการใช้ชีวิตของประชาชนชาวไทยอย่างหยัดนั้น จะอธิบายได้ว่า

“พอประมาณ” หมายถึง การใช้จ่ายเงินอย่างประหยัด ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยกับเรื่องที่ไม่จำเป็น ขณะเดียวกัน ไม่ควรอดอออมเกินความจำเป็น หากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงิน ก็ขอให้ใช้จ่ายอย่างสมเหตุสมผล

“มีเหตุผล” หมายถึง การใช้จ่ายเงินจะต้องมีเหตุผลรองรับกับรายจ่ายนั้นๆ อาทิ จะซื้อนาฬิกาสัก 1 เรือน ก็ต้องมีเหตุผลว่า จะซื้อเพื่ออะไร มีความจำเป็นหรือไม่ และถ้าต้องซื้อจริงๆ ควรซื้อในราคาที่แพงหรือหรูหราหรือไม่

“มีภูมิคุ้มกันที่ดี” หมายถึง ไม่ประมาทกับการใช้จ่ายเงิน มีสติทุกครั้งในการใช้จ่าย หากเป็นไปด้วยเราควรมีแผนในการใช้จ่ายเงินหรือรู้จักอดออม เผื่อมีเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินในยามจำเป็น

ส่วน 2 เงื่อนไข หมายถึง การมีความรู้และมีคุณธรรม ถ้าอธิบายในด้านของการประหยัดออดออมก็คือการมีความรู้ในเรื่องที่ลงทุนอย่างดีพอ มีความรู้ในการหารายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องมีพร้อมด้วยคุณธรรม ไม่ทุจริต และไม่เอาเปรียบผู้อื่น

อย่างไรก็ตาม หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถือได้ว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญของประชาชนทุกๆ สาขาอาชีพเลยก็ว่าได้ ซึ่งเชื่อว่าหากทุกคนทำได้ จะทำให้สถานะทางการเงินและเศรษฐกิจของประเทศไทยมีความแข็งแรงอย่างยั่งยืนอย่างแน่นอน

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอขอบคุณข้อมูลจาก : มูลนิธิชัยพัฒนา


-ทำลายอนาคตของมนุษย์_web-1.jpg

kinyupen_adminOctober 10, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของ “ความมืดที่อยู่ในใจมนุษย์” ที่ได้คืบคลานเข้ามาในใจ จนทำให้มนุษย์รักตัวเองน้อยลง จนเกิดเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้คนกลุ่มนี้เจอทางตัน ไร้จุดยืนในชีวิต จนเป็นที่มาของการฆ่าตัวตาย

ซึมเศร้า กังวล เครียดสะสม หากพูดถึงสิ่งเหล่านี้คงเปรียบเสมือนความมืด “ความมืดที่อยู่ในใจมนุษย์” ความมืดนี้ได้คืบคลานเข้ามาในใจ จนทำให้มนุษย์รักตัวเองน้อยลง…

จากสถิติการฆ่าตัวตายในประเทศไทยที่พุ่งสูงมากถึง 3,934 คนในปี พ.ศ. 2560 ขณะที่อีกกว่า 50,000 คนพยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ… คนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีปัญหาทางด้านจิตใจและสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาด้านความสัมพันธ์กับครอบครัว คนรัก คนรอบข้าง เจ็บป่วยเรื้อรัง หรือปัญหาทางเศรษฐกิจ ก็ตาม ซึ่งอาจจะมีรากฐานมาจากสมัยเด็ก จนเป็นปัญหาเรื้อรังที่เรียกว่า “แผลในใจ” ไม่ว่าจะทางกาย ทางอารมณ์และจิตใจ ทางเพศ หรือการถูกละเลย จนเกิดเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้คนกลุ่มนี้เจอทางตัน ไร้จุดยืนในชีวิต จนเป็นที่มาของการฆ่าตัวตาย

ล่าสุดในเวทีระดับโลกศิลปินบอยแบนด์เกาหลีวง BTS จับมือกับ Unicef ในการเปิดตัว Campaign #LoveMyself พร้อมระดมทุนรายได้จากการขายอัลบั้ม ‘LoveYourself’ ให้กับ Campaign #ENDviolence ที่รณรงค์ยุติการใช้ความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชน… ซึ่งช่วงหนึ่งในการกล่าวสุนทรพจน์ของนาย Kim Nam Jun ได้กล่าวว่า “Speak yourself… ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มาจากที่ไหน ผิวสีอะไร เป็นเพศไหน ลองพูดคุยกับตัวคุณเองดู ค้นหาตัวตนที่แท้จริงของคุณ”

“True love first begins with loving myself”

การที่เวทีสหประชาชาติ หรือ UN ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ หรือจะกล่าวได้ว่า รังสีความมืดนี้ได้กระจายไปทั่วโลก… ไม่เพียงแต่ประเทศไทย

การจะหยุดปัญหาในอนาคต เห็นทีคงต้องเริ่มจากการปลูกฝังจุดเล็กๆ อย่างเด็กและเยาวชน ที่เปรียบเสมือนต้นน้ำ ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่หรือปลายน้ำในอนาคต ให้มีคุณภาพ เข้าใจตัวเอง รวมถึงเรียนรู้ที่จะหันมารักตัวเอง นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต