ProJapan_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 27, 2020

รวมโปรฯ สายการบินลดแบบจัดหนักเที่ยวไทยหลังเจอพิษ COVID19

ตั๋วไปญี่ปุ่นเหลือ 229 บาท ถูกจัด !!แต่ยังไม่มีคนกล้าไป

 

หลังสถานการณ์การระบาดของโรค COVID19 ทวีความรุนแรงจากการระบาดไปนอกประเทศจีน โดยเฉพาะ 2 ประเทศที่เคยเป็นเป้าหมายการท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวไทยคือ ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ทำให้ล่าสุดส่งผลกระทบถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างรุนแรงแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลายสายการบิน ได้ประกาศปรับลดและยกเลิกเที่ยวบิน, ลดพนักงาน รวมถึงคุมเข้มค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็น ไทยแอร์เอเชีย, ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์, ไทย ไลอ้อนแอร์, ไทยสมายล์, นกสกู๊ต รวมถึงการบินไทย

 

จากปัญหาดังกล่าวทำให้หลายสายการบินโดยเฉพาะกลุ่มโลว์คอสต์ ได้จัดโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากสถานการณ์ทางธุรกิจที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องขณะนี้ โดยพบว่ามีการลดราคาตั๋วเครื่องบินลงมากกว่า 50% สำหรับเส้นทางในประเทศ และมากกว่า 70% ในเส้นทางสู่ประเทศที่กำลังประสบปัญหาการแพร่ระบาด COVID19 ที่แม้จะยังไม่มีการประกาศห้ามการเดินทางแต่ก็มีคำเตือนจากสาธารณสุขในการเดินทางเข้าออกกลุ่มประเทศดังกล่าว ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูร รมว.สธ.ก็ขอให้สายการบินงดการออกโปรโมชั่นลดราคาเพื่อจูงใจให้คนไทยเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง

 

อย่างไรก็ตามเพื่อความอยู่รอดของบรรดาสายการบินต่างๆ ก็จำเป็นต้องหาแนวทางเพื่อให้สามารถขายตั๋วเครื่องบินได้ในช่วงที่ได้รับผลกระทบนี้ โดยเน้นการออกโปรโมชั่นตั๋วเดินทางภายในประเทศ แต่ก็ไม่ได้ยกเลิกการโปรโมชั่นตั๋วเดินทางต่างประเทศไปเลยเสียทีเดียว โดยล่าสุดสายการบินเวียดเจ็ทแอร์ ระบุว่า ได้จัดโปรโมชั่นมอบส่วนลด 50% ของราคาบัตรโดยสารทุกเส้นทาง (ไม่รวมภาษีและค่าบริการ) โดยผู้จองต้องกรอกรหัสส่วนลดตามที่สายการบินกำหนด

 

ขณะที่สายการบินไทยไลอ้อนแอร์มีแคมเปญ ลดราคาบัตรฯ เส้นทางบินภายในประเทศในราคาเริ่มต้นเพียง 525 บาทต่อเที่ยว เส้นทางบินระหว่างประเทศเริ่มต้น 1,225 บาท ต่อเที่ยว

 

ส่วนแอร์เอเชียซึ่งคาดการณ์ว่าเป็นสายการบินที่ได้รับผลกระทบหนักสุด เนื่องจากให้บริการเส้นทางบินไป-กลับจีนมากที่สุด รวม 14 เมือง 20 เส้นทาง กว่า 164 เที่ยวบินต่อสัปดาห์และยังมีเส้นทางไปยังประเทศเกาหลีใต้และญี่ปุ่นอีกหลายเส้นทางบิน ได้ออกโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินเพื่อดึงดูดนักเดินทาง ตั้งแต่ลดราคาค่าตั๋วเครื่องบินเหลือเพียง 1,000 บาท และ 800 กว่าบาทสำหรับสมาชิก ในเส้นทางบินไปประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และโปรโมชั่นต่อเนื่องทุกเส้นทางบินภายในประเทศในราคาเริ่มต้นที่ 550 บาทต่อเที่ยว พร้อมเพิ่มส่วนลดในรูปแบบโค้ดพิเศษ ลดเพิ่มอีก 100 บาท ด้วยการกรอกโค้ด “FDOFF100” สำหรับทุกที่นั่ง ทุกเที่ยวบิน เส้นทางในประเทศในช่วงเวลาที่กำหนด และเชื่อว่าจะยังคงมีโปรโมชั่นออกมาอย่างต่อเนื่อง

 

ด้าน “สายการบินนกแอร์ จัดโปรโมชั่น Fabulous February เส้นทางในประเทศราคาเริ่มต้น 680 บาท  และสำหรับตั๋วรวมน้ำหนักกระเป๋า 20 กิโลกรัม เริ่มต้น 880 บาท ในขณะที่เส้นทางการบินในต่างประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่นลดราคาลงมามากกว่า 70% โดยพบว่าเส้นทางดอนเมือง ซัปโปโร ราคาต่ำสุดเริ่มต้นในบางช่วงการเดินทางไม่รวมภาษีเหลือเพียง 229 บาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นตั๋วเครื่องบินเดินทางไปต่างประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่นที่เคยเป็นประเทศยอดนิยมได้ในราคาต่ำที่สุดในประวัติการณ์

 

ด้านนายภูริวัจน์ ลิ้มถาวรรัตน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) กล่าวว่า สำหรับการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศนั้น เร็วๆ นี้จะมีการประชุมร่วมกับผู้ประกอบการธุรกิจ ท่องเที่ยวในภูมิภาคต่าง ๆ เตรียมขายสินค้า และบริการทางด้านการท่องเที่ยวในราคาถูกแบบช็อกโลก หลายโรงแรมปัจจุบันเสนอลดราคาให้กว่า 50% และหลายสายการบินก็ยินดีเข้าร่วมเช่นกัน คาดว่า จะได้เห็นความชัดเจนภายในสิ้นเดือนนี้ ซึ่งคาดว่านักท่องเที่ยวชาวไทยจะได้ท่องเที่ยวภายในประเทศในราคาถูกและดี ซึ่งจะเป็นโอกาสดีที่ทำให้คนไทยกลับมาท่องเที่ยวภายในประเทศมากยิ่งขึ้น


_รับมือโรคติดต่อ_Covid_Cover_3.jpg

kinyupen_adminFebruary 26, 2020

สาธารณสุขชี้มาตรการรับมือโรคติดต่ออันตราย “ป้องกัน” และ “ควบคุม”

หลังเกิดการระบาดของโรค COVID19 ขึ้นในหลายประเทศ ทำให้หน่วยงานสาธารณสุขของแต่ละประเทศต้องออกมาหามาตรการรับมือเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นภายในประเทศของตนรวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขของไทยได้ออกมาประกาศกำหนดให้ COVID19 เป็น “โรคติดต่ออันตราย” ตาม พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 เพิ่มเติมจากเดิมที่เคยไปประกาศไปแล้ว 13 โรค

 

การประกาศนี้มีความสำคัญอย่างไร และจะช่วยในการป้องกันการระบาดได้อย่างไร หรือมีผลบังคับทางกฎหมายอย่างไร วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำรายละเอียดมาเพื่อไขความกระจ่างสำหรับผู้ที่อาจจะยังไม่ทราบในรายละเอียดของการประกาศนี้

 

ตาม “พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558” ให้คำจำกัดความของคำว่า “โรคติดต่ออันตราย” ว่าหมายถึงโรคติดต่อที่มีความรุนแรงสูงและสามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็ว และเพื่อให้เกิดข้อกำหนดในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค และสามารถควบคุมโรคได้มีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ และสังคม  จึงได้มีออกข้อกำหนด และ คำสั่งต่างๆ ออกมาเพื่อใช้เป็นข้อกำหนดให้เป็นไปตามกฎหมาย ที่ทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และประชาชนทุกคนต้องปฏิบัติตาม ไม่ใช่แค่เป็นเพียงข้อแนะนำ หรือคำเตือนเท่านั้น แต่หมายถึง หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามจะถือว่ามีโทษตามกฎหมาย บางมาตรการจะกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลของประชาชน เช่น สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย ในเคหสถาน การเลือกที่อยู่อาศัย การเดินทาง ความเป็นส่วนตัว เป็นต้น ก็ตาม

นั่นคือ หากผู้ใดที่เจ็บป่วยด้วยโรคระบาดที่ถูกประกาศตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้แล้วไม่ปฏิบัติ หรือ หลบเลี่ยงต่อข้อกำหนดต่างๆ ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

 

หากพบว่าเจ็บป่วยด้วย “โรคติดต่ออันตราย” ที่ถูกประกาศแล้ว 14 โรค (รวมถึงโรค COVID19) ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 34 ในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ มีข้อกำหนดที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม หลัก ๆ ได้แก่

 

  1. ให้ผู้ที่เป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาด หรือผู้ที่เป็น ผู้สัมผัสโรคหรือเป็นพาหะ จะต้องเข้ารับการตรวจหรือรักษา หรือรับการชันสูตรทางการแพทย์ และเพื่อความปลอดภัย อาจดำเนินการโดยการแยกกัก กักกัน หรือคุมไว้สังเกต ณ สถานที่ซึ่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อกำหนด จนกว่าจะได้รับการตรวจและการชันสูตรทางการแพทย์ว่าพ้นระยะติดต่อของโรคหรือสิ้นสุดเหตุอันควรสงสัย
  2. ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะติดโรคจะต้องเข้ารับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ตามวัน เวลา และสถานที่ ซึ่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อกำหนด เพื่อมิให้โรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดแพร่ออกไป
  3. จะต้องนำศพหรือซากสัตว์ที่ตายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าตายด้วยโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดไปเข้ารับการตรวจ หรือจัดการทางการแพทย์ หรือจัดการด้วยประการอื่นใดเพื่อป้องกันการแพร่ของโรค
  4. เจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้พักอาศัยในบ้าน โรงเรือน สถานที่ หรือพาหนะที่มีโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดเกิดต้องกำจัดความติดโรคหรือทำลายสิ่งใด ๆ ที่มีเชื้อโรคติดต่อหรือมีเหตุ อันควรสงสัยว่ามีเชื้อโรคติดต่อ หรือแก้ไขปรับปรุงการสุขาภิบาลให้ถูกสุขลักษณะ เพื่อการควบคุมและป้องกันการแพร่ของโรค
  5. ให้เจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้พักอาศัยในบ้าน โรงเรือน สถานที่ หรือพาหนะที่มีโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดเกิดขึ้น ดำเนินการเพื่อการป้องกันการแพร่ของโรคด้วยการกำจัดสัตว์ แมลง หรือตัวอ่อนของแมลงที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาด
  6. ห้ามผู้ใดกระทำการหรือดำเนินการใด ๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดแพร่ออกไป
  7. ห้ามผู้ใดเข้าไปหรือออกจากที่เอกเทศ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ หรือหมายถึงจะต้องไม่ออกไปแพร่เชื้อในสถานที่สาธารณะ แต่หากมีความจำเป็นจะต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่รัฐก่อน
  8. ให้เจ้าพนักงานสามารถเข้าไปในบ้าน โรงเรือน สถานที่ หรือพาหนะที่มีหรือสงสัยว่ามีโรคติดต่ออันตราย หรือโรคระบาดเกิดขึ้นเพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมมิให้มีการแพร่ของโรค

 

โดยโรคติดต่ออันตรายตาม “พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558” ประกอบด้วย

  1. กาฬโรค
  2. ไข้ทรพิษ
  3. ไข้เลือดออกไครเมียนคองโก
  4. ไข้เวสต์ไนล์
  5. ไข้เหลือง
  6. โรคไข้ลาสซา
  7. โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์
  8. โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก
  9. โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา
  10. โรคติดเชื้อไวรัสเฮนดรา
  11. โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือโรคซาร์ส
  12. โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส
  13. วัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก
    และล่าสุดคือ COVID19 เป็นลำดับที่ 14

WHOยังไม่ประกาศ_COVID19_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 25, 2020

เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่กรุงเจนิวา นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก หรือ ฮู (WHO) แถลงสถานการณ์ของโรค COVID19 ตามเวลาท้องถิ่น ขอให้ทุกประเทศทั่วโลกตระหนักถึงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เพราะมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดการแพร่ระบาด ดังนั้นทุกประเทศทั่วโลกควรเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือไว้ล่วงหน้าเพื่อสกัดการแพร่ระบาดดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตามตอนนี้องค์การอนามัยโลกยังไม่ได้ประกาศว่าโรค COVID19 เป็นโรคระบาดที่ในวงกว้างที่เรียกว่า การระบาดแบบ แพนเดมิก (Pandemic) แม้ว่าจะมีการระบาดเกิดขึ้นในหลายประเทศในโลก โดยระบุว่าขณะนี้ข้อมูลอาจจะยังไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและอาจทำให้เกิดความกลัวมากเกินไป อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโลกยังคงเฝ้าระวังการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งที่ประเทศต่าง ๆ จะต้องเตรียมรับมือ คือการประเมินความเสี่ยงในประเทศของตัวเองโดยให้ความสำคัญใน 3 ประเด็นคือ การปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ การปกป้องผู้คนที่มีความเสี่ยงสูงสุด และการเฝ้าระวังในประเทศที่มีระบบสุขภาพที่อ่อนแอ

 

ปัจจุบันจำนวนผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ยังอยู่ในจีนศูนย์กลางการระบาดของไวรัสซึ่งมีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 77,000 คน และเสียชีวิตแล้วเกือบ 2,600 คน แต่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่กำลังลดลงต่อเนื่องในจีน ขณะที่ผู้ติดเชื้อไวรัสนี้มากกว่า 1,200 คนในอีกกว่า 30 ประเทศ และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 20 คน นอกจีนแผ่นดินใหญ่ โดยอิตาลีเฉพาะในอิตาลี และ อิหร่านที่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น

 

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขมีผู้ป่วยยืนยันที่รักษาหายแล้ว 22 ราย ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 15 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสม 37 ราย พร้อมกันนี้ได้มีการเตรียมวิจัยยาสมุนไพรฟ้าทลายโจรในการต้านเชื้อไวรัสด้วย ทั้งยังมี คำแนะนำสำหรับประชาชนในการป้องกันตัวเองจากโรค COVID19 ดังนี้

  • ประชาชนที่มีประวัติเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่ที่มีการรายงานพบผู้ป่วย หลังเดินทางกลับประเทศไทยภายใน 14 วัน ถ้ามีอาการไข้ เจ็บคอ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น น้ำมูกไอ เสมหะ หายใจเร็ว หอบให้สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ และรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนปอดบวม และมีอาการรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้
  • ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปต่างประเทศที่มีการระบาดและหากจำเป็นต้องเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาด ขอให้หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย หลีกเลี่ยงไปท่องเที่ยวตลาดค้าสัตว์มีชีวิต การสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกับสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ที่ป่วย หรือตาย
  • ประชาชนทั่วไป ขอให้ดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศแปรปรวน ใช้มาตรการกินร้อนช้อนกลางล้างมือและสวมหน้ากากป้องกันโรคเวลาไอ จาม หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการโรคระบบทางเดินหายใจ
  • ขอให้ประชาชนเลี่ยง เลื่อน การเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค หากเลี่ยงไม่ได้ขอให้ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข คือ หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่มีคนหนาแน่น สวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ และเมื่อกลับมาจากประเทศเสี่ยงให้แยกตัวเองออกจากสมาชิกในครอบครัว สังเกตอาการตัวเอง 14 วันหากมีไข้ ไอ จาม ให้พบแพทย์ทันที

ขอบคุณภาพจาก Twitter : World Health Organization (WHO)


_COVID19_Cover_2.jpg

kinyupen_adminFebruary 21, 2020

ท่ามกลางสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังคงลุกลามทั่วโลก และมีผลวิจัยการแพร่ระบาดปรากฏต่อเนื่อง ล่าสุดคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน ระบุว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถแพร่ระบาดผ่านละอองของเหลวได้ ถ้าบุคคลนั้นๆ สัมผัสกับละอองอากาศที่มีเชื้อปะปนอยู่ระดับเข้มข้นสูงเป็นเวลานาน ขณะที่ sciencealert.com รายงานผลการศึกษาวิจัยหลายฉบับ พบว่า ไวรัสกลุ่มโคโรนาจะมีชีวิตในอุณหภูมิปกติได้นานถึง 9 วัน ส่วน องค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ระบุว่าไวรัสโควิด-19 ส่วนใหญ่ติดต่อผ่านการสัมผัส จับต้องพื้นผิว หรือ วัตถุที่มีเชื้อไวรัสแล้วแตะสัมผัสปาก จมูก ตาตนเอง

 

ธนบัตร จึงเป็นอีกช่องทางที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเผยแพร่ไวรัส ดังนั้นธนาคารกลางจีน จึงได้ประกาศให้ธนาคารต่างๆ ใช้มาตรการฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่อาจติดตามธนบัตรเงินหยวน ด้วยการใช้รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ในการฆ่าเชื้อตามธนบัตรที่ได้รับจากลูกค้า พร้อมแยกเก็บไว้เป็นเวลา 7 – 14 วัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์รุนแรงของการระบาดในแต่ละท้องถิ่น ก่อนนำกลับเข้าระบบอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าธนบัตรจะไม่เป็นหนึ่งในตัวการแพร่เชื้อไวรัสไปสู่ผู้ที่สัมผัส

 

นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีน ยังเร่งผลิตธนบัตรใหม่อีก 4,000 ล้านฉบับเป็นการเฉพาะแก่มณฑลหูเป่ย ศูนย์กลางการแพร่ระบาดเพื่อให้มั่นใจว่าธนบัตรจะไม่เป็นตัวกลางแพร่เชื้อแก่ประชาชน อย่างไรก็ดี ปัจจุบันชาวจีนใช้เงินสดกันน้อยมาก เพราะนิยมทำธุรกรรมผ่านแอพฯ กันมากกว่า

 

นอกจากนี้ ทางการจีนยังได้ออกคำสั่งแก่พลเมืองเมืองปักกิ่งซึ่งเป็นเมืองหลวง มีประชากรมีกว่า 21 ล้านคน ว่าหากมีรายใดที่เดินทางกลับมาจากต่างถิ่นต้องเข้ามาตรการกักกันโรคด้วยตัวเองเป็นเวลา 14 วัน ภายในเคหะสถานของตน หรือ ตามสถานที่ซึ่งรัฐจัดไว้ให้ รวมถึงต้องแจ้งแผนการเดินทางของตนให้กับทางการทราบและสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกมาตามที่สาธารณะ โดยคำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับพลเมืองปักกิ่งและชาวต่างชาติทุกคนที่เดินทางเข้ากรุงปักกิ่ง

 

ขอบคุณภาพจาก China Daily via REUTERS


_COVID19_Cover_2.jpg

kinyupen_adminFebruary 18, 2020

ก.เกษตรชวนกิน ผลไม้เกรดเอ ช่วยเกษตรกรไทย หลังเจอผลกระทบ COVID-19

จากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน และขยายการระบาดอย่างกว้างขวางนั้น ส่งผลกระทบระยะสั้นต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปจีน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ทั้งเนื้อสัตว์ อาหารสด และผลไม้ต่างๆ  ทำให้ล่าสุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดแคมเปญ โครงการอาหารไทยยืนหนึ่ง (Eat Thai First) ให้คนไทยบริโภคผลผลิตทางการเกษตรไทยทุกชนิดทั้งผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไข่ และผลิตภัณฑ์ประมง  รณรงค์ให้คนไทยร่วมอุดหนุนสินค้าเกษตรไทย เสริมรายได้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออกไปจีน โดยเฉพาะผลไม้ไทยที่ก่อนหน้านี้มีจีนเป็นตลาดใหญ่ แต่ขณะที่หลายออเดอร์ถูกยกเลิก

การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาจากจีน ส่งผลกระทบทันทีต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไปจีนลดลง 0.8% ของการส่งออกสินค้าเกษตรจากไทยไปจีน หรือปีละ 7,300 ล้านบาท โดยสินค้าที่จีนหยุดนำเข้าทันที คือ อาหารสดที่เน่าเสียง่าย ได้แก่ กล้วยหอม ซึ่งหากอีก 3 เดือนข้างหน้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น จะส่งผลกระทบต่อผลไม้ที่มีความอ่อนไหวอื่นๆ ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย ลิ้นจี่ เพราะเป็นช่วงผลไม้ออกสู่ตลาดมาก ซึ่งเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมจากตลาดจีน

 

 

จากข้อมูลระบุว่า ปัจจุบันการซื้อขายอาหาร และผลไม้ในจีนมีความซบเซาลงมาก  เนื่องจากผู้คนไม่ออกจากบ้าน หรือซื้ออาหาร โดยส่วนใหญ่จะเลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิต และเก็บได้นาน  ทำให้สินค้าที่ถูกสั่งไปขายไม่ออก จนเน่าเสีย ขณะที่การขนส่งหลายพื้นที่ถูกตัดขาดทำให้ไม่สามารถส่งสินค้าได้ตามกำหนด ซึ่งหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น เดือนมีนาคมผลผลิตออกมาก ทำให้เกษตรกรเตรียมนำไปกระจายตลาดในประเทศ หรือแช่แข็ง  แต่ก็อาจจะกระทบต่อปริมาณห้องเย็นที่อาจจะไม่พอ

 

ทั้งนี้ล่าสุดมีรายงานว่า ในช่วงที่ทุเรียนภาคตะวันออกเริ่มจะออกสู่ตลาดช่วงเดือน มี.ค. จะส่งผลกระทบทำให้ราคาทุเรียนตกเหลือแค่ 60-80 บาทต่อกิโลกรัม  ขณะที่ตลาดลำไยขณะนี้มีราคาเหลือ 16-20 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้คาดกว่าในช่วงที่สถานการณ์ของโรคยังไม่ดีขึ้น จะทำให้ราคาผลไม้ในประเทศจะมีจำนวนมาก และหลากหลายคุณภาพให้เลือกสรร ซึ่งนอกจากจะได้รับประทานผลไม้คุณภาพแล้ว ยังเป็นการช่วงเหลือเกษตรกรไทยในอีกทางหนึ่งด้วย


-ญี่ปุ่น_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 17, 2020

ประเทศอื่นทำอย่างไร ในช่วงเศรษฐกิจแย่…ท่องเที่ยวตก

รัฐบาลไทยเตรียมออกมาตรการจากผลกระทบ Covid-19

ไวรัส Covid-19 ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะเศรษฐกิจและการค้าของจีน แต่ส่งผลเป็นวงกว้างทั่วโลกโดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่ต่างมีชาวจีนเป็นนักท่องเที่ยวหลักและจ่ายหนัก กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตได้รวบรวมแนวทางแก้ไขของรัฐบาลแต่ละประเทศ รวมถึงของไทยเพื่อให้เราได้ช่วยกันคิด ช่วยกันแชร์และร่วมเดินหน้าไปด้วยกัน

 

สิงคโปร์ ใช้มาตรการทางการเงินช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มรถแท็กซี่ รถรับจ้าง ได้จัดงบพิเศษกว่า  1,700 พันล้านบาท เพื่อช่วยเหลือคนขับรถเเท็กซี่เเละผู้ให้บริการรถเช่าเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ Covid-19 เนื่องจากเห็นว่าพนักงานขับรถเหล่านี้มีรายได้หลัก จากผู้โดยสารที่เป็นนักท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันลดลงอย่างมากทำให้พวกเขามีรายได้ไม่พอใช้  โดยมาตรการนี้มีผลเเล้วตั้งเเต่วันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา

 

ขณะที่รัฐบาลมาเลเซียเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับอุตสาหกรรมการบิน, การท่องเที่ยว และค้าปลีก ส่วน อินโดนีเซียจะหารือร่วมกับสายการบิน 30 แห่งเพื่อออกแพ็กเกจราคาพิเศษกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ

 

ส่วนญี่ปุ่นที่เคยประสบความสำเร็จกับมาตรการท่องเที่ยวในช่วงวิกฤติ ตั้งแต่กรณีแผ่นดินไหวทั้งที่เมืองฟุกุชิมะ เมืองคุมาโมโตะ และ เกาะฮอกไกโดอันเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั้งจากนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นและต่างชาติ ในครั้งนั้นรัฐบาลญี่ปุ่น ได้อัดงบช่วยเหลือในรูปแบบส่วนลดค่าโรงแรมที่พัก โดยชดเชยส่วนต่างให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างประเทศจะได้ส่วนลดโดยตรงจากผู้ประกอบการทั้งโรงแรมหรู ร้านอาหาร หรือบริษัทนำเที่ยว ตั้งแต่ 50-70% สูงสุด 5 คืน  ซึ่งมาตรการนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากและคาดว่าญี่ปุ่นจะกลับมาใช้อีกครั้งในวิกฤติ Covid-19

 

สำหรับประเทศไทยแนวทางเบื้องต้นที่สรุปเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาครัฐเตรียมออก 7 มาตรการทั้งช่วยเหลือและสนับสนุนซึ่งอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบอนุมัติ

 

มาตรการช่วยผู้ประกอบการ

  1. สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
  2. ภาษีให้ผู้ประกอบการจ้างพนักงานต่อ
  3. ลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต และวงเงินผ่อนชำระขั้นต่ำ
  4. จัดอบรมบุคลากรด้านการท่องเที่ยวโดยรัฐสนับสนุนด้านรายได้และเบี้ยเลี้ยงต้องหยุดงานเพื่อร่วมอบรม เป็นต้น

มาตรการสนับสนุนท่องเที่ยว

  1. ผู้มีอายุเกิน 60 ปี นำใบเสร็จค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีให้ลูกหลาน กรณีเดินทางท่องเที่ยวในวันธรรมดา
  2. ชิมช้อปใช้ เฟส 4
  3. หยุดยาวช่วงสงกรานต์ จาก 5 วัน เป็น 9 วัน หรือ ช่วงวันแรงงาน 6 วัน

 


Covid19_ญี่ปุ่น_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 17, 2020

ขณะนี้ทางการญี่ปุ่น ยืนยันว่ามีผู้ติดเชื้อ COVID19 แล้วในหลายพื้นที่ ทั้งฮอกไกโด, โตเกียว, ชิบะ, คานางาวะ, ไอจิ, มิเอะ, นารา, วาคายามะ, โอซาก้า, เกียวโต

กระทรวงสาธารณสุขไทย จึงประกาศขอให้คนไทยที่เดินทางไปญี่ปุ่น ตั้งแต่ 1-14 ก.พ. เฝ้าระวังตัวเองเป็นเวลา 14 วัน และพิจารณาเลื่อนการเดินทางหลังจากวันนี้เป็นต้นไป

แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้เพิ่งเดินทางกลับจากญี่ปุ่น ช่วงวันที่ 1-14 ก.พ.63 

  • เฝ้าระวังตนเองเป็นพิเศษ 14 วัน หลีกเลี่ยงอยู่ในที่คนหนาแน่น
  • ถ้าป่วยรีบมาพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง อย่าลืมสวมหน้ากาก
  • ยึดหลัก “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” เมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

 

นอกจากญี่ปุ่นแล้ว ผู้ที่เพิ่งกลับจากจีน สิงคโปร์ระยะนี้แล้ว หากไม่สบาย ขอให้รีบไปตรวจคัดกรองเชื้อ ที่สถาบันบำราศนราดูร ด้วยเช่นกัน

ขอบคุณภาพจาก : livemint.com


COVID19_ไวรัสอู่ฮั่น_Cover_4.jpg

kinyupen_adminFebruary 15, 2020

WHO ประกาศชื่อทางการไวรัสโคโรนาพันธุ์ใหม่  “COVID-19”

โดยการตั้งชื่อโรคระบาดของ WHO จะมีข้อกำหนดให้สามารถตรวจสอบประเภท และระยะเวลาที่ระบาดได้

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “เทดรอส แอดฮานอม เกเบรเยซุส” ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงที่กรุงเจนีวาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า องค์การอนามัยโลกได้มีการกำหนด ชื่ออย่างเป็นทางการของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ว่า “COVID-19” ซึ่งเป็นไปตามกรอบคำแนะนำสำหรับการตั้งชื่อของทางองค์การอนามัยโลก เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะพาดพิงถึงที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อย่างเจาะจง สายพันธุ์ต่างๆ ของสัตว์หรือกลุ่มคน เพื่อหลีกเลี่ยงสร้างบาดแผลหรือมลทินให้แก่เมืองอู่ฮั่น

 

โดย “COVID-19” มาจากการรวมกันของคำว่า Corona (โคโรนา) Virus (ไวรัส) และ Disease (โรค) รวมเข้ากับปีของการเริ่มต้นการแพร่ระบาดคือปี 2019


_2020_โคโรนา_Cover_1.png

kinyupen_adminFebruary 4, 2020

ญี่ปุ่นกับวิบากกรรมเจ้าภาพโอลิมปิก…นับถอยหลัง 56 ปีที่รอคอย

ปี 1942 ถอนตัวเหตุถูกคว่ำบาตรเพราะรุกรานจีน – ปี 2020 ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ระบาดในจีน

 

วันที่ 24 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้การแข่งขันโอลิมปิก 2020 จะเริ่มต้นขึ้น ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่นับเป็นความหวังของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ต้องการให้การแข่งขันกีฬาระดับโลกครั้งนี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลเข้ามาท่องเที่ยวในญี่ปุ่น อันจะเป็นที่มาของรายได้จากการท่องเที่ยวที่จะมาช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่กำลังตกต่ำอยู่ในขณะนี้

 

ญี่ปุ่นนับเป็นประเทศที่ได้รับการบันทึกในประวัติศาสตร์โลกว่าเป็นประเทศแรกในเอเชีย ที่ได้รับคัดเลือกจากสภาโอลิมปิกสากลให้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ตั้งแต่ยุคแห่งการสร้างความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิญี่ปุ่น โดยได้ขอเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิกเมื่อปี 1936 และสภาโอลิมปิกสากล (IOC) ก็ได้เลือกให้ญี่ปุ่นได้เป็นเจ้าภาพในอีก 4 ปีต่อมา รวมทั้งไอโอซียังมีมติเลือกเมืองซัปโปโร เป็นสถานที่จัดโอลิมปิกฤดูหนาว อีกด้วย ทำให้ญี่ปุ่นถูกบันทึกในประวัติศาสตร์โลกว่าเป็นชาติแรกของเอเชีย และครั้งแรกของโลก ที่มีการจัดโอลิมปิกทั้งสองฤดูในปีเดียวกัน

 

 

แต่การขอเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาที่ใหญ่ที่สุดของโลกครั้งนั้น ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ฝัน เพราะในระยะเวลานั้นญี่ปุ่นอยู่ระหว่างการทำสงครามไล่ล่าอาณานิคมไปทั่วและยังโดนคว่ำบาตรจากสหราชอาณาจักรจากกรณีรุกรานจีน สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้ชาวจีน กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ยังตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นนักระหว่างชาวจีนกับญี่ปุ่นตลอดมา ทำให้ญี่ปุ่นจำต้องขอถอนตัวออกจากการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในปี 1938 จนฟินแลนด์ต้องรับหน้าที่จัดการแข่งขันแทนที่เมืองหลวงเฮลซิงกิในอีก 2 ปีต่อมา

 

แต่หลังจากนั้นไม่นานความขัดแย้งของโลกทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 การแข่งขันโอลิมปิกจึงถูกเลื่อนออกไปอีกหลายปีโดยปริยาย

หลังการพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นตกอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง และต้องฟื้นฟูประเทศอย่างหนัก แต่ก็ใช้เวลาไม่นานนักญี่ปุ่นก็สามารถเติบโตกลายเป็นประเทศเศรษฐกิจใหม่อย่างรวดเร็วภายใต้การช่วยเหลือของอเมริกา

 

ภายหลังการเป็นอิสระจากอเมริกาในปี 1951 รัฐบาลเมืองโตเกียวไม่รอช้าที่จะขอเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิกในการแข่งขันปี 1960 อีกครั้ง หลังจากที่เคยผิดหวังกับการเป็นเจ้าภาพในปี 1942มาแล้ว แต่ท้ายที่สุดโตเกียวก็ไม่ได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิกอีก ด้วยเหตุผลเรื่องความไม่พร้อมต่างๆ ของชาวญี่ปุ่นที่เพิ่งผ่านความบอบช้ำจากสงครามโลกมาหมาดๆ ทำให้การขอเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกถูกพับไปอีก

 

แม้จะพลาดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า ญี่ปุ่นก็คือญี่ปุ่น พวกเขาไม่ย่อท้อที่จะขอเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกอีกครั้งในปี 1964 จากความพยายามในครั้งที่ 3 นี้ ญี่ปุ่นก็สามารถเอาชนะเมืองดีทรอยต์ ของอเมริกา คว้าเจ้าภาพจัดโอลิมปิกกลายเป็นชาติแรกในประวัติศาสตร์ของเอเชียมาจนได้

 

 

หลังคว้าชัยการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในปี 1964 รัฐบาลญี่ปุ่นทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในการสร้างระบบโครงสร้างให้ทันสมัย ทั้งการคมนาคมขนส่งต่างๆ ไม่ว่าจะ เป็นการสร้างสนามบินฮาเนดะให้ทันสมัยมากขึ้น การสร้างรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน สร้างทางหลวงยกระดับ พร้อมรณรงค์จิตสำนึกชาวญี่ปุ่นเรื่องความสะอาด ทำให้โตเกียวที่เป็นเคยเป็นเมืองแออัด ยุ่งเหยิง และเต็มไปด้วยขยะ กลายเป็นอันแสนสะอาดจนได้รับเสียงชื่นชมไปทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

 

โอลิมปิก 1964 กลายเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่พลิกโฉมญี่ปุ่นจากสู่ความทันสมัยมากมาย และถือเป็นความสำเร็จหลังจากที่ต้องพลาดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า การได้มาซึ่งสิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันโอลิมปิกครั้งนั้นถือเป็นประวัติศาสตร์ของชาวญี่ปุ่นที่ถูกบันทึกไว้ว่าได้สร้างทั้งชื่อเสียง รายได้ และความก้าวหน้าของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก

 

ผ่านมากกว่า56 ปี ญี่ปุ่นก็กำลังจะได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิกอีกครั้งในปี 2020 นี้ แม้ว่าประชาชนชาวญี่ปุ่นส่วนหนึ่งจะไม่เห็นด้วยกับการทุ่มงบประมาณของรัฐบาลลงไปในการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้แทนการนำมาใช้ในการพัฒนาสนับสนุนเศรษฐกิจด้านอื่น แต่รัฐบาลญี่ปุ่นก็ยังคาดหวังว่า การเป็นเจ้าภาพของพวกเขาจะกลับมาพลิกโฉมช่วยให้ญี่ปุ่นกลับมายืนหนึ่งในตำแหน่งประเทศทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจอีกครั้ง หลังจากต้องเผชิญปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจที่สั่นคลอนความเป็นประเทศร่ำรวยที่สุดในโลก ที่เป็นผลมาทั้งจากปัญหาภัยพิบัติต่างๆ รวมไปถึงปัญหาสังคมของกลุ่มประชากรที่รัฐบาลต้องใช้งบประมาณไปดูแลกลุ่มประชากรสูงอายุที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ปัญหาขาดแคลนคนวัยแรงงานเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ

 

แต่เมื่อถึงวันนี้เหลือเพียงอีกไม่ถึง 6 เดือนกีฬาโอลิมปิกโตเกียว 2020 ก็จะเริ่มขึ้นแล้วแต่ดูเหมือนว่าญี่ปุ่นกลับต้องเผชิญกับปัญหาโรคไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ระบาดอย่างหนักในจีนที่กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลก จากการระงับ และกีดกันการข้ามพรมแดนของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่หากการแพร่ระบาดยาวนานอาจจะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกโตเกียว 2020 ที่ชาวญี่ปุ่นรอคอยมาถึง 56 ปี

 

ล่าสุดรัฐบาลญี่ปุ่นโดยนายชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีได้ออกมาประกาศว่า ญี่ปุ่นจะยังไม่ประกาศเลื่อนหรือยกเลิกการจัดการแข่งขันโอลิมปิก 2020 ออกไป ทุกอย่างยังคงอยู่ในกำหนดการเดิม แต่จะมีการติดตามทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งองค์การอนามัยโลก และคณะกรรมการโอลิมปิกสากล อย่างใกล้ชิดเพื่อพิจารณาการดำเนินการอย่างเหมาะสมต่อไป

ขอขอบคุณภาพจาก :  olympic.org


Content_หน้ากากอนามัย_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 31, 2020

หลังการระบาดของโรคไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ใหม่ ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น จนทำให้หลายประเทศตื่นตัว ขอให้พลเมืองของตนป้องกันดูแลตัวเองจากการแพร่กระจายของโรค  ด้วยการใช้อุปกรณ์ป้องกันเชื้อไวรัสเบื้องต้น โดยเฉพาะการใช้หน้ากากอนามัยในชีวิตประจำวัน ทำให้ปัจจุบันหน้ากากอนามัยชนิดต่างๆ กลายเป็นที่ต้องการอย่างมาก ทำให้มีรายงานว่า หน้ากากอนามัยถูกกักตุน จนขาดตลาด ไม่เพียงแต่ในประเทศจีนซึ่งเป็นพื้นที่ระบาด แต่ในประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น  หรือไทยก็มีรายงานว่าหาซื้อหน้ากากอนามัยได้ยากเช่นกัน

หน่วยงานด้านสาธารณสุขในทุกประเทศ ต่างออกมายืนยันว่า การใช้หน้ากากอนามัย ทุกชนิดสามารถป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ในเบื้องต้น และจะเข้มข้นขึ้นไปตามระดับของวัสดุที่ใช้ในการผลิต ตั้งแต่หน้ากากอนามัยชนิดธรรมดา, หน้ากากอนามัยชนิด N95 ไปจนถึงหน้าการอนามัยที่ใช้ในกระบวนการทางการแพทย์ โดยหน้ากากเหล่านี้มีส่วนประกอบหลักในการผลิตคือ ผ้าสปันด์บอนด์  หนึ่งประเภทของผ้า นอนวูฟเวน (nonwovens) หรือ ผ้าไม่ถักไม่ทอ ที่มีลักษณะคล้ายคล้ายกระดาษ แต่ให้สัมผัสนุ่มคล้ายผ้า

ผ้านอนวูฟเวน มีข้อเด่นคือ สามารถออกแบบให้มีลักษณะและสมบัติที่หลากหลายเพื่อให้เหมาะสม สำหรับการใช้งานที่แตกต่างกันไป ซึ่งลักษณะและสมบัติที่หลากหลายของนอนวูฟเวนนี้เกิดจากการเลือกใช้เส้นใยที่มีอยู่หลากหลายชนิดทั้งเส้นใยธรรมชาติและเส้นใยประดิษฐ์ผสมผสานกับ มีกระบวนการผลิตรวดเร็ว ผลิตได้ในปริมาณมากและต้นทุนการผลิตต่ำจึงสามารถใช้สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วทิ้ง (disposable) ได้

สำหรับผ้าสปันบอนด์นอนวูฟเวน (Spunbond nonwovens) ที่ใช้เป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตหน้ากากอนามัย เป็นกลุ่มนอนวูฟเวนที่มีการขึ้นรูปเส้นใยจากเม็ดพลาสติกโดยตรง โดยการหลอมเม็ดพลาสติกและเทคนิคการทอทำให้ผ้าชนิดนี้มีลักษณะอ่อน นิ่มและโค้งงอคล้ายผ้ามากที่สุด นิยมนำมาผลิตภัณฑ์เป็นผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อม อนามัยภัณฑ์และการแพทย์ (ชุดผ่าตัดของแพทย์ หน้ากากอนามัย วัสดุเช็ดทำความสะอาด) และบรรจุภัณฑ์(ซองบรรจุแผ่นซีดี ซองบรรจุเครื่องมือแพทย์) เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีผ้าชนิดเมลต์โบลนนอนวูฟเวน (Meltblownnonwovens) เป็นกลุ่มนอนวูฟเวนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีการขึ้นรูปเส้นใยจากเม็ดพลาสติกโดยตรงเช่นเดียวกับสปันบอนด์นอนวูฟเวน แต่มีความแตกต่างคือเส้นใยจะมีลักษณะเล็กละเอียดในระดับนาโนเมตรไมโครเมตร แต่ไม่เป็นเส้นยาวต่อเนื่อง มีคุณสมบัติเส้นใยที่มีขนาดเล็กละเอียดมากจึงมักใช้ในงานกรอง เช่น ไส้กรอง แผ่นกรองในหน้ากากอนามัย ผลิตภัณฑ์ด้านการแพทย์ และฉนวน เป็นต้น

โดยในการผลิตหน้ากากอนามัยเหล่านี้จะมีขั้นตอนการผลิตที่แต่ต่างกันไปแล้วแต่ละประเภทการใช้ชั้นงาน โดยจะมีความซับซ้อนของชั้นที่ซ้อนกัน ตามความต้องการของความละเอียดในการกรอง รวมถึงไส้กรองที่บรรจุไว้ภายในหน้ากาก  และอาจจะมีการออกแบบและผลิตในรูปแบบที่แตกต่างกัน

 

สำหรับแหล่งผลิตผ้า นอนวูฟเวน ซึ่งถูกนำมาใช้ผลิตเป็นผ้าสปันบอน์อีกที่นั้น นิตยสาร Nonwovens Industry ซึ่งเป็นนิตยสารให้ข้อมูลสำหรับผู้ค้าในอุตสาหกรรมการผลิตผ้านอนวูฟเวน ระบุว่า จีนเป็นแหล่งผลิตผ้าชนิดนี้ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้มากถึง 67% ของการผลิตทั้งหมด รองลงมาเป็นแหล่งผลิตที่ประเทศมาเลเซียจากการลงทุนของบริษัท Fibertex Personal Care สัญชาติเดนมาร์ก ในขณะที่ ไทยเป็นแหล่งผลิตเป็นอันดับสามจากการลงทุนของกลุ่มบริษัทญี่ปุ่น 3-4 บริษัทตั้งโรงงานในพื้นที่ประเทศไทย  และแหล่งผลิตที่ประเทศเกาหลี