_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 8, 2020

ฤดูฝนมาถึงเต็มตัวแล้วนะครับ การเตรียมความพร้อมรถยนต์รับหน้าฝนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถามว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากอะไรมั้ย ไม่เลย สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง เพราะการใช้รถใช้ถนน จำต้องปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ทั้งรูปแบบการขับขี่ และตัวรถเองที่จะต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

 

เริ่มกันที่ “ระบบไฟ” ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก

โดยเฉพาะในช่วงที่ทัศนวิสัยการขับขี่ลดลงจากการที่ฝนตก ดังนั้นจึงต้องตรวจสอบดูให้แน่ใจว่าพร้อมใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นไฟส่องสว่าง ไฟเลี้ยว ไฟท้าย ไฟเบรก ไฟถอยหลัง รวมไปถึงไฟส่องสว่างในห้องโดยสาร

 

ภาพจาก : www.confused.com

 

ผมอยากแนะนำวิธีการง่าย ๆ ในการตรวจเช็คเบื้องต้นพวกนี้ โดยเฉพาะเมื่อเราไม่สามารถพึ่งพาใครให้มาดูหรือมาตรวจเช็คให้เราได้

โดยขณะที่เราจอดรถในลานจอด “เมื่อสตาร์ทรถแล้วก่อนออกรถให้ลองเหยียบเบรก และมองไปที่กำแพงข้างหลังว่าไฟเบรกสว่างหรือไม่” ให้ลองทำแบบนี้กับสัญญาณไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง ยิ่งถ้าทำในลานจอดรถที่มืดๆ เราจะเห็นชัดเจนครับ  

 

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญในขณะขับรถยามที่ฝนตกคือ การเปิดไฟหน้า (ไฟใหญ่ไม่ใช่ไฟหรี่) เมื่อฝนตกทุกครั้ง หรือ แม้แต่ช่วงที่ครึ้มฟ้า ครึ้มฝน โพล้เพล้ หรือเรียกว่าช่วงที่ทัศนวิสัยต่ำกว่าปกติ ก็ควรเปิดเช่นกัน หลายคนไม่นิยมเปิดไฟเมื่อฝนตกตอนกลางวัน เพราะเข้าใจว่าไม่มีประโยชน์อะไร เนื่องจากตนเองยังมองเห็นเส้นทางได้ดีโดยไม่ต้องพึ่งพาแสงไฟ หรือลองเปิดแล้วก็ไม่เห็นความแตกต่างอะไร

 

แต่ความจริงแล้ว เป้าหมายของการเปิดไฟนั้น ไม่ใช่ให้เราเห็นทาง แต่เพื่อให้รถคันอื่นเห็นเรา เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ

 

ถึงตรงนี้ให้ลองสังเกตดูว่าช่วงที่ฝนตก เรามองเห็นรถคันอื่น ๆ บนท้องถนนได้ชัดเจนหรือไม่ ไม่ว่าจะมองตรงไปด้านหน้า หรือมองผ่านกระจกมองข้างทั้ง 2 ด้าน มองผ่านกระจกมองหลังในห้องโดยสาร และสังเกตว่าระหว่างรถคันที่เปิดไฟกับรถคันที่ไม่เปิด เราเห็นคันไหนชัดเจนกว่ากัน นั่นคือคำตอบว่าทำไมถึงต้องเปิดไฟเมื่อฝนตก

 


ถัดมาเป็นเรื่องของ “ที่ปัดน้ำฝน” ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญเช่นกัน

เพราะใบปัดน้ำฝนส่งผลต่อทัศนวิสัยในการขับขี่รถยนต์ ให้ตรวจสอบดูว่ายางปัดน้ำฝนยังมีคุณภาพดี ตรวจสอบก้านปัดว่าสปริงมีแรงกดเพียงพอหรือไม่ ถ้าหากว่าไม่พร้อมใช้งาน ก็ควรจะเปลี่ยนใหม่ และก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งหมด เช่น ถ้าเป็นแค่ใบปัดชำรุด ก็เปลี่ยนเฉพาะใบปัด เพื่อความประหยัด

 

ภาพจาก : https://masii.co.th

 

สำหรับใบปัดน้ำฝน บางทีอาจทำงานได้ 80-90% ที่เหลือ 10% ที่ทำงานไม่ดีพอ คือ เมื่อปัดแล้วเป็นเส้น ๆ เป็นริ้ว ๆ อยู่บ้าง ซึ่งผู้ขับก็อาจจะมองผ่านเห็นเส้นทางด้านหน้าได้ชัด แต่แนะนำว่าควรจะเปลี่ยน เพราะริ้วรอยที่เกิดจากการปัด จะรบกวนสมาธิในการขับขี่ได้โดยเฉพาะหากต้องขับทางไกล จะเริ่มรู้สึกเกะกะสายตา ทำให้ลดความเพลิดเพลินในการขับขี่ รวมถึงสมาธิได้

 


 

พูดถึงใบปัดน้ำฝนก็ต้องพูดถึง “น้ำฉีดกระจก” 

ซึ่งต้องตรวจสอบว่ายังฉีดได้ดี และทิศทางของน้ำเข้าเป้า คือลงบริเวณกระจกบังลมหน้า หากไม่ตรงก็ควรปรับแต่งทิศทางเสียใหม่ ยกเว้นรถรุ่นใหม่ ๆ บางรุ่นที่ออกแบบให้น้ำฉีดกระจกออกจากใบปัดกระจกโดยตรง

 

ภาพจาก : www.sanook.com

 

น้ำฉีดกระจก ก็ควรจะตรวจสอบเป็นประจำ เพราะช่วงหน้าฝนต้องใช้บ่อย เนื่องจากเมื่อฝนตกพรำ ๆ หรือหยุดตก ฝุ่นต่าง ๆ จะกลายเป็นโคลนบนพื้นผิวถนน และพร้อมจะกระเด็นขึ้นมา ดังนั้นก็จำเป็นจะต้องใช้น้ำฉีดล้างทำความสะอาด

 

สิ่งสำคัญของน้ำฉีดกระจกควรมีน้ำยาทำความสะอาดผสมอยู่ด้วย เพราะบางครั้งสิ่งที่มาพร้อมฝุ่นโคลน คือ คราบน้ำมัน หรือ ไขมันต่างๆ รวมถึงแม้แต่ช่วงที่ไม่มีฝน พวกคราบแมลงต่างๆ ก็มีไขมัน ซึ่งทำความสะอาดยากด้วยน้ำเปล่า

 

แต่หากไม่ต้องการเปลืองค่าใช้จ่ายกับน้ำยา จะเอาสิ่งที่มีอยู่ในบ้านมาใช้ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาล้างจาน หรือ แชมพู แต่การผสมอย่าใช้การเติมเข้าไปในถังเก็บน้ำโดยตรง เพราะอาจทำให้เกิดการอุดตันได้ วิธีการคือ หาขวดมาสักใบ ใส่น้ำยาล้างจาน หรือแชมพูลงไปผสมกับน้ำ จากนั้นเขย่าให้ผสมเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วจึงค่อยเติมลงไปในถัง ก็เป็นอันเรียบร้อย 

 


 

อีกชิ้นส่วนที่มีความสำคัญมากกับเรื่องความปลอดภัยก็คือ “ยาง” 

ซึ่งหน้าฝนเช่นนี้ ต้องใส่ใจให้มาก ๆ ให้แน่ใจว่ายางนั้นมีความพร้อมต่อการใช้งาน ยางรถยนต์นั้นมีอายุการใช้งาน ซึ่งอาจยืดหยุ่นได้บ้าง แต่สิ่งที่ไม่สามารถยืดหยุ่นได้คือ สภาพของยาง หากไม่สมบูรณ์ต้องเปลี่ยนใหม่เท่านั้น

 

ภาพจาก : www.daysoftheyear.com

 

 

เรื่องของสภาพยางที่เราจะต้องตรวจสอบกันทั่วไปก็เช่น ร่องรอย บวม แตก รั่ว ซึม ซึ่งจะต้องหมั่นสังเกตเป็นประจำ วิธีการที่ทำได้เองที่บ้านคือ เดินดูรอบ ๆ รถ จากนั้นก้มลงไปดูยางด้านใน โดยอาจใช้ไฟฉายช่วย และขยับรถเดินหน้าหรือถอยหลังเล็กน้อยสักสองสามครั้ง เพื่อให้ยางเปลี่ยนตำแหน่ง จะได้เห็นสภาพด้านในในครบรอบวง

 

หากพบว่ายางรั่ว ถูกวัสดุทิ่มตำ หากไม่ใหญ่เกินไป และเกิดขึ้นที่บริเวณหน้ายาง ก็สามารถปะ นำกลับมาใช้ใหม่ได้ แต่ถ้าเกิดที่แก้มยาง ต้องเปลี่ยนใหม่ เพราะแก้มยางเป็นจุดเปราะบางที่สุด และยังต้องรับน้ำหนักอีกด้วย 

 

ส่วนกรณีเป็นรอยบาด หากยาว และลึกถึงชั้นโครงยาง ก็ควรต้องเปลี่ยนเส้นใหม่ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่หน้ายางหรือแก้มยาง เช่นเดียวกับ อาการบวม ก็ต้องเปลี่ยนใหม่เช่นกัน เพราะแสดงว่าโครงสร้างบริเวณนั้นอ่อนแอ เสี่ยงต่อการระเบิดในการใช้งาน หรือ แม้แต่ช่วงการเติมลมเสียด้วยซ้ำ

 

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญกับการใช้งานหน้าฝนมาก คือ ดอกยาง กับ ร่องยาง ดอกยางต้องมีความสูงเพียงพอ ร่องยางต้องลึกเพียงพอ ซึ่งจริงๆ แล้ว 2 อย่างนี้มีความสัมพันธ์กัน หมายถึงถ้าดอกยางเตี้ยลง ร่องยางก็ตื้นขึ้นนั่นเอง

 

ดอกยางทำหน้าที่ยึดเกาะถนน ส่วนร่องยางมีหน้าที่รีดน้ำออกจากยาง เพื่อเพิ่มการยึดเกาะถนน  

ยางทุกเส้น ผู้ผลิตจะออกแบบให้มีสะพานยางเพื่อใช้เป็นจุดสังเกตว่าดอกยางสึกมากจนร่องยางตื้นเกินไปหรือยัง ซึ่งเมื่อไรก็ตามที่ดอกยางสึกลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีความสูงเท่ากับสะพานยาง นั่นหมายถึงว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนยางแล้ว เพราะความลึกของร่องยางน้อยเกินที่จะสามารถรีดน้ำได้อย่างปลอดภัย

 

วิธีหาว่าสะพานยางอยู่ตรงไหน ก็คือ มองหาเนื้อยางที่ขวางอยู่ในร่องดอกยาง หรือง่ายกว่านั้นให้ดูที่บริเวณแก้มยาง ผู้ผลิตจะทำสัญลักษณ์เอาไว้เป็นรูปสามเหลี่ยม ปลายแหลมชี้ไปทางดอกยาง ซึ่งหากมองตามไป ก็จะเจอสะพานยางได้โดยง่าย

 

นอกจากยางแล้ว การเติมลมยางที่เหมาะสมก็มีความสำคัญเช่นกันครับ อย่าลืมเช็คลมยาง อย่างน้อยทุกสองสัปดาห์

ทั้งหมดเป็นวิธีง่ายๆ สำหรับการตรวจเช็ครถก่อนหน้าฝน ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องฤดูฝนก็ได้นะครับ ไม่ว่าจะฤดูไหน เมื่ออยู่หลังพวงมาลัย ทั้งคนและรถต้องพร้อมควบคู่กัน เรื่องของการขับขี่รถยนต์มีอีกมากมาย แต่นี่คือเบื้องต้นที่เรานำมาบอกกล่าวกัน คุณผู้อ่านหรือแฟนเพจ “กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต” อยากรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับรถยนต์ inbox หรือ comment มาได้นะครับ 

 

ท้ายนี้ขอให้ทุกท่านใช้รถหน้าฝนด้วยความปลอดภัยนะครับ

 


-3D-อายะและแม่มด_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 5, 2020

สตูดิโอจิบลิเปิดตัวอนิเมะ 3D เรื่องใหม่ “อายะและแม่มด”
ดัดแปลงจากวรรณกรรมเยาวชนอังกฤษชื่อดัง Earwig And The Witch

Studio Ghibli บริษัทอนิเมชั่นชื่อดังของญี่ปุ่น เตรียมเปิดตัวภาพยนตร์อนิเมะ 3D เรื่องแรก ชื่อ “อายะและแม่มด” (Aya and the Witch) ดัดแปลงจาก วรรณกรรมเยาวชนชื่อดังของอังกฤษ เรื่อง “Earwig And The Witch เขียนโดย Diana Wynne Jones เจ้าของผลงานเรื่อง ‘Howl’s Moving Castle’ ที่สตูดิโอจิบลิเคยนำมาผลิตเป็นภาพยนตร์อนิเมะจนเป็นที่นิยมอย่างมากมาแล้วเมื่อปี 2004

 

ฮายาโอะ มิยาซากิ และ โกโระ มิยาซากิ (ลูกชาย)

 

สำหรับ “อายะและแม่มด” จะเป็นภาพยนตร์อนิเมะเรื่องแรกของจิบลิที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยผลิตออกมาในรูปแบบ 3D สามมิติ ที่มีชีวิตชีวามากขึ้นกำกับและดูแลการผลิตโดยโกโระ มิยาซากิ ลูกชายของฮายาโอะ มิยาซากินักวาดภาพเคลื่อนไหวผู้สร้างภาพยนตร์ผู้เขียนบทและนักเขียนการ์ตูนชาวญี่ปุ่น หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทสตูดิโอ จิบลิ ซึ่งเป็นผู้วางแผนงานการสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่นี้ทั้งหมด

 

“อายะและแม่มด” เป็นเรื่องราวของเด็กหญิงกำพร้า “อายะ” (ชื่อของตัวละครถูกดัดแปลงให้เป็นเวอร์ชันญี่ปุ่น) ที่จู่ ๆ ก็ถูกแม่มดชั่วร้ายพาตัวจากบ้านเด็กกำพร้าไปยังบ้านใหม่ที่แสนแปลกประหลาด ต่อมาอายะค้นพบว่าเธอมีความสามารถเวทมนตร์ของเธอเองและต้องใช้ความเฉลียวฉลาดของเธอเพื่อเอาชนะ และมีชีวิตรอดจากแม่บุญธรรมที่ชั่วร้าย

 

แม้ว่าการทำงานของสตูดิโอจิบลิในการผลิตภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องใหม่นี้จะอยู่ในช่วงการระบาดใหญ่ของโรคโควิด 19 ที่อาจจะส่งผลต่อตารางการทำงานต่างๆ แต่โทชิโอะ ซูซูกิ หนึ่งในทีมงาน บอกว่า แม้ว่าทุกคนจะมีความกังวลในช่วงแรก แต่ทุกคนต่างได้รับแรงบันดาลใจจาก “อายะ” ตัวละครเอกจากการ์ตูนเรื่องนี้ จากการที่เธอต้องพยายามเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ดังนั้นทุกคนจึงพยายามที่จะคิด ตั้งสติ และหาทางออกในเรื่องต่างๆ เหมือนกับ อายะ ที่เธอสามารถเอาชนะทุกอย่างได้ด้วยความคิด และความเฉลียวฉลาดจนสามารถเอาชีวิตรอดได้ในทุกช่วงเวลา และ เมื่อคิดอย่างนั้นทุกคนก็รู้สึกโล่งใจ จนสามารถที่จะผลิตผลงานออกมาได้สำเร็จ

 

 

แม้ว่า NHK ยังไม่ได้ประกาศวันออกอากาศที่แน่นอนสำหรับภาพยนตร์การ์ตูน 3 มิติเรื่องใหม่ของสตูดิโอจิบลิ แต่คาดว่า “อายะและแม่มด” จะเปิดตัวในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม 2563 ถึงมีนาคม 2564 หรือในช่วงฤดูหนาวของปีนี้ ซึ่งนอกจาก “อายะและแม่มด” แล้วฮายาโอะ มิชาซากิ ยังคงเดินหน้าผลิตผลงานใหม่ ‘ How Do You Live? ‘ แม้จะมีอุปสรรคจากสถานการณ์โรคระบาดก็ตาม


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 2, 2020

ผักผลไม้ปลอดสารพิษเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงเพราะมีผลต่อสุขภาพและร่างกายของผู้คนมากขึ้นทุกวันอันดูได้จากสถิติของโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากการรับประทานสารเคมีสะสมหรือปนเปื้อน เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน หรือโรคผิวหนัง อีกประการที่สำคัญคือค่ารักษาพยาบาลที่แพงลิบลิ่วดังนั้นผู้คนในปัจจุบันจึงเลือกที่จะดูแลสุขภาพแต่ต้นทาง โดยการเลือกรับประทานอาหารที่สุขอนามัยก็เป็น 1 ในหัวใจสำคัญ

 

แต่แม้คนจะให้ความสำคัญเลือกซื้อหรือเน้นผักผลไม้ปลอดสารพิษ เลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าอยู่ในประเภทเกษตรอินทรีย์แต่สถิติผู้ป่วยจากสารเคมีโดยเฉพาะกลุ่มปราบศัตรูพืชก็ยังสูงอันดูได้จากสถิติสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ชี้ว่ารอบ 6 เดือนมีผู้ป่วยจากสารเคมีปราบศัตรูพืชมากกว่า 3,000 ราย (1 ต.ค. 2561 – 17 ก.ค. 2562)

 

ด้วยอันตรายสะสมทางกระทรวงอุตสาหกรรมจึงสั่งห้ามผลิตนำเข้า ส่งออก และครอบครองสารเคมีทางการเกษตรเพื่อกำจัดศัตรูพืช 5 รายการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา คือ 1.คลอร์ไพริฟอส 2.คลอร์ไพริฟอส-เมทิล 3.พาราควอต 4.พาราควอตไดคลอไรด์ 5.พาราควอตไดคลอไรด์ บิส เมทิลซัลเฟต

 

 

วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ชวนคุณทำความรู้จักกับ พาราควอตและเหตุผลที่ทำไมเราควรรู้ที่มาของการต้อง “แบน” สารดังกล่าว

 

พาราควอต เป็นชื่อของยาฆ่าหญ้าที่เกษตรกรไทยนิยมใช้ในพืชไร่ ด้วยเป็นยาเผาไหม้ออกฤทธิ์เร็ว ทำให้วัชพืชแห้งเหี่ยวและตายได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง

แต่การฆ่าหญ้าแบบนี้ทำให้เกิดการตกค้างของพาราควอตต่อพืชผัก การศึกษาของนักวิชาการมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างที่ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ในเดือน ธ.ค.2560 ตรวจพบสารพาราควอตในผักที่ปลูกในท้องถิ่นทุกตัวอย่าง ได้แก่ พริกแดง กะเพรา คะน้า ชะอม

โดยการตรวจสารตกค้างของผัก ผลไม้ในซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างค้าปลีกของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช พบสารพาราควอตในผักผลไม้ในระดับเกินมาตรฐานสูงถึง 38 ตัวอย่างจาก 76 ตัวอย่าง

 

2 อันตราย ของพาราควอต

 

1. สุขภาพแย่

โดยทั่วไปผู้ได้รับพิษจากยาฆ่าแมลงจะมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว แสบตา น้ำตาไหล มองไม่ชัด รวมถึงอาจได้รับผลกระทบต่อระบบประสาท เช่น กล้ามเนื้อกระตุก อ่อนเปลี้ย หายใจลำบาก และอาจถึงแก่ชีวิตขึ้นอยู่กับฤทธิ์ของสารเคมีและปริมาณที่ได้รับ แต่พาราควอตส่งผลหนักกว่านั้น.. การประเมินของนักวิจัยพบว่า ในหญิงตั้งครรภ์พาราควอตในร่างกายแม่ถูกส่งต่อถึงลูกในท้องเพราะตรวจพบพาราควอตในขี้เทาของทารกแรกเกิด

นอกจากนี้ งานวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์พิสูจน์แล้วว่า พาราควอตสามารถเข้าสู่สมองส่วนกลางของสัตว์ทดลองได้ รวมถึงงานวิจัยทางระบาดวิทยาในต่างประเทศชี้ว่า พาราควอตเพิ่มโอกาสการเป็นพาร์กินสันถึงมากกว่าร้อยละ 47

ทั้งนี้ผู้ที่รับยาฆ่าแมลงทั้งโดยตรง โดยอ้อม หรือ ไม่รู้ตัว จะสะสมสารพิษจนนำไปสู่โรคร้ายในระยะยาว เช่น โรคทางระบบประสาท ระบบทางเดินหายใจ กล้ามเนื้อ หัวใจ และมะเร็ง

 

2.ระบบนิเวศเสียหาย

ปัญหาสารเคมีปนเปื้อนในน้ำและดิน เป็นปัญหาใหญ่และเรื้อรัง ทั้งการลดลงของพืชคลุมดินบางชนิดและสัตว์ที่มีประโยชน์ รวมถึงปัญหาต่อสิ่งมีชีวิตในบริเวณใกล้เคียง เช่น นก ไส้เดือน ปลา ผึ้ง ขึ้นอยู่กับฤทธิ์ของสารเคมี และความสามารถในการตกค้าง เป็นต้น

ด้วยคุณสมบัติอันตรายของสารพาราควอตที่ล้างไม่ออก ต้มไม่หาย เพราะมีจุดเดือดที่ 300 องศาเซลเซียส จึงทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ มีโอกาสรับพาราควอตเข้าสู่ร่างกายผ่านการรับประทานพืชผักผลไม้

อาจถึงเวลาแล้วที่ผู้ใช้ยากำจัดศัตรูพืชต้องหันมาใช้สารอื่นทดแทนในแบบธรรมชาติ เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว สำหรับผู้บริโภคการหลีกเลี่ยงสารปนเปื้อนอาจเป็นไปได้ยาก แต่เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพชีวิต ก่อนจะบริโภคผักหรือผลไม้ทุกครั้ง ควรล้างให้สะอาดอย่างถูกวิธีก็ช่วยลดปริมาณสารเคมีลงไปได้บ้างไม่มากก็น้อย

 

 

ทางเลือก ลดเสี่ยงยาฆ่าแมลงในผัก

  • 80-95% เบกกิ้งโซดาครึ่งช้อนโต๊ะ ต่อน้ำอุ่น 10 ลิตร แช่ไว้ 15 นาที ค่อยล้างด้วยน้ำสะอาด
  • 54-63% เด็ดผักเป็นใบ ๆ แช่ในน้ำนาน 15 นาที จากนั้นเปิดน้ำไหลผ่านและคลี่ใบผักถูไปมา 2 นาที
  • 35-43% ด่างทับทิม 20-30 เกล็ด ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่นาน 10 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาด
  • 29-38% แช่ในน้ำผสมน้ำส้มสายชู 5 % ในอัตราส่วนน้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 4 ลิตร แช่นาน 15 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาด

_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJune 1, 2020

หนุ่มชาวญี่ปุ่นครีเอทผลงานจากกล่องกระดาษเหลือใช้ที่ได้จากการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ให้กลายเป็นผลงานหน้ากากบรรดาเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่จากทั่วโลก พร้อมเผยแพร่วิธีทำเป็นคู่มือให้ผู้คนนำไปทดลองทำเองได้ที่บ้าน จนกลายชาวเน็ตญี่ปุ่นยกให้เป็นอีกหนึ่งศิลปินสุดสร้างสรรค์ประจำโลกออนไลน์อีกคนหนึ่ง

 

ผู้ใช้ทวิตเตอร์  ของญี่ปุ่นรายหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า  Tomowo_PS2 หรือ  นายโทโมโอะ นักสร้างสรรค์ชาวญี่ปุ่น ได้เผยแพร่ผลงานสุดครีเอทของเขาจากกล่องกระดาษเหลือใช้ให้กลายเป็นงานศิลปะที่สวยงาม หลังจากพบว่ากล่องกระดาษแข็งที่เหลือจากการสั่งสินค้าออนไลน์ มีอยู่มากมายจนเกลายเป็นขยะรกบ้าน  โดยหลังจากการเผยแพร่ผลงานออกไปปรากฎว่ามีคนเข้ามาติดตามผลงานเขามากขึ้น พร้อมกับรีทวิตเรื่องราวออกไปจำนวนมากจนทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักในฐานะ ศิลปินผู้มีความคิดสร้างสรรค์จากสิ่งของเรียบง่ายอีกคนหนึ่งของญี่ปุ่นในขณะนี้

 

 

ที่จริงแล้วโทโมโอะ เริ่มสร้างสรรค์ผลงานของเขามาตั้งแต่เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว โดยนำกล่องกระดาษต่างๆ มาทำเป็นหน้ากากตัวละครฮีโร่ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ในตำนานระดับโลก หรือฮีโร่ของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น Neon Genesis Evangelion, Stormtrooper จาก Star Wars ,Iron Man หรือ ยอดมนุษย์ชื่อดังต่างๆ สัญชาติญี่ปุ่นเช่น กันดั้ม เป็นต้น

 

โดยผลงานล่าสุดของโทโมโอะ คือ หน้ากากที่ถูกสร้างขึ้นในลักษณะคล้ายหมวกกันน็อค  รูปทรงของหุ่นยนต์  กันดั้ม RX-93 จากอนิเมะชื่อดังของญีปุ่นเรื่อง  ‘Mobile Suit Gundam’

 

 

สำหรับวิธีการสร้างสรรค์ผลงานของเขานั้น จะเริ่มด้วยการสร้างแบบจำลองแต่ละแบบด้วยระบบดิจิทัล ก่อนที่จะพิมพ์รูปแบบคัดลอกลงบนกระดาษแข็งและตัดด้วยเครื่องตัดเลเซอร์แบบพิเศษ โดยหน้ากากแต่ละชิ้นจะต้องใช้ความละเอียดลออในการประกอบเป็นอย่างมาก เพราะจะต้องใช้ชิ้นส่วนหลายชิ้นเพื่อให้มีความสวยงามและสมบูรณ์ที่สุด เช่น  หน้ากากกันดั้มล่าสุด ที่ทำจากชิ้นส่วนกระดาษแข็งกว่า 200 ชิ้น กระบวนการทำทุกอย่างเป็นไปอย่างพิถีพิถัน ซึ่งโทโมโอะ เองก็จะโพสต์รายละเอียดเป็นเอกสารคู่มือการทำลงบนบัญชีทวิตเตอร์ของเขาด้วย  ซึ่งทำให้คนที่ติดตามทวิตเตอร์ของเขาสามารถที่จะดาวน์โหลดวิธีการอย่างละเอียด และกลับไปทำด้วยตัวเองที่บ้านได้ด้วย นับเป็นการแบ่งปันความสุขที่ตัวเขาเองก็บอกว่ามันยิ่งใหญ่กว่าการเก็บความรู้ไว้ใช้คนเดียว และดีใจที่หลายคนจะได้นำวิธีการของเขาไปใช้ยามว่างในการสร้างสรรค์งานศิลปะจากกล่องกระดาษที่เหลือใช้ได้อีกด้วย


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 20, 2020

หนุ่มสาวชาวศรีลังกายกเลิกงานฉลองแต่งงานเป็นการแจกของให้กับคนจนในระหว่างถูกล็อกดาวน์ระหว่างการระบาดของโรคโควิด 19 แทน จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้หนุ่มสาวคู่อื่นทำตาม ชี้รอยยิ้มของผู้รับเป็นของขวัญวันแต่งงานที่มีค่าทำให้มีความสุขจนไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้

 

ท่ามกลางความยากลำบากในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ในทุกประเทศทั่วโลก ทำให้ชีวิตที่เคยปกติของผู้คนต้องเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงชีวิตของหนุ่มสาวชาวศรีลังกาที่กำลังจะจัดงานแต่งงานในช่วงเวลานี้ด้วยเช่นกัน ทำให้เป็นอุปสรรคที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถจัดงานแต่งงานที่ใหญ่โตขึ้นได้ แต่แทนที่จะเลือกจะล้มเลิกพิธีทั้งสองกลับเปลี่ยนแปลงการฉลองในระหว่างญาติพี่น้องเพื่อนฝูง เป็นการใช้เงินที่เตรียมในการซื้อของแจกจ่ายให้กับผู้คนยากจน และกำลังลำบากระหว่างที่ต้องกักกันตัวเองอยู่ในบ้าน จนไม่สามารถออกไปอาหาร หรือสิ่งจำเป็นได้อย่างเพียงพอ

 

 

ดาชานา คุมารา วิเจนารายา และ วานี รางายา เป็นสองหนุ่มสาวชาวศรีลังกาที่เลือกจะแบ่งปันความสุขในวันสำคัญของพวกเขาหลังจากที่ใช้เวลาวางแผนเพื่อจัดงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่มากว่า 1 เดือนต้องหยุดชะงักลงเพราะการระบาดของโรคโควิด 19 ที่แพร่ระบาดไปยังเกาะศรีลังกาด้วย

 

ดาชานา เล่าว่า ทั้งสองได้เตรียมการแต่งงานทั้งหมดไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า แหวนแต่งงาน เค้ก และการจองห้องจัดเลี้ยง และจะเชิญแขกเข้าร่วมงานจำนวน 250 คน แต่เมื่อเกิดการระบาดและรัฐบาลขอให้ทุกคนช่วยกันระงับการจัดงานรวมตัวเพื่อป้องกันการระบาดของโรค ทำให้ต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับงานแต่งงานและทุกอย่างที่เตรียมไว้แล้ว แม้ว่าจะมีเพื่อนๆ บอกให้เลื่อนงานแต่งงานออกไป แต่เขาเห็นว่าสิ่งที่ได้เตรียมไว้แล้วน่าจะมีประโยชน์กว่าหากสามารถเปลี่ยนจากเงินทองที่ต้องใช้ในงานจัดเลี้ยงเป็นการแบ่งปันให้กับผู้คนที่ยากจนแทน

 

 

ดาราชานา เป็นเจ้าของร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ขณะที่คู่หมั้นของเขา เป็นผู้ช่วยห้องปฏิบัติการในโรงเรียนของรัฐ ตัดสินใจที่จะยังคงวันแต่งงานของพวกเขาไว้ โดยจัดพิธีจดทะเบียนสมรส ทำพิธีตามประเพณีของศรีลังกากับครอบครัวเพียงไม่กี่คน และมีการเลี้ยงฉลองเล็กๆ เท่านั้น ก่อนที่ทั้งคู่จะสวมหน้ากากอนามัย และนำสิ่งของจำเป็นจำพวก อาหารสำเร็จรูป ของใช้ส่วนตัว รวมทั้งของเล่นสำหรับเด็ก จนถึงน้ำยาฆ่าเชื้อ หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ออกไปแจกจ่ายตามบ้านเรือของผู้ยากไร้ในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเป็นละแวกที่มีผู้คนยากจนอาศัยอยู่ บ้านบางหลังใช้เพียงแผ่นไม้เล็กๆ เลอะเทอะด้วยโคลน ใช้เป็นที่หลับนอนเท่านั้น  บางบ้านมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อาศัยกับแม่เพียงลำพัง เมื่อทั้งคู่นำสิ่งของไปมอบให้ทำให้ทุกคนดีใจมาก และต่างอวยพรให้ทั้งคู่มีความสุขกับชีวิตแต่งงานตลอดไป

 

 

เมื่อข่าวแพร่สะพัดออกไป ร้านของดาราชานา กลายเป็นจุดสนใจ มีผู้คนมากมายมาเยี่ยมชมและช่วยซื้อสินค้าจากร้านของเขา เพราะชื่นชมในความมีน้ำใจของทั้งคู่

 

“เรารู้สึกมีความสุข และดีใจมากที่ได้ทำสิ่งที่มีค่า แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งของเล็กน้อยแต่สำหรับพวกเขาแล้วมันสำคัญมาก รอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขาคือคำอวยพรที่เราไม่สามารถจะอธิบายได้ และเราก็รู้สึกว่างานแต่งงานของเราเป็นวันที่มีความสุขที่สุด”

 

ประเทศศรีลังกามีผู้ติดเชื้อคนแรกจากนักท่องเที่ยวชาวจีน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ กระทั่งต่อมามีการระบาดไปยังชาวศรีลังกามากขึ้นในเดือนมีนาคม จนรัฐบาลต้องประกาศล็อกดาวน์ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ ทำให้กิจกรรมต่างๆ ถูกหยุดลงโดยสิ้นเชิงรวมถึงงานแต่งงานของทั้งสอง กระทั่งสถานการณ์ดีขึ้นในช่วงปลายเดือนเมษายน ทำให้หลายอย่างคลี่คลาย แต่ข่าวความมีน้ำใจของสองหนุ่มสาวกลับยังไม่หายไป ทุกวันนี้ยังคงมีคนแวะไปเยี่ยมร้านของดาราชานาและภรรยาของเขาเพื่อชื่นชมและ ยังเผยแพร่ข่าวนี้ออกไป จนทำให้คู่บ่าวสาวอื่นๆ ทำตามเพิ่มอีกหลายคู่อีกด้ว


_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMay 19, 2020

ครูชาวเขมรวัย 64 ปี ลงทุนขับรถตระเวนไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อสอนนักเรียน หลังโรงเรียนถูกปิดจากปัญหาการระบาดของโควิด 19 ระบุ แม้รัฐบาลจะให้เด็กเรียนออนไลน์ แต่โรงเรียนในชนบททำไม่ได้ แม้จะเหนื่อยแต่ก็เป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องให้ความรู้เด็ก

 

ในระหว่างที่นักเรียนในประเทศไทยกำลังประสบปัญหาการเรียนในระบบออนไลน์ ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการของไทย จนกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะที่ แต่ในอีกมุมหนึ่งของประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา กลับมีวิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างออกไป แม้จะดูไม่ทันสมัยแต่ก็อาจจะเป็นหนทางหนึ่งที่หลายคนมองว่ามีประสิทธิภาพมากกว่าการให้นักเรียนนั่งเรียนจากจอโทรทัศน์

 

สำนักข่าวซินหัว ของจีนรายงานว่า ที่พื้นที่ชนบทแห่งหนึ่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชา มีคุณครูชื่อว่า เซ็น วันนา (Sen Vanna) ได้ใช้วิธีการขับรถมอเตอร์ไซค์คันเก่าๆ ของเขาออกไปจากบ้านในระยะทางกว่า 20 กิโลเมตรทุกวัน เพื่อไปสอนนักเรียนของเขาที่ยังไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต หรือไม่มีแม้กระทั่งโทรทัศน์ที่รับชมรายการต่างๆ โดยการเดินทางไปสอนนักเรียนของเซ็นครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เด็กๆ ต้องประสบปัญหาการเรียนเนื่องจากโรงเรียนต้องปิดลงจากผลกระทบของโรค COVID-19 .

 

เรียนออนไลน์มีปัญหา..ครูเขมรอาสาสอนถึงบ้าน

 

ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการ ของรัฐบาลกัมพูชาได้สนับสนุนให้นักเรียนศึกษาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หรือช่องทีวีที่จัดให้ เช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก แต่เนื่องจากนักเรียนของครูเซ็น วันนา ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกล ทำให้มีปัญหาในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและช่องทีวี ไม่สามารถเข้าถึงการจัดการของกระทรวงศึกษาธิการได้ ทำให้เขาและเพื่อนครูจากโรงเรียนเดียวกัน ได้ตัดสินใจที่จะออกเดินทางไปหานักเรียนด้วยตัวเอง และจัดการเรียนการสอนที่บ้านของเด็กๆ จากบทเรียนที่ได้เตรียมไว้แล้ว

 

“ในชุมชนนักเรียนไม่สามารถเรียนออนไลน์เพราะไม่มีสมาร์ทโฟนและบริการอินเทอร์เน็ตที่นี่แย่มากในขณะที่การเรียนรู้เกี่ยวกับช่องทีวีที่ให้นั้นเป็นไปไม่ได้เพราะไม่มีสัญญาณ” ครูเซ็น วันนา ซึ่งปัจจุบันอายุ 64 ปี และเขาเป็นครูชั้นประถมศึกษาปีที่สี่ กล่าวและเล่าต่อว่าเขาต้องขับมอเตอร์ไซค์ของเขาประมาณ 20 กม. ทุกวันทำงานไปมาระหว่างบ้านของเขากับบ้านของนักเรียน ซึ่งในตอนแรกอาจจะมีอุปสรรคอยู่บ้าน เช่นเรื่องสถานที่ เพราะบ้านของเด็กๆ มักจะมีสถานที่ไม่เพียงพอต่อการเรียน ต่อมาจึงมีการแก้ปัญหาเป็นการจัดกลุ่มเล็กๆ เพื่อให้เด็กเรียนร่วมกัน โดยจะสอนให้กับนักเรียนแต่ละกลุ่มครึ่งชั่วโมง โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปในแต่ละกลุ่ม และเขาก็สามารถที่จะสอบนักเรียนได้ประมาณ 4 กลุ่มใน 1 วัน

 

เรียนออนไลน์มีปัญหา..ครูเขมรอาสาสอนถึงบ้าน

 

ในการเรียนการสอน เด็กๆ ทุกคนจะต้องรักษาสุขอนามัยที่ดี เพื่อป้องกันการระบาดของโรคระบาด โดยนักเรียนทุกคนจะต้องสวมหน้ากากอนามัย และรักษาระยะห่างทางสังคมตามที่รัฐบาลกำหนด อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีการเดินทางไปสอนนักเรียน แต่ว่าเด็กบางคนก็อาจจะไม่ได้เข้ามาร่วมเรียนด้วยเพราะต้องช่วยพ่อแม่ทำนา เพราะในขณะนี้เป็นช่วงการทำนาของประเทศกัมพูชา

 

เรียนออนไลน์มีปัญหา..ครูเขมรอาสาสอนถึงบ้าน

 

ครูเซ็น วันนา บอกว่า การที่จะต้องเดินทางไกลทุกวันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนื่อย และน่าเบื่อหน่ายเหมือนกันเพราะต้องไปแต่ละหมู่บ้าน แต่นั่นคือภาระหน้าที่ของเขาในฐานะที่เป็นครูมานานกว่า 40 ปี ที่จะต้องให้ความรู้กับเด็ก และเขาก็รู้สึกสงสารเด็กนักเรียนที่จะไม่ได้เข้าห้องเรียนเป็นเวลานาน เนื่องจากปัญหา COVID-19

 

ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการของกัมพูชา ระบุว่าสำหรับนักเรียนในพื้นที่ชนบทที่ไม่สามารถเข้าชั้นเรียนออนไลน์หรือไม่มีทีวีพวกเขาสามารถรวมตัวกันเพื่อการศึกษา แต่ต้องไม่เกิน 10 คนและจะต้องรักษาสังคมและทำตามคำแนะนำด้านสุขภาพ จัดทำโดยหน่วยงานด้านสุขภาพท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด

 

ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขของกัมพูชาประกาศว่าประเทศกัมพูชามีผู้ติดเชื้อโควิด 19 ภายในประเทศจำนวน 122 ราย และได้รับการรักษาแล้ว ขณะนี้ไม่มีผู้ป่วยรายใหม่มานานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว


_Cover_2-1.jpg

kinyupen_adminMay 14, 2020

การระบาดของโรคโควิด 19 ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อมนุษย์เท่านั้น แต่ความขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคหลายอย่างยังส่งต่อสัตว์ต่างๆ ด้วย โดยเฉพาะกลุ่มสัตว์ที่อยู่ในสวนสัตว์ต่างๆ ทั่วโลก เนื่องจากเกือบทุกแห่งถูกปิดเพื่อป้องกันการระบาดของโรค

ล่าสุดที่สวนสัตว์ Calgary ในแคนาดา จำเป็นที่จะต้องส่งแพนด้ายักษ์สองตัวที่เคยได้รับจากประเทศจีนกลับไปยังประเทศจีนก่อนกำหนด เนื่องจากประสบปัญหาการขาดแคลนอาหารที่จะนำมาให้พวกมันกิน หลังจากเกิดการระบาดทำให้ระบบต่างๆ ในการจัดซื้อ จัดหาอาหารรวมไปถึงการขนส่งอาหารสำหรับแพนด้ามีปัญหาตามไปด้วย  แพนด้าทั้งสองตัวถูกส่งมายังสวนสัตว์แห่งภายใต้สัญญา 10 ปี และพวกมันได้มาอยู่ที่สวนสัตว์สวนสัตว์แห่งนี้ตั้งแต่ปี 2561 โดยที่ผ่านมาสวนสัตว์ต้องสั่งอาหารโดยเฉพาะไผ่จากประเทศจีนเพื่อเป็นอาหารให้กับแพนด้าทั้งสองตัว

 

 

แต่เนื่องจากเกิดการระบาดของโรค ทำให้เที่ยวบินต่างๆ ถูกระงับรวมถึงเที่ยวบินที่ขนส่งไผ่จากประเทศจีนด้วย ซึ่งทำให้ไผ่ที่เคยถูกส่งตามกำหนดล่าช้าออกไป จนขาดความสดใหม่ พวกมันจึงปฏิเสธที่จะกิน และอาจจะส่งกระทบต่อสุขภาพของทั้งสองตัว และหากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ในแคนาดายังคงไม่ดีขึ้น และคาดการณ์ว่าอาจจะมีการระบาดรอบใหม่ทำให้ทางสวนสัตว์จำเป็นที่จะต้องส่งแพนด้าทั้งสองกลับไปยังประเทศจีน เพราะต้องคำนึงถึงสุขภาพของมันเป็นอันดับแรก ตามสัญญาที่เคยได้ทำไว้กับประเทศจีน

 

ที่มาและรูปภาพจาก Calgary Zoo


_โควิด_Cover_1-2.jpg

kinyupen_adminMay 13, 2020

โควิด 19 ส่งผลให้ต้องหยุดผลิด “ซาซาเอะซัง” การ์ตูนซีรี่ย์ที่เก่าแก่กว่า 51 ปี และออกอากาศต่อเนื่องจนถูกบันทึกในกินเนสบุคส์ เรคคอร์ด ว่าเป็นการออกอากาศยาวนานที่สุดในโลก เพราะพนักงานเข้ามาผลิตต่อไปไม่ได้

 

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า สถานีโทรทัศน์ฟูจิ ของญี่ปุ่น ได้ออกประกาศระงับการออกอากาศตอนใหม่ๆ ของการ์ตูนเรื่อง “ซาซาเอะ ซัง” หรือ “คุณซาซาเอะ” ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม นี้เป็นต้นไป แต่จะนำตอนเก่าที่ฉายไปเมื่อ 2 ปีก่อนมาฉายแทน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้สถานีโทรทัศน์ฟูจิ ซึ่งเป็นผู้ผลิตไม่สามารถให้พนักงานเข้ามาทำงานในการผลิต และพากษ์เสียงตัวละครในการ์ตูนเรื่องเก่าแก่นี้ได้ จากการประกาศของความร่วมมือของรัฐบาลที่ให้ธุรกิจต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นให้พนักงานทำงานอยู่ที่บ้าน และไม่ควรออกจากบ้านหากไม่จำเป็น

 

ทั้งนี้สถานีประกาศว่าขณะนี้ยังไม่มีกำหนดอย่างชัดเจนว่าการ์ตูน “ซาซาเอะ ซัง” จะมีตอนใหม่ๆ ให้ออกอากาศได้เมื่อไหร่ แต่จะมีประกาศให้แฟนๆ ได้ทราบทันทีที่พนักงานสามารถกลับมาทำงานได้อีกครั้งหนึ่ง

 

 

การ์ตูนเรื่องไหน มีจำนวนตอนเยอะที่สุด?

หากคิดว่าเป็นเรื่อง One Piece ที่มีมากกว่า 920 ตอน หรือโคนัน ที่มากกว่า 800 ตอน หรือโดราเอมอนที่ตีพิมพ์ 1,344 ตอน คุณคิดผิดแล้ว

อนิเมะที่มีตอนยาวที่สุดในโลก และฉายยาวนานมากคือเรื่อง “ซาซาเอะ ซัง” ด้วยจำนวนมากกว่า 7,400 ตอน เพราะแต่ละตอนมีความยาวแค่ 6 นาที

 

 

สำหรับการ์ตูนอนิเมะ “ซาซาเอะ ซัง” นับเป็นการ์ตูนที่ออกอากาศในญี่ปุ่นยาวนานมากว่า 51 ปี โดยเริ่มออกอากาศครั้งแรกเมื่อปี 1969 และยังคงออกอากาศต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังได้รับการบันทึกใน Guinness World Records ด้วยว่าเป็นรายการอนิเมะทางทีวีที่ยาวที่สุดในโลกอีกด้วย

“ซาซาเอะ ซัง” มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวของหญิงสาวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่มีความสดใส และมีความเป็นอิสระ โดยสะท้อนแนวคิดของผู้หญิงที่มีแนวคิดสมัยใหม่หลังยุคสงครามโลกครั้งที่สอง และถือเป็นผู้หญิงที่มีหัวก้าวหน้า จากสังคมญี่ปุ่นที่มองว่าผู้ชายจะต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว และซาซาเอะกลับมีความคิดแตกต่างออกไป ทำให้เธอกลายเป็นผู้หญิงที่มีความโดดเด่นและสร้างความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ให้กับสังคมท้องถิ่นของตัวเอง โดยเนื้อหาของอนิเมะ ได้บอกเล่าเรื่องราวสนุกสนานที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของซาซาเอะ ทำให้อนิเมะเรื่องนี้ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง

 

 

“ซาซาเอะ ซัง” เป็นการ์ตูนที่เขียนภาพประกอบโดย โกะเซกาวา ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฟุกินิจิ ชิมบุน ในจังหวัดฮาเซกาวะ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 1946 และได้รับความนิยมจนกลายมาเป็นการ์ตูนอนิเมะของชาวญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากจะถูกบันทึกในกินเนสบุคส์ว่าเป็นอนิเมะที่ออกอากาศยาวนานที่สุดในโลกแล้ว การ์ตูนเรื่อง “ซาซาเอะซัง” ยังได้รับรางวัลต่างๆ อีกมากมาย รวมถึงยังถูกดัดแปลงเป็นละครวิทยุ และถูกนำไปแต่งเป็นเพลงต่างๆ อีกจำนวนมากด้วย


96429683_656104318300867_7325873103437824000_o.jpg

kinyupen_adminMay 13, 2020

หนุ่มสาวชาวเขาจีน ใช้เทคโนโลยีสร้างเพจขายสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น พร้อมโชว์ทิวทัศน์อันสวยงามของธรรมชาติบ้านเกิด จนมีผู้ติดตามมากกว่าหกหมื่นคนในเวลา 1 เดือน สร้างรายได้ให้ชุมชนโดยไม่ต้องไปหางานทำในเมืองใหญ่

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีกำลังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในยุคปัจจุบัน และมันกำลังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของทุกคนในโลกนี้จากยุคเก่าสู่ยุคใหม่แบบก้าวกระโดด เช่น เรื่องราวของหนุ่มสาวชาวจีนที่มณฑลหูหนาน ประเทศจีนกลุ่มนี้ เมื่อพวกเขาเลือกที่จะกลับมาทำธุรกิจในบ้านเกิดแทนการใช้ชีวิตการทำงานในเมืองใหญ่ โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเอง และที่สำคัญมันยังช่วยให้ชุมชนเล็กๆ มีรายได้ และมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นอีกด้วย

 

สำนักข่าวซินหัวของจีน รายงานเรื่องราวของชิ หลินเจี้ยว (Shi Linjiao) ในจังหวัดหูหนาน ที่ร่วมกับเพื่อนวัยเดียวกันอีก 2 คนคือ ชิ กัง (Shi Kang) และ ชิ จีเฉิน (Shi Zhichun) เปิดเพจถ่ายทอดสดขายสินค้าการเกษตรและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของท้องถิ่นในพื้นที่บ้านเกิดตั้งแต่ก่อนเริ่มช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันเพจบนแพลตฟอร์มการขายของเธอมีจำนวนผู้ติดตามเพิ่มขึ้นสูงถึง 64,000 คน ซึ่งถือเป็น “ความสำเร็จทางธุรกิจ” อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาเพียง 1 เดือนที่เริ่มเปิดขาย

 

ชิ เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัย และตัดสินใจที่จะเดินทางกลับบ้านเกิดในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา และได้ชักชวนเพื่อนหนุ่มสาวอีก 2 คน ร่วมเปิดเพจเพื่อแนะนำบ้านเกิดของตัวเอง พร้อมกับขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มขายสินค้าทางอินเตอร์เนตจนได้รับความนิยมขึ้นอย่างรวดเร็วแบบไม่น่าเชื่อ

 

 

ชิบอกว่า สิ่งสำคัญส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะหมู่บ้าน Juhado-dong ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ เป็นพื้นที่ที่รัฐบาลจีนระบุว่าเป็นที่ต้องดูและเรื่องความยากจนเป็นพิเศษ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยังคงทำแต่การเกษตรและยังไม่สามารถมีคุณภาพด้านการเงินที่ดีนัก  และชิเอง ก็เลือกที่จะใช้วิธีการเผยแพร่ข้อมูล หรือคลิปการขายของด้วย การแต่งกายชุดพื้นเมืองชาวเขาที่แต่งกายเป็นปกติของคนในหมู่บ้าน รวมทั้งยังถ่ายทอดความเป็นอยู่และชีวิตประจำวันของของผู้คน ชาวบ้านในท้องถิ่น สภาพอากาศและสถานการณ์ในแต่ละวัน อาหารท้องถิ่นของหมู่บ้าน ทิวทัศน์ธรรมชาติอันสวยงาม และยังให้ข้อมูลผู้ชมเกี่ยวกับวัฒนธรรมและชีวิตของชุมชนแห่งนี้อีกด้วย

 

 

แม้ปัจจุบันยอดขายของทั้งสามจะมีคนสนใจมาก แต่ก็มีข้อจำกัดหลายอย่างถูกจำกัด เช่น การขนส่งที่ยากลำบาก สินค้าไม่พอต่อการการสั่งซื้อ แต่พวกเขามีความมั่นใจว่าธุรกิจของพวกเขาจะมีอนาคตที่สดใส และสามารถใช้ชีวิตในบ้านเกิดได้อย่างมีความสุขโดยไม่ต้องพึ่งพาเมืองใหญ่ พร้อมยังแสดงความคิดเห็นเช่นเดียวกันว่า “ยิ่งคุณทำงานหนักและเรียนรู้มากเท่าไหร่คุณก็จะประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน”


32-ปี_Cover_3.jpg

kinyupen_adminMay 8, 2020

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ท่ามกลางความยากลำบากระหว่างที่สหรัฐอเมริกากำลังต้องต่อสู้กับการแก้ปัญหาโรคระบาดโควิด 19 ในขณะนี้ ก็มักจะพบเรื่องราวน่าประทับใจเกิดขึ้นให้มีรอยยิ้มได้บ้างเหมือนกัน เช่นเดียวกับข่าวนี้ เมื่อชายคนหนึ่งในรัฐไอโอวา ได้รับโปสการ์ด ที่น้องสาวของเขาที่อยู่ต่างเมืองส่งมาให้เพื่อ 32 ปีก่อน แต่มันไม่เคยถูกส่งมาถึงเขา กระทั่งเกิดโรคระบาดจากโคโรนาไวรัส ทำให้ที่ทำการไปรษณีย์ต้องทำความสะอาดครั้งใหญ่ จนกระทั่งพบว่าโปสการ์ดใบดังกล่าวยังตกค้างอยู่ มันจึงถูกส่งมาถึงตัวเจ้าของอีกครั้ง

 

พอล วิลลิส ชายอเมริกันวัย 76 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของไปรษณียบัตรตกค้างใบนี้เล่าว่า โดยปกติแล้วเขาจะไปตรวจสอบจดหมายในตู้ไปรษณีย์หน้าบ้านทุกวันซึ่งเหตุการณ์ก็ดำเนินไปตามปกติ จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเปิดตู้ไปรษณีย์ เขากลับพบโปสการ์ดที่มีลักษณะเก่าที่ลงชื่อถึงเขา แต่เมื่อตรวจสอบดูก็พบว่า มันเป็นโปสการ์ดที่ถูกส่งมาเมื่อ 32 ปีที่แล้ว จากแอนด์ โลเวลล์ น้องสาวของเขาที่ปัจจุบันอายุ 65 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย โดยเนื้อในบทความเขียนว่า “รูปภาพหนึ่งภาพมีความหมายมากกว่าคำพูด 1000 คำ” ส่วนด้านหลังเป็นรูปภาพของแอนด์ในขณะนั้น

 

 

พอลบอกว่า มันเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมาก และเป็นเรื่องประทับใจที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ต้องกักตัวอยู่บ้านในช่วงการระบาดของโรคโควิด และถือเป็นเรื่องสนุกที่ทำให้ผ่อนคลายความเครียดไปได้

 

ในโปสการ์ด ใบดังกล่าว มีตราประทับของไปรษณีย์เมืองซานฟรานซิสโก ระบุว่า มันถูกส่งเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 1987 และปรากฏตราประทับใหม่ หลังจากที่มันถูกค้นพบจากเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ท้องถิ่น ลงวันที่ 29 เมษายน 2020 ที่ผ่านมา

 

 

ด้านแอนด์ น้องสาวผู้ส่งโปสการ์ดถึงพี่ชายเมื่อ 32 ปีที่แล้วบอกว่า เธอไม่เคยถามพี่ชายเลยว่าได้รับโปสการ์ดใบนั้นหรือไม่ และมันเป็นโปสการ์ดที่เธอทำเอง และส่งให้พี่ชายตามปกติและไม่เคยคิดถึงมันอีกเลย ทั้งสองคนต่างคิดว่ามันได้ผ่านไปนานแล้วและไม่น่าจะมีสิ่งใดผิดปกติจากการส่งโปสการ์ดในครั้งนั้น

 

เมื่อได้รับโปสการ์ดที่ค้างอยู่ถึง 32 ปี ทั้งคู่ได้โทรศัพท์คุยกัน และพอล ก็โทรศัพท์ไปสอบถามที่ไปรษณีย์ถึงความเป็นมาของมัน ก็ได้รับคำตอบว่าโปสการ์ดใบนี้ถูกค้นพบระหว่างที่ที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งได้รับคำสั่งให้เก็บทำความสะอาดอย่างละเอียดเนื่องจากปัญหา Covid-19 กระทั่งค้นพบและนำมันส่งต่อถึงผู้รับในเวลาต่อมา

 

พอลยังบอกด้วยว่า ไม่เพียงแต่โปสการ์ดเก่าเท่านั้น แต่เขายังค้นพบกระเป๋าเงินที่ทำหายไว้ในทุ่งหญ้าใกล้บ้านตั้งแต่ปี 2005 อีกด้วย

 

“บางทีโควิด 19 ก็เหมือนช่วงเวลาพิเศษที่ทำให้เราได้กลับมาเจอกับอดีตอีกครั้ง หรือจะเรียกว่า ‘Twilight Zone’ ก็ได้” เขากล่าว