-งบน้อย_Cover_1-1.jpg

kinyupen_adminMay 7, 2020

แม้ด้วยเทคโนโลยีของสมาร์ทโฟนจะทำให้การถ่ายภาพเป็นเรื่องง่ายสำหรับใครหลายคน แต่การถ่ายให้สวยนั้นก็อาจยังเป็นเรื่องยากอยู่ดี  กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำ “3 เทคนิคง่ายๆ ในการถ่ายภาพอาหารให้ดูดีขึ้นในงบ 0 บาทด้วยโทรศัพท์มือถือ” โดยเพจ Kaan Photographer มาฝากกัน

 

1. เลือกแสง

เอาแสงธรรมชาติไว้ก่อนนะครับ จากรูปตัวอย่างนี้จะเห็นว่ารูปที่ถ่ายด้วยแสงธรรมชาติจะให้สีสันสดใส สมจริงของตัวอาหาร ส่วนรูปที่ถ่ายด้วยแสง warm light ของห้องจะมีสีเพี้ยน ถ้าเป็นไปได้ใช้แสงธรรมชาติครับ

2. เลือกมุม

วิเคราะห์อาหารของเราว่า มันเป็นรูปทรงไหน ถ้าเป็นอาหารแบนๆอย่างพิซซ่าหรือแกงต่างๆ มุม top จะสื่อสารออกมาได้ดีที่สุด

มุม 45 องศาคือมุมมาตรฐาน สามารถใช้ได้กับอาหารทุกรูปทรง
มุมต่ำกว่า 45 เหมาะกับอาหารที่ทรงสูงเช่นเบอร์เกอร์ เป็นต้นครับ

 

3. เลือกระยะ

แม้ช่วงนี้เราต้องห่างๆกัน แต่การถ่ายอาหารเข้าใกล้ๆได้นะครับ ฮ่าๆ กล้องของมือถือในยุคนี้สามารถเข้าไปถ่าย close up ได้ใกล้มาก เราก็เอาข้อได้เปรียบนี้ไปใช้ในการถ่ายอาหารได้

หันด้านที่เราอยากจะโชว์ แล้วเข้าไปถ่ายใกล้ๆ อื้มมมม อาโหร่ย

3 เทคนิคง่ายๆในการถ่ายภาพอาหารให้ดูดีขึ้นในงบ 0…

โพสต์โดย Kaan Photographer เมื่อ วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2020


_netflix_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 26, 2020

ช่วงโรงหนังปิด ต้องกักตัวอยู่บ้านช่างเงียบเหงาเหลือเกิน ใครกำลังมองหาหนังดีๆ ดูที่บ้าน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีลิสต์ 18 หนังดี หนังดัง มาแนะนำ

 

 

  1. ‘The Irishman’ (2019)เรื่องราวของนักฆ่านามว่า “แฟรงค์ ชีแรน” (โรเบิร์ต เดอ นิโร) ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุฆาตกรรมของผู้นำสหภาพแรงงานชาวอเมริกัน “จิมมี่ ฮอฟฟา” จากฝีมือกำกับของมาร์ติน สกอร์เซซี
  2. ‘Marriage Story’ (2019)เรื่องราวของความรักที่งดงามในช่วงเวลาที่แตกสลาย เล่าถึงการแต่งงานที่เดินทางไปสู่การหย่าร้าง ระหว่าง ชาร์ลี ผู้กำกับละครเวที และ นิโคล นักแสดงสาวซึ่งพวกเขามีลูกชาย 1 คน
  3. ‘The Ballad of Buster Scruggs’ (2018)เรื่องเล่าที่ไม่ได้ปะติดปะต่อกันในแต่ละเหตุการณ์สะท้อนถึงสังคมในยุคศตวรรษที่19 ทั้งคาวบอย อินเดียนแดง การดวลปืน และแสวงโชค
  4. ‘American Factory’ (2019)สารคดีรางวัลออสการ์ เมื่อมหาเศรษฐีชาวจีนเข้าไปเปิดโรงงานใหม่ในโรงงาน General Motors ซึ่งถูกทิ้งร้าง และว่าจ้างคนงานชาวอเมริกันสองพันคนเข้าทำงาน แต่ความตื่นเต้นและความหวังในตอนต้นต้องพบกับปัญหา เมื่อความไฮเทคของจีนปะทะกับชนชั้นแรงงานของอเมริกา
  5. ‘Goodfellas’ (1990)เรื่องของเด็กผู้ชายผู้ใฝ่ฝันไว้แต่เด็กว่าจะเป็นมาเฟียและเริ่มเข้าวงการโดยรับทำงานเล็กๆ น้อยให้กับแก๊งจนวันหนึ่งเข้าตามาเฟียท้องถิ่นนำมาเก็บเป็นเด็กในสังกัดจากนั้นก็มีมาเฟียรอบจัดมาเป็นพี่เลี้ยงให้เข้าสู่โลกแห่งอาชญากรรม
  6. ‘Monty Python and the Holy Grail’ (1975)หนังตลกแนวเสียดสีการเมืองการปกครอง ผ่านการบอกเล่าถึงอุปสรรคต่าง ๆ ที่กษัตริย์อาเธอร์กับอัศวินโต๊ะกลมเผชิญระหว่างตามหาถ้วยศักดิ์สิทธิ์

 

 

  1. ‘Roma (2018)’ฉายภาพของครอบครัวชาวเม็กซิกันชนชั้นกลางผิวขาวในช่วงปี 1970-1971 ที่อาศัยอยู่ในย่านโรม่า สะท้อนความสัมพันธ์ของ ชนชั้นที่แทรกซึมอยู่ในความเป็นครอบครัว และ การดำเนินชีวิตที่ต้องดิ้นรนพบเจอ

 

  1. ‘Private Life’ (2018)เรื่องเล่าของชีวิตคู่ในวัย 40+ ที่เป้าหมายสำคัญคือ ‘การมีลูก’ จึงทำทุกวิถีทางเพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมาย เพราะต่างคิดว่า นั่นคือจุดสูงสุดของชีวิตคู่ ก่อนจะพบและเข้าใจว่าการประคองความสัมพันธ์ด้วยความรัก ความเข้าใจ และความใส่ใจคือสิ่งสำคัญของชีวิตคู่ที่แท้จริง

 

  1. ‘My Happy Family’ (2017)หนังชีวิตจากประเทศจอร์เจีย ที่สะท้อนเรื่องราวของหญิงวัย 52 ที่ต้องการแยกตัวออกจากครอบครัวใหญ่อันประกอบด้วยพ่อ แม่ สามี และลูกชายกับลูกสาว ไปอยู่คนเดียว

 

  1. ‘Silver Linings Playbook’ (2012)เรื่องเล่าที่สื่อว่าชีวิตมักไม่เป็นไปตามแผนของชายผู้สูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งบ้าน, งาน และภรรยา ภายหลังใช้เวลาแปดเดือนในโรงพยาบาลจิตเวชและกลับมาอาศัยอยู่กับแม่ และพ่อ เพื่อจะเริ่มชีวิตใหม่คืนดีกับภรรยาหากทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อมีหญิงสาวลึกลับเข้ามาอาสาเป็นแม่สื่อ

 

  1. ‘Atlantics’ (2019)เรื่องราวที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำของสังคมมุสลิมในแอฟริกา ผ่านโศกนาฏกรรมของคู่รักที่ถูกพลัดพรากให้ไกลกันไม่เพียงคนละทวีป แต่ยังห่างกันคนละฟากฝั่งของชีวิตกับความตาย
  1. ‘Justin Timberlake + the Tennessee Kids’ (2016) คอนเสิร์ตเรื่องราวในค่ำคืนสุดท้ายของการทัวร์คอนเสิร์ตระดับโลกซึ่งเผยส่วนผสมที่ทำให้โชว์สนุกอลังการ ทั้งนักดนตรีขั้นเทพ และแดนเซอร์มืออาชีพ

 

 

  1. ‘13TH’ (2016) สารคดีเรื่องนี้มีที่มาจาก Thirteen Amendment หรือ บทแก้ไขที่ 13 ซึ่งคือการเลิกทาส สารคดีเรื่องนี้ต้องการบอกว่าคนผิวสีในปัจจุบันได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ถูกปฏิบัติเยี่ยงทาสจากข้อยกเว้น “นอกเสียจากลงโทษจากอาชญากรรม” อย่างไรบ้าง

 

  1. ‘Rosemary’s Baby’ (1968)เรื่องของลัทธิบูชาซาตานที่เล่าผ่านคู่สามีภรรยา โดยภรรยาตกเป็นเป้าหมายของลัทธิที่จะให้ตั้งท้องลูกของซาตานและบรรดาเพื่อนฝูงรอบตัวของเธอต่างเป็นสมุนของลัทธินี้ แม้แต่สามียังขายวิญญาณเพื่อแลกกับชื่อเสียงทางในการแสดง

 

  1. ‘Mudbound’ (2017)หนังอเมริกัน คลาสสิค ที่เล่าเรื่องสองครอบครัวต่างสีผิวจากมิสซิสซิปปีที่ต้องเผชิญความโหดร้ายของอคติ การทำไร่ และมิตรภาพภายใต้สังคมที่แบ่งแยกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

 

  1. ‘Mystic River’ (2003)หนังแนวอาชญากรรม สืบสวน เรื่องของเพื่อน 3 คนที่โศกนาฏกรรมในวัยเด็กที่เกิดขึ้นกับคนหนึ่งในนั้นเป็นผลพวงอันทำให้ความสัมพันธ์ของคนทั้ง 3 คนต้องเปลี่ยนไป เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีต่างคนต่างมีครอบครัว แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นส่งผลให้เพื่อนทั้ง 3 คนต้องกลับมาพบกันอีกครั้งโดยมีปมในอดีตฝังอยู่ลึกๆ ..

 

  1. ‘Okja’ (2017)หนังแนวเสียดสี ประชดสังคมโลกนำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์ของเด็กหญิง หลานสาวของเกษตรกรท้องถิ่นในเกาหลี กับการตามช่วยเหลือซูเปอร์หมู Okja ซึ่งเป็นหมูพิเศษจากโครงการของ บ. Mirando

 

  1. ‘Inception’ (2010)ภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงการนำจิตใต้สำนึกมาใช้ประโยชน์ผ่านแนวคิดการโจรกรรมและปลูกฝังผ่านความฝันด้วยเทคโนโลยี

GothicStyle_Stoker_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 18, 2020

เราจะคิดถึงอะไรมากกว่ากัน ถ้าใครสักคนชวนให้นึกถึงฉาก นอร์แมน เบสต์ ยืนอยู่หน้าบ้านเก่าบนเนินเขาใน Psycho กับที่อยู่อาศัยของ “เอ็ดเวิร์ด” มือกรรไกรในหนัง Edward Scissorhands หรือใครจะจำอะไรได้มากกว่ากัน ถ้ามีคนอ้างถึงหนังอย่าง Sweeney Todd กับ A Tale of Two Sisters

 

เคยมีการสำรวจเล่นๆ จากมหาวิทยาลัยในโตรอนโตว่า กลุ่มหนัง หรือ ตระกูลหนังที่มีคนดู “จดจำ” อย่าง “ไม่ตั้งใจ” ได้มากที่สุด ก็คือ ภาพยนตร์ในตระกูล (genre) ที่เป็นพวก Film Noir หรือ dark movie ซึ่งอาศัยหรือพึ่งพาฉากหลังของ Gothic style มากที่สุด ฉะนั้นเวลาคุณเห็นตัวละครที่มีทรงผม (หรือเส้นผม) ที่โด่เด่ ชี้ไปมา หรือ ทรงผมที่ไปไม่ได้กับหน้าตาตัวละครนั้น ก็คงเข้าใจได้ว่า

 

มันเป็นภาพประหลาด เพราะความประหลาดนั้น หรือความไม่เข้าพวก ทำให้เกิดการสะดุดและจดจำได้มากที่สุด

 

นี่เป็นเหตุผลว่า ใครต่อใครที่ไม่เคยจะชอบหนังของ ทิม เบอร์ตัน กลับจะจดจำหนังและตัวละครของเขาได้ทันทีเมื่อมีการพูดถึง หรือมักจะมีฉากหลังในหนังกลุ่มนี้ ที่ถูกยกให้เป็นฉากที่คนดูจำได้มากกว่าฉากหวานๆ ในหนังรักโรแมนติคจากโรงงานฮอลลีวู้ด การที่โลเคชั่นหรือเครื่องแต่งกาย หรือรวมไปถึงการเมคอัพคาแรคเตอร์

ให้ไปด้วยกันได้กับแนวทางหนังแบบนี้นั้น มันถูกสำรวจออกมาแล้วว่า คนดูยังคงต้องการอะไรที่เป็นสไตล์โกธิคอยู่ในใจ

 

เรย์ คาร์นีย์ ศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์ของมหาวิทยาลัยบอสตัน เคยบอกว่า เพราะโกธิคมีความดาร์คที่เกินปรกติ และมันตอบสนองส่วนลึกของจิตใจมนุษย์ที่อยากเห็นอะไร “นอกลู่นอกทาง” ไปจากปรกติ อย่างน้อยก็พาพวกเขาออกพ้นไปจากเรื่องแบบแผนนิยม (พวก happy ending ที่เจ้าชายแต่งงานกับเจ้าหญิง) เมื่อพูดถึงสไตล์โกธิคนี้ ถ้าเราสำรวจย้อนหลังในช่วง 10 ปีมานี้

มันคือสิ่งที่เร้นซ่อนอยู่ในหนังยุคใหม่มากมายหลายเรื่อง

มันไม่เคยหายไปไหน ยาวนาน แถมยังปะปนและผสมผสานในหนังหลายตระกูล

 

 

หนึ่งในหนังที่ใช้สไตล์ของโกธิคได้ดี และผมเพิ่งได้ดู แถมยังถือว่าเป็นหนังที่เล่าเรื่องด้วยภาพอย่างแท้จริงก็คือ Stoker ของผู้กำกับอารมณ์ซาดิสต์อย่าง ปาร์ค ซัน-วูค ซึ่งเคยแจ้งเกิดในบ้านเรากับหนังอย่าง Old Boy เขามีแนวทางที่คล้ายๆ กับอั้ง ลี่ เมื่อได้เดินทางไกลในเส้นทาง และเข้าไปทำงานกับสตูดิโอในฮอลลีวู้ดกับหนังเรื่องนี้

 

โดยส่วนตัวผมคิดว่าคนที่ชอบหนังแนวนี้ น่าจะมีแค่บางส่วนเท่านั้น เพราะพล็อตเรื่องจะไม่สนใจการขึ้นตรงกับเวลา หรือการเล่าเรื่องจะไม่เอาใจแมสฯ แบบฮอลลีวู้ด

 

เนื้อหาของหนังก็กำกวมไปด้วยพฤติกรรมของคาแรคเตอร์แปลกๆ สาวน้อยหน้าตาสะสวยที่ชื่อ อินเดีย สโตคเกอร์ (มีอา วาสิคาวสกา) ต้องสูญเสียทั้งพ่อที่เธอรักและเพื่อนสนิทของเธออย่างริชาร์ด จากเรื่องพิศวงกับรถยนต์ในวันเกิดของเธอตอนอายุ 18 ปี ชีวิตอันเงียบสงบของเธอบนคฤหาสน์ของครอบครัวลึกลับ ค่อยๆ พังทลายในพริบตา และ อินเดีย แสดงออกถึงความรู้สึกที่ลึกลับอย่างไม่อาจเปิดเผยได้ ซึ่งมีเพียงพ่อของเธอเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้

 

ไม่นานนัก “อินเดีย” ได้พบกับพี่ชายของพ่อที่ขาดการติดต่อกันไปนาน ชาร์ลี (แมทธิว กู้ด) ที่มาร่วมงานศพอย่างไม่คาดฝัน เขาตัดสินใจพักอยู่กับเธอและแม่ของเธอที่มีอารมณ์แปรปรวน อีวี่ (นิโคล คิดแมน) ในช่วงแรก อินเดีย หวาดระแวงในตัวลุงผู้ลึกลับ แต่ดูมีเสน่ห์ชวนหลงใหล เขาเองก็หลงเสน่ห์เธอเข้าเช่นกัน เธอเริ่มรู้ตัวว่าต่างฝ่ายต่างมีใจให้กันอย่างไร

ตัวของ ชาร์ลี ค่อยๆ เผยตัวตนให้อินเดียเห็นทีละนิด จนเธอเริ่มหลงในตัวญาติของเธอมากขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มคิดว่าการมาถึงของเขาไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ จากคำโน้มน้าวของลุงเธอ ทำให้เธอหลงเชื่อในพรหมลิขิตที่ไม่ชอบมาพากลครั้งนี้

 

ผมคิดว่านี่เป็นหนังที่น่าวิเคราะห์ในเชิงจิตวิทยามากที่สุด เพราะมันการนำเอา element เกี่ยวกับซาวน์ทางธรรมชาติ มาใช้อย่างรอบจัดและรอบด้านมากที่สุด ตั้งแต่สีของดอกไม้, เสียงของสายลมและการเคลื่อนภาพเกี่ยวกับระยะของกล้อง (โดยมีความเย้ายวนของเพศ เข้ามายั่วคนดู) ฉากการมาสเตอร์เบชั่นของ อินเดีย ในห้องน้ำ

เชื่อมโยงไปกับสไตล์ลึกลับของโกธิคที่หนังใช้ตลอดเวลา

 

น่าสนใจว่าในหนัง Stoker นั้น เงื่อนไขหนึ่งที่หนังทำได้ดีก็คือ มันเป็นบรรยากาศและชีวิตที่ไม่ต้องการเรื่องของเวลาและสถานที่ว่า ต่อเนื่องกันอย่างไร หนำซ้ำ ตัวบรรยากาศของหนัง โนมเนื้อและการสัมผัส ยังถูกแนวทางของโกธิคทำให้เหมือนฝัน มีกลิ่นอายของอีโรติก มีการใช้ตัวละครที่เคลื่อนไหวเข้าออกผ่าน “เฟรมภาพ” ในเกมซ่อนหากับผู้ชม โดยใช้กล้องที่มีการเตรียมมาอย่างยาวนานซึ่งเป็นกล้องที่ทำมุมพิเศษ และออกแบบดนตรีที่มีความซับซ้อนเพื่อบรรยายถึงนักล่าจากผู้ถูกล่าในหมู่ตัวละคร

 

ถ้าเทียบกับงานของ ทิม เบอร์ตัน หรือหนังอย่าง A Tale of Two Sisiters แล้ว ความโกธิคของพวกนั้น ถูกใช้อย่างรวดเร็วเพื่อให้เกิดความลึกลับ กระเดียดไปทางน่ากลัว ต่างจากโกธิคของปาร์ค ที่เจตนาให้เกิดความเย้ายวน และมีความสวยงาม

 

ปาร์คทำหนังของตัวเองโดดเด่นขึ้นมา เพราะเขามีคู่หูอย่าง “ชุง” ซึ่งเป็นคนถ่ายภาพที่เก่ง ซึ่ง ชุง บอกนักข่าวว่า พอปรับบท คุยกันถึงรูปภาพ ภาพถ่าย หรือสิ่งที่ภาพยนตร์อิงภาพมาจากหนังเรื่องอื่น แต่การเลือกวิธีการถ่ายทำแต่ละฉากเป็นการเทียบรองลงมาถึงความเข้าใจอารมณ์ของตัวละครจากบทภาพยนตร์

 

ตั้งแต่เริ่มพิจารณาบทอย่างละเอียดแบบเดียวกับที่นักแสดงทำ ชุงทำหนังในส่วนของการสร้างภาพ ที่เขาบอกว่า มันเหมือนการสร้างบ้าน เพราะจะไม่เห็นรูปร่างของภาพยนตร์จนกว่าเวลาจะผ่านไปสักพัก รายละเอียดบนสตอรี่บอร์ดจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเดาง่ายขึ้นว่าภาพยนตร์จะออกมาแนวไหน”

 

หนังเรื่อง Stoker นั้น เนื้อของมันไม่ได้มีแค่เรื่องราวปัญหา แต่ยังมีการพัฒนาเรื่องราวที่สะท้อนจากการถ่ายภาพด้วย ภาพเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินไป ตัวละครต่างเผยธาตุแท้ออกมา ความสัมพันธ์ก็ดูซับซ้อน ความตื่นเต้นและท้าทายที่สุด การแสดงให้เห็นถึงการพัฒนา ไม่ว่าเอวี่หรือชาร์ลีจะรู้สึกอย่างไร กล้องต้องคอยจับภาพไว้

เล่นแสงให้แรงขึ้นและนุ่มลง

 

ในความเป็น neo-noir ของหนัง Stoker นั้น เคยมีการตั้งข้อสังเกตว่า มันมีอิทธิพลในการคิดคล้ายกับ Black Swan เมื่อหลายปีก่อน เพราะเล่นกับจินตนาการและซอกมุมของบ้านได้อย่างสนุกสนาน เรื่องราวส่วนใหญ่ในหนัง เกิดขึ้นในคฤหาสน์ของสโตคเกอร์ ปกติหนังจะสร้างฉากขึ้นเป็น “บ้าน” เพื่อจัดวางตำแหน่งกล้องและไฟ เพราะบ้านสโตคเกอร์คือสถานที่จริง

 

แต่หนังเอามุมบ้านมาเล่นกับนิสัยตัวละครได้มากขึ้น เหมือนนักแสดงบางคนที่กล้องจับภาพได้ต่างไปจากบางมุม คนดูก็ค่อยๆ เรียนรู้ว่าบ้านจะดูหม่นหมองหรือเปี่ยมไปด้วยความหวังได้ ขึ้นอยู่กับมุมที่จะมอง  มีอยู่ 2-3 ฉากที่ Stoker มีความแข็งแรงในการถ่ายหนังออกมาเป็นโกธิคมาก นั่นก็คือ การสร้างฉากเต้นรำโดยเน้นความละเอียดระหว่างกล้อง นักแสดง และบรรยากาศที่เป็นไปได้ (เพราะความคิดของปาร์ค ซัน-วูคด้านการผลิต เน้นเรื่องรายละเอียดมาก เขาสามารถสร้างตัวละครและเนื้อเรื่องผ่านด้านวิชวลและผลงานภาพได้ ผู้กำกับปาร์คเตรียมตัวเยอะมาก

 

 

ส่วนที่สองคือ ตอนที่ อินเดีย กับชาร์ลี เล่นเปียโนด้วยกัน จนอีโรติคและดูเป็นการเล้าโลมทางเพศมากกว่าเล่นดนตรี ฉากนั้นสไตล์ภาพที่ดูเหมือนฝัน ผสมอารมณ์ระทึกขวัญสั่นประสาท และส่วนที่สามที่ผมชอบคือ การทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง อินเดีย กับแม่ ที่ผิดปรกตินั้น สัมผัสได้ถึงการไร้ความผูกพันและกาลเวลา “อินเดีย” กับแม่ของเธอมีตัวตนอย่างไร้สถานที่และกาลเวลา มันมีความลึกลับอยู่ใกล้ชิดกับบริเวณบ้านพวกเขา ให้มีความรู้สึกแห่งความเป็นนิรันดร์อยู่ภายในบ้าน และ “ครอบครัว” คล้ายกับเป็นอีกโลกหนึ่ง

 

ผมได้บทสัมภาษณ์ของทีมงาน และพบว่าพวกเขาสามารถสร้างฉากตอนแบบโกธิคที่คมคายมาก พวกเขาออกแบบฉากและแปลงสภาพบ้าน ที่ดูโบราณเป็นคฤหาสน์สโตคเกอร์ใหม่ทั้งหลัง ไม่มีการมองข้ามรายละเอียดใดเลยแม้แต่เรื่องสีและสไตล์ รายละเอียดวอลเปเปอร์ ข้าวของบนโต๊ะของริชาร์ด และแม้แต่ชุดอาบน้ำในห้องน้ำ ฉากนั้น ริชาร์ด สโตคเกอร์

พาครอบครัวมาอยู่ที่บ้านหลังนี้เพื่อกั้นพวกเขาออกจากโลกภายนอก

 

การหาบ้านที่สวยงามเหมาะสมสำหรับนักออกแบบ และสมาชิกในตระกูลเศรษฐีเก่าอเมริกันชน คือ เรื่องที่ท้าทายเป็นพิเศษ มีการตกแต่งด้วยข้าวของน้อยชิ้น ที่สื่อถึงความร่ำรวยของครอบครัว องค์ประกอบแต่ละส่วนคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน มีข้อคิดแฝงอยู่ในทุกรายละเอียด เมื่อบวกกับถ้วยรางวัลแห่งการล่าที่ อินเดีย และพ่อของเธอได้รับร่วมกันส่วนใหญ่ คือ

“การล่านก” ที่ถูกแขวนอยู่ในบ้าน และช่วยเสริมคอนเซ็ปต์ของบ้านให้เดอเปรได้ในภาพ 3 มิติ

 

จากตรงนี้ หนังสื่อสารกับคนดูผ่านสไตล์ของโกธิคว่า “บ้าน” เหมือน “รังนก” ที่เปิดกว้าง ส่วนตัวละครเปรียบเหมือนนก “เอวี่” เหมือน “นกยูง” ตัวลุง “ชาร์ลี” กลายเป็นแม่ไก่ และ อินเดียคือ “ลูกไก่” พวกเขาไล่จับกันอยู่ในบ้านหลังนี้ เป็นการย้อนกลับไปหาไอเดียของการ “ไล่ล่า” นั่นหมายความว่า ทุกคาแรคเตอร์ต่างมีความลับ และมีลักษณะของการไล่ล่าและหนี

ซึ่งตรงกับอารมณ์ความรู้สึกของสไตล์โกธิคที่หนังใช้

 

ในทางจิตวิทยา นับจากหนังของเอ็ดเวิร์ดมือกรรไกร มาจนถึง dark night ไตรภาค และเลยมาจนถึงเรื่องนี้ นักวิจารณ์หลายคนของเมืองนอก คิดว่า ในช่วง 5 ปีนับจากนี้ “โกธิค สไตล์” จะกลายเป็นฉากหลังที่สำคัญในหนังหลายเรื่อง

 

เพราะแม้ว่า คำพูดเราจะใฝ่ฝันถึง vintage (ผ่านการซื้อข้าวของเครื่องใช้และการเที่ยว)

 

แต่ในใจของเราทุกคน มีซอกมุมและซอกหลืบของ “โกธิค”

 

จะลึกแค่ไหน คงแล้วแต่ “การขุด” …

 

หมายเหตุ :

  • โกธิค สไตล์ หรือ Gothic Style ลักษณะฉากที่มักแสดงภาพลักษณ์ออกมาในรูปแบบของความเศร้าโศก หดหู่ หมองหม่น เหมือนเรื่องราวฆาตกรรม ลึกลับ หรือพวกพ่อมดหมอผี

เกร็ดน่ารู้ คำว่า โกธิค แบ่งออกเป็น 3 ยุคใหญ่ๆ คือ

  1. Goths ราวๆศตวรรษที่2-3 เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดGoth เป็นชื่อเรียกชนเผ่าหนึ่งที่อยู่ตอนเหนือของยุโรป
  2. Classic Gothic คือGothic ยุคมืด (Dark Age)เกิดขึ้นศตวรรษที่ 12 – 16 ยุคนี้เริ่มต้นที่ฝรั่งเศส และแผ่ขยายไปทั่วยุโรป เป็นสมัยที่นักบวชเป็นใหญ่ นักบวชเริ่มแสดงอำนาจบาตรใหญ่ ออกกฎต่างๆ นานา กับประชาชนที่ถูกสงสัยว่าเป็นอริกับพระเจ้า เช่น นับถือนิกายอื่น มีความขัดแย้งกับนักบวช เป็นรักร่วมเพศ หรือแม้แต่นับถือเวทมนตร์ และมีบทลงโทษที่รุนแรง เช่น การจับเผาทั้งเป็น

Dark Age เป็นยุคของสงครามศาสนา ซึ่งเรื่องราวก็เริ่มที่เกี่ยวพันธ์กับ Dracula และเรื่องมืดมนๆ เกิดการต่อต้านศาสนาขึ้นมานิดๆ การเกิดนิกายใหม่ๆ นำไปสู่นิกายใหม่ๆ ของศาสนาคริสต์

  1. Neo Gothicเป็นช่วงศตวรรษที่18-19 Gothic ยุคนี้ แสดงถึงความเก็บกดของประชาชนที่มีต่อสังคมและศักดินาประชาชนเริ่มเป็นห่วงสวัสดิภาพของตนเองจนไม่กล้าออกจากบ้าน มีอาชญากรรมไปทั่วเมือง นำไปสู่ Anachy (การต่อต้าน)  และท้ายสุดนำไปสู่การปฎิวัติ (Revolutions) ยุคนี้มีเรื่องสำคัญๆ เช่น ฆาตกรโรคจิต Jack the Ripper นิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง Frankenstein การจับผู้ที่สงสัยว่าเป็นแม่มดเผาทั้งเป็นในอเมริกาก็เกิดในยุคนี้เช่นกันส่วน Gothic อื่นๆ จะมีอยู่ประปรายในสมัยหลังๆ เช่น สมัย ฮิตเลอร์ (ที่มาจาก : http://gothicth.blogspot.com/)

 

  • ฟิล์มนัวร์ (Film Noir) ชื่อเรียกประเภทของภาพยนตร์ประเภทหนึ่ง โดยที่คำว่า “Noir” เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า “ดำ” หากจะแปลกันตรง ๆ ตัว ฟิล์มนัวร์ จึงแปลว่า “ฟิล์มดำ” หรือ “ภาพยนตร์ดำ” หรือ “ภาพยนตร์มืด” ภาพยนตร์ที่จะจัดให้อยู่ในประเภทฟิล์มนัวร์นั้น จะเป็นภาพยนตร์ที่ใช้แสงและสีมืดทึบหรือขาวดำเป็นหลัก แสดงให้เห็นถึงด้านมืดในใจมนุษย์ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องราวที่เกิดในเรื่องก็ไม่ได้บ่งบอกว่าใครดีใครเลวกว่ากัน ทุกๆ คนมีปนกันไปทั้งดีและเลว เราจึงลองรวบรวม 9 ผลงานภาพยนตร์ฟิล์มนัวร์ (Film Noir) ที่พอจะทำให้เห็นภาพรวมของพลังด้านมืดในใจมนุษย์ผ่านโลกบนแผ่นฟิล์ม ที่มา boomerangshop.com/

 

มองผ่านหนัง by “เกี๊ยง” นันทขว้าง สิรสุนทร


last-letter_movie_cover-1.jpg

kinyupen_adminMarch 14, 2020

ผมเป็นคนไม่ขายหรือทิ้ง “โทรศัพท์มือถือ” ด้วยเหตุผลส่วนตัว หลายๆอย่าง…

 

นั่นหมายความว่า ตั้งแต่โนเกีย 3210 มา “แบล็คเบอรีย์” แล้วหยุดที่ไอโฟนตระกูลเดียว ผมจึงยังมีอยู่ครบทุกเครื่อง มือถือที่ถ่ายภาพได้ รูปต่างๆก็ยังคงนอนนิ่ง ในรุ่นนั้น และเก็บรวมกันใน “กล่องความหลัง”

ที่นานๆ ก็เอามาไล่ดูภาพ “วันเก่าก่อนอันอ่อนหวาน”

 

อันที่จริง ทุกคนมีวันเก่าก่อน กันทั้งนั้น นี่เป็นเหตุผลว่า เวลาเราได้ยินชื่อหนังที่มีคำว่า Letter หรือจดหมาย ก็มักจะอ่อนไหวทุกทีไป จดหมายหรือกระดาษเขียน เป็นตัวแทนด้านจิตใจ ที่มักพาคุณหรือใคร เดินทางกลับไปในอดีต

ไม่ว่าจะเป็นจดหมายเขียนไปขอรูปดาราสมัยเรียน,  จดหมายเขียนไปหาบรรณาธิการนิตยสาร หรือจดหมายทายคำถามชิงรางวัลตอนมัธยม

 

 

 

สำหรับ เคียวชิโร่ ใน Last Letter เป็นจดหมายรัก…

 

บางคนอาจเคยเป็นเด็กหนุ่มที่หลงทางกับความใคร่ แล้วบาดเจ็บกับความรัก แต่ เคียวชิโร่ เขาซื่อใสกับความรู้สึกที่มีกับ มิยากิ “พี่สาว” ของเพื่อนร่วมห้อง เพื่อนของเขาคือ ยูริ จึงแนะนำว่า ทำไมไม่เขียนจดหมายไปจีบ เขียนมาให้เธอ แล้วเธอกลับบ้าน ก็เอาไปให้พี่สาว…

เคียวชิโร่ ทำตามนั้น โดยไม่รู้เลยว่า จดหมายฉบับแล้วฉบับเล่า ไม่เคยไปถึง มิยากิ เพราะ ยูริ แกะอ่านเอง เนื่องเพราะ ยูริ เอง ก็แอบชอบ เคียวชิโร่ อยู่ในใจ การได้อ่านจดหมายรักของ เขา ในทางจิตใจ เธอจึงได้ดื่มด่ำ(savor) รสรักจากผู้ชาย อย่างไม่เป็นทางการ

 

“จดหมาย” จึงเป็นตัวละครหนึ่งในหนัง ที่สร้างความเข้าใจผิดหลายอย่าง ทั้งคนที่ได้อ่านและไม่ได้อ่าน ความเข้าใจผิดนั้น กินเวลายาวนานทีเดียว …และแม้ว่า “คนที่เกี่ยวข้อง” กับจดหมาย จะมีเติบโตไปมีชีวิตของตัวเอง

แต่เหมือนมีอะไรบางอย่าง “ติดค้าง” อยู่ในใจ

 

สำหรับ เคียวชิโร่ การ “ติดค้าง” ในใจ ทำให้เขา “ตกค้าง” อยู่ในอดีต ไม่สามารถก้าวไปมีชีวิตที่สดใส สิ่งที่เขาจึงเลือกทำก็คือ วันหนึ่ง เมื่อเจอ มิยากิ อีกครั้งในงานคืนสู่เหย้ามัธยม เขาจึงติดต่อ สื่อสารกับมิยากิ โดยไม่รู้ว่า เธอคนนั้นเป็น ยูริ (ที่หน้าตาคล้ายกัน)

 

ที่เล่ามาทั้งหมด เป็นแค่เวลา 15 นาทีในหนังสองชั่วโมง ถ้านับจดหมายที่เขียนหลายฉบับ คุณจึงเดาไม่ออกว่า พล็อทจะจบลงอย่างไร

ผู้กำกับ ชุนจิ อิวาอิ โด่งดังมากในบ้านเราเมื่อปี 1995 กับหนัง Love Letter และต่อมากับ All About Lily Chou Chou (เรื่องหลังคือแบบเบ้าของตัวละคร ที่เรียกว่า lost soul เป็นตัวละครที่ไม่สามารถหยุดอยู่กับที่ ต้องบินไปเรื่อยๆ อย่างบาดเจ็บ ลองไปดูบทของ เลสลี จาง ใน Days of Being Wild)

 

มีคนถามว่า ชุนจิ เป็นสไตล์ไหน ตอบได้ง่ายมากว่า เป็นสไตล์เดียวกับ เต๋อ นวพล ที่ไม่มากก็น้อย คนหลัง ก็น่าจะชื่นชอบคนแรก อยู่ในใจ …ทั้งสองคนทำหนังคล้ายๆกัน ไม่มีสถานการณ์ในหนังมากนัก ตัวละครพูดน้อย และก็ไม่ต้องชัดเจนมากในตอนจบ

เพราะประเทศที่ฉายหนังชัดเจนมาก ไม่ต้องคิดอะไรเลย… มักจะดราม่าได้ ตั้งแต่หน้ากาก ไปจนถึงลมพัดแรง

 

ผมชอบตอนที่ เคียวชิโร่ ใช้เวลากลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่า บ้านเก่า โต๊ะเรียนเก่า และเปิดอ่านจดหมายเก่า

ตำแหน่งของเขา ตกอยู่ในจุดอับ… เขาใส่เสื้อดำ คนอื่นๆใส่เสื้อขาว, เคียวชิโร่นั่ง คนอื่นๆ ยืน ที่ชัดมากก็คือ หนังจัดไฟแบบ low key เพื่อสะท้อน “จิตใจอับมืด” และชื้น…

 

อย่างที่เรียนว่า หนังเรื่องนี้ เลี่ยงการใช้สถานการณ์ ถ้าเป็นหนังไทย ฉากที่ เขาไปหาสามีเก่าของ มิยากิ จะต้องจบลงที่เขาต่อยผัวนาง …ชุนจิ สง่างามกว่า เขาไม่ทำอะไรไร้รสนิยมแบบนั้น

ผมไม่คิดว่า Last Letter เป็นหนังรักตรงๆ แม้จะใช้พล็อตทางนี้ นี่เป็นหนังที่ตัวละครไถ่ถอนตัวเอง จากความหลัง

ผู้กำกับหนัง ชุนจิ อิวาอิ ในวัยใกล้ 60 อาจจะมี something กับวารวัน

ยิ่งถ้าคิดว่า เคียวชิโร่ ใช้การเขียนหนังสือขาย ปลดเปลื้องตัวเขาจากความรัก

 

อาจเป็นไปได้ว่า ชุนจิ ก็ทำหนัง เพื่อ “ไม่ติดค้าง” กับใครอีก

 

หลังจากหัวใจ “ตกค้าง” ในปฏิทินเก่า …มานาน

 

มองผ่านหนัง by “เกี๊ยง” นันทขว้าง สิรสุนทร


_พระราชวัง_Cover_2.jpg

kinyupen_adminMarch 13, 2020

เพราะชีวิตคือการเรียนรู้ และการเปิดโลกกว้างก็เสมือนโรงเรียนที่มีวิชาต่างให้เรียนไม่รู้จบ กินอยู่เป็น 360 องศา จึงนำแนวทางท่องเที่ยวแบบใหม่มาเผื่อผู้อ่านทุกท่านจะใช้เป็นทางเลือกในอนาคต หรือในภาวะที่ไม่สามารถออกเดินทางด้วยข้อจำกัดของภัยธรรมชาติ โรคระบาด หรือข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ

 

ล่าสุดเมื่อต้นเดือนมีนาคมช่วงการระบาดของโควิด 19 ในจีน  เถาเป่า (Taobao) แอพพลิเคชั่นด้านช้อปปิ้ง ออนไลน์ของกลุ่มอาลีบาบา ได้เยียวยาความรู้สึกคนอยากเดินทาง โดยจัดท่องเที่ยว พระราชวังโปตาล ซึ่งเป็นพระราชวังของทิเบตอายุ1300 ปี อันเป็นต้นแบบสถาปัตยกรรมโบราณและที่เก็บรวบรวมวัตถุทางวัฒนธรรมกว่า 100,000 ชิ้น โดยมีมัคคุเทศก์จากสำนักการจัดการพระราชวังโปตาลาบอกเล่าประวัติศาสตร์ของสถานที่ พร้อมนำพาเยี่ยมชมเส้นทางเก่าแก่และอธิบายหัตถศิลป์ทางสถาปัตยกรรมและการคุ้มครองวัตถุทางวัฒนธรรมของพระราชวังโบราณ  รวมถึงผลงานจินตกวีนิพนธ์โบราณฉบับดิจิทัลและหลังคาทองคำอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นวัฒนธรรมด้วย

 

ขอบคุณภาพและข้อมูลจากสำนักข่าว Xinhua
ขอบคุณภาพจากสำนักข่าว Xinhua

 

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการพาเที่ยวทางออนไลน์ในระยะเวลา 1 ชั่วโมง และพบว่ามีผู้เข้าชมราว 920,000 คน ที่ถือว่าเกินครึ่งของจำนวนผู้มาเยือนทั้งหมดในหนึ่งปี

 

ดังนั้นจึงคาดว่าแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบใหม่นี้จะได้รับความนิยมมากขึ้น และอาจพัฒนาไปยิ่งกว่าหากผนึกร่วมกับเทคโนโลยีเสมือนจริง (Virtual Reality หรือ VR) ที่ปัจจุบันถูกใช้สร้างความบันเทิงด้านเกมส์ กับชมภาพยนตร์

 

การท่องเที่ยวออนไลน์ อาจเหมาะสำหรับผู้ไม่สามารถเดินทางไกล หรือสถานที่ท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรม สถานที่ปิดเพราะมีข้อจำกัดทางโครงสร้าง แต่การออกผจญภัยก็ยังคงมีเสน่ห์ และความเย้ายวน เนื่องจากเป็นการเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ และทำให้ได้สัมผัสมิติต่าง ๆ ดังคำของเนห์รูที่ว่า ไม่มีคำว่าสิ้นสุดสำหรับการผจญภัยถ้าเพียงเราเปิดตาค้นหาความงาม ด้วยโลกนี้เปี่ยมด้วยเสน่ห์และความงดงาม

 

ขอบคุณภาพและข้อมูลจากสำนักข่าว Xinhua


_Cover_1-.jpg

kinyupen_adminMarch 11, 2020

เพราะความงามเป็นเรื่องที่หยุดไม่ได้ แต่การดูแลความงามของผู้คน (โดยเฉพาะผู้หญิง) จากแต่ละมุมโลกก็มีความเชื่อและรูปแบบที่ต่างกัน โดยเฉพาะวิธีการรักษาความงามของชาวเอเชีย ล้วนเป็นวิธีที่น่าทึ่ง จะว่าแปลกก็ไม่เชิง เพราะหากพิจารณาในรายละเอียดลงไปแล้ววิธีการเหล่านี้กลับมีต้นตอมาจากแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์อยู่ด้วยเหมือนกัน และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ชาวตะวันตกเห็นว่าเป็นวิธีดูแลสุขภาพความงามของชาวเอเชียที่แสนจะแปลก แต่ก็มีหลายคนอยากลองทำอยู่บ้างเช่นกัน

 

7 วิธีรักษาความงามสุดแปลกของชาวเอเชียที่ฝรั่งยังทึ่ง
7 วิธีรักษาความงามสุดแปลกของชาวเอเชียที่ฝรั่งยังทึ่ง

 

  1. การทาขี้นกบนใบหน้า

 

การรักษาความงามด้วย “ขี้นก” (Bird Poop) สำหรับคนญี่ปุ่นแล้วไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในอดีตเกอิชาจะใช้ขี้นกเป็นเครื่องมือในการดูแลความงามของพวกเธอมาตั้งแต่โบราณ และวิธีการนี้ก็สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในสปาของชาวญี่ปุ่นทั่วโลก จริงๆ แล้ว ส่วนประกอบหลักของมันคือสิ่งที่เรียกว่า uguisu no fun (鶯の糞) หรือ “อุจจาระนกไนติงเกล” ซึ่งชาวญี่ปุ่นนำมาผสมในเครื่องสำอาง เพราะเชื่อว่ามันมีคุณสมบัติในการรักษาผิวและรักษาความชุ่มชื้นโดยลดการสูญเสียน้ำจากผิวหนังชั้นนอก นอกจากนี้มันยังช่วยให้เผิวขาวและรักษาสมดุลสีผิวรวมทั้งรักษาผิวที่ได้รับผลกระทบจากรอยดำเช่นในกรณีที่เกิดสิวหรือความเสียหายจากแสงแดดอีกด้วย

 

  1. อาบน้ำสปาเบียร์

 

ที่โรงเรียน Star World Hotel ในกรุงปักกิ่ง มีสปาหรูแห่งหนึ่งที่จะทำให้คุณสามารถนั่งแช่ในอ่างเบียร์ที่มีส่วนผสมต่างๆ เช่น ยีสต์มอลต์และฮ็อพเป็นเวลา 20 นาที ในอ่างจะเต็มไปด้วยฟองเบียร์นุ่มๆ เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าเบียร์มีค่า pH ที่ต่ำ ดังนั้น จึงสามารถช่วยบำรุงผิวให้เรียบเนียน กระชับรูขุมขน แถมยังมีวิตามินและสารอาหารต่างๆ จากยีสต์ ที่ช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม ซึ่งในสปาหรูแห่งนี้จะยังมีบริการนวดและขัดผิวให้หลังจากที่เสร็จจากแช่ถังเบียร์อีกด้วย

 

  1. นวดงู

 

ที่กรุงจาการ์ต้า มีสปาที่เปิดให้บริการนวดด้วยงู โดยเจ้าของสปาบอกว่าคุณสมบัติของการให้งูนวดให้นั้นจะช่วยลดความเครียด และบรรเทาความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อ ดังนั้นจึงคุ้มค่าต่อการจ่ายเงินเข้าไปนวดเลยทีเดียว แต่ที่จริงแล้ว ต้นกำเนิดของการนวดงูนั้นไม่ได้มีกำเนิดจากความคิดของชาวเอเชีย แต่เจ้าของสปางูในประเทศอินโดนีเซีย ได้รับคำแนะนำจากชาวอิสราเอลมาอีกทีหนึ่ง ดังนั้นถ้าคุณอยากผ่อนคลายความเครียด และมีความกล้าหาญก็สามารถโทรนัดเพื่อเข้าไปให้เหล่าบรรดางูตัวใหญ่ นวดบำบัดให้ได้เลย

 

  1. มีดนวด

 

ที่กรุงไทเป ไต้หวัน ก็มีสปาที่มีรูปแบบการให้บริการไม่เหมือนใครเช่นกัน เพราะที่นั่นมีการใช้มีดใหญ่น้อยมาเป็นเครื่องมือในการนวดผ่อนคลายให้คุณ หากมองเผินๆ อาจจะเข้าใจว่าเป็นการนำอุตสาหกรรมยุคสมัยใหม่มาใช้ดัดแปลงเรื่องสุขภาพ แต่จริงๆ แล้วมีข้อมูลว่าการบำบัดแบบนี้มีอายุมากกว่า 2,000 ปีมาแล้วในประเทศจีน ซึ่งเป็นวิธีที่นักบวชชาวจีนใช้เป็นทางเลือกในการรักษาอาการเครียด และเรียกคืนความสมดุลระหว่างจิตใจร่างกายและจิตวิญญาณ แม้ว่าตอนนี้จะไม่มีวีการนวดแบบนี้ในจีนแล้ว แต่ในไต้หวันยังมีอยู่ และยังได้รับความนิยมอย่างมากในไทเปซะด้วย

 

  1. หอยทากบนใบหน้า

 

ย้อนกลับมาที่กรุงโตเกียวอีก แต่สปานี้คือการใช้หอยทากมาเดินไต่บนใบหน้าแบบตัวเป็นๆ เพราะเป็นที่ทราบกันแล้วว่าเมือกที่ผลิตโดยหอยทากมีโปรตีนสารต้านอนุมูลอิสระและกรดไฮยาลูโรนิกทำให้เป็นอาหารผิวได้อย่างดี (แม้ว่าจะเป็นอาหารแปลกๆ ก็ตาม) ถ้าหากไปใช้บริการนี้ คุณก็ไม่ต้องทำอะไรเลย สิ่งที่ต้องทำคือพยายามไม่ดิ้นรนแต่ปล่อยให้หอยทากเดินไปตาม ใบหน้าของอย่างอิสระแล้วแต่ใจของพวกมัน และการนำหอยทากพวกนี้มาใช้ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นการไปเก็บมาจากริมถนนทั่วไปเพราะพวกมันเป็นหอยทากที่ถูกเลี้ยงขึ้นด้วยอาหาร พืชผักออแกนิก และยังต้องรักษาอุณหภูมิที่อยู่อาศัยไว้ที่ไม่เกิน 20 องศาเซลเซียสอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นหอยทากพรีเมี่ยมที่จะทำให้ผิวคุณสวยงาม สะอาดนุ่มนิ่มตามราคาที่ต้องจ่ายกันเลยทีเดียว

 

  1. นวดไฟ

 

การรักษาแบบจีนโบราณอีกอย่างหนึ่งคือการใช้ไฟมาร่วมนวดผ่อนคลาย การนวดแบบนี้มีให้บริการที่สปาทั่วประเทศจีนการรักษาแบบนี้มีความเชื่อว่า มันเป็นการใช้เวลาในมิติทางจิตวิญญาณเนื่องจากผู้ที่จะเข้ามานวดส่วนใหญ่มีจุดมุ่งหมายที่จะฟื้นฟูสมดุลของร่างกายมนุษย์ ฟังดูเหมือนน่ากลัว แต่จริงๆ แล้วก่อนจะนวดด้วยไฟ ผู้นวดจะถูกห่อหุ้มด้วยผ้าพลาสติกและผ้าเช็ดตัว ดังนั้นมันจะไม่ทำให้ผิวไหม้เกรียมแน่นอน

 

  1. การขัดผิวด้วยปลา

 

สปาแบบนี้มีอยู่มากมาย รวมทั้งประเทศไทยเราด้วย หรือที่เรียกว่าการทำสปาเท้า ด้วยการจุ่มเท้าลงในอ่างน้ำที่ปลาตัวเล็กๆ กินได้บนผิวที่ตายของออก มันอาจเป็นการรักษาความงามที่ “ปกติ” ที่สุดในทั้งหมดที่กล่าวมา และบริการแบบนี้ใครๆ หลายคนก็เคยไปใช้บริการมาแล้ว รวมถึงเซเลบ ดาราดัง อย่าง เจสสิก้า ซิมป์สันนักร้องชาวอเมริกันก็เคยไปลองจุ่มเท้าให้ปลาแทะเท้าที่ญี่ปุ่นมาแล้วเช่นกัน

 

ขอบคุณที่มา

scmp.com/magazines/style/luxury/article/3051769/four-seasons-hoi-anantara-chiang-mai-resort-5-luxury


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMarch 5, 2020

 

กลายเป็นความอะเมซิ่งของชาวอเมริกันไปทันที สำหรับหมู่บ้านแห่งหนึ่งริมทะเลสาบอีรี ในเมืองฮัมบูร์ก นิวยอร์ก หลังจากที่ต้องประสบกับคลื่นความหนาวเย็นจัดเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสลมแรงพัดพาคลื่นลมเข้าฝั่งทำให้เมื่อกระทบกับความเย็นจัดทำให้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดเป็นน้ำแข็งปกคลุมบ้านของประชาชนที่อยู่ริมทะเลสาบ จนทำให้เกิดเป็นรูปร่างแปลกตาไปเกือบทุกแห่งในพื้นที่ จนมีลักษณะคล้ายกับเมืองของภาพยนตร์ชื่อดัง นาเนียร์

 

สำหรับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้กล่าวว่า ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมันไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นแต่จะเป็นทุกครั้งเมื่อฤดูหนาวมาเยือน บ้านทุกบ้านจะถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งซึ่งหนากว่า 3 ฟุต “ผมต้องค่อยๆ ออกออกจากบ้านทางประตูสำรองแล้วก็เอาสิ่วไปตอกน้ำแข็งตรงประตูบ้านหลักให้หลุดออกเพื่อจะได้ใช้ประตูได้” ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าว และบอกต่อว่า สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือเรื่องของสิ่งสาธารณูปโภคต่างๆ เช่นสายไฟ เสาไฟ หรือต้นไม้จำนวนมากที่ถูกน้ำแข็งปกคลุมจนทำให้พวกมันพังลง และเมื่อน้ำแข็งละลายก็จะกลายเป็นปัญหาหนักสำหรับเจ้าหน้าที่และชาวบ้านอีกที่จะต้องออกมาเก็บกวาดและซ่อมแซมบ้านเรือนของพวกเขา

 

ภาพข่าวจาก CNN
ภาพข่าวจาก CNN

 

อย่างไรก็ตามความแปลกตาของบ้านที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งเหล่านี้กลับกลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจจากผู้คนนอกพื้นที่โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงที่พากันเดินทางมาเพื่อถ่ายรูปอัพ instagram หรือเผยแพร่ลงบนสื่อโซเชียลมีเดียกันคึกคักจนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเตือนผ่านสื่อว่าการเข้ามาถ่ายรูปในพื้นที่อาจจะเป็นการรบกวนเจ้าของบ้านต่างๆ ดังนั้นทุกคนจะต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของเจ้าของบ้านด้วย

แต่ความสวยงามแปลกตา ก็ทำให้หลายคนอดใจไม่ได้อยู่ดี ทำให้ที่ผ่านมาภาพของหมู่บ้านนี้จึงถูกเผยแพร่มากมายในโซเชียลมีเดียของชาวอเมริกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 17, 2020

ปัจจุบันรัฐบาลได้ริเริ่มการส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยจะเห็นได้จากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ผลักดันให้นิสิตนักศึกษาและบุคลากร สวมใส่ “ผ้าซิ่น” ซึ่งในอดีตถูกมองว่าเป็นเครื่องแต่งกายที่ล้าสมัย เป็นเรื่องของการแสดงออกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นมากกว่าจะนำมาสวมใส่จริงในชีวิตประจำวัน

 

ทั้งนี้ในบุรีรัมย์และสุรินทร์หลายหมู่บ้านมีชื่อเสียงในด้านการทอผ้าที่มีลวดลายประณีต สำหรับจังหวัดบุรีรัมย์ มีผ้าเอกลักษณ์ประจำจังหวัด จำนวน 3 ประเภท ได้แก่

  1. ผ้าลายหางกระรอกคู่ ซึ่งเป็นผ้าเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์เขมรบุรีรัมย์ ได้รับการยอมรับเป็นผ้าเอกลักษณ์ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อปี 2545
  2. ผ้าซิ่นตีนแดง ซึ่งเป็นผ้าเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์ลาวบุรีรัมย์ ได้รับการยอมรับเป็นผ้าเอกลักษณ์ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อปี 2546
  3. ผ้าลายหางกระรอกคู่ตีนแดง ซึ่งเป็นผ้ารวมเอกลักษณ์ของทุกชาติพันธุ์ชาวบุรีรัมย์ ได้รับการยอมรับเป็นผ้าเอกลักษณ์ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อปี 2556

มากไปกว่านั้นยิ่งลวดลายงดงามมากเท่าไหร่ ยิ่งสามารถสร้างมูลค่าได้หลายพันบาท และเมื่อผ่านการทอจากช่างฝีมือผู้มีชื่อเสียงราคาอาจขึ้นไปถึง  50,000 บาทต่อชิ้น

 

นอกจากนี้อาจารย์ผู้ดูแลการรณรงค์อนุรักษ์วัฒนธรรมของมหาวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น วิทยาเขตบุรีรัมย์ ยังเสริมว่า นักศึกษาสามารถนำมาสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน และจริงๆแล้ว นักเรียนเพียงแค่ใส่สัปดาห์ละ 1 ครั้งหรือในโอกาสพิเศษ โครงการนี้เป็นรูปแบบจำลองที่สามารถฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยทางมหาวิทยาลัยได้ขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่และนักศึกษาให้ร่วมกันใส่ผ้าซิ่นตีนแดง เพราะทำจากผ้าไหมแต่ราคาถูกกว่าผ้าฝ้ายทอ รวมถึงเป็นการเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์และส่งเสริมการสานแบบดั้งเดิมในประเทศไทยรวมถึงผ้าไหมไทยอีกด้วย

 

ในด้านของนักเรียนนักศึกษา พบว่า หลายคนกลายเป็นแฟนตังยงในการสวมใส่ผ้าซิ่น ที่นอกเหนือจากความสวยงามยังเป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและทำให้คนในพื้นที่มีรายได้

 

ขณะเดียวกันนักวิจัยกำลังพยายามหาวิธีที่จะทำให้ช่างทอผ้าท้องถิ่นแข่งขันได้มากขึ้น ด้วยการยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงวิธีการออกแบบและเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอชื่นชมแนวคิด และผู้ที่มีส่วนร่วมในการรณรงค์สวมผ้าไทย


Content_minimalism_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 15, 2020

Minimalism: A Documentary About the Important Things  “มินิมอลิซึม สารคดีเกี่ยวกับสิ่งที่สำคัญ”

สะท้อนความฟุ่มเฟือยของจิตใจ การใช้ชีวิตที่ต้องเผชิญกับแรงกระตุ้น โฆษณา การตลาดและสิ่งยั่วยวนใจในทุกจังหวะของชีวิต ทุนนิยมคือการกระตุ้นให้คนอยากซื้อ (create demand) บังคับให้คนอยากได้ ซึ่งบางทีเราก็ไม่เคยคิดจะอยากได้ เคยไหมซื้อโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไป

 

 

สารคดีชุดนี้ถามหา นิยามชีวิตของคนเรา ความสุขความสำเร็จของชีวิตควรจะเป็นรูปแบบใด การทำงานหนักเพื่อให้ได้เงินมาเยอะๆ การซื้อของตามความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อให้สังคมและคนอื่นๆ รับรู้ว่าเรามีความสำเร็จมาก ต้องดิ้นรนมากมายเพียงใด โดยที่เราไม่รู้ตัวว่าเราใช้ชีวิตหมกมุ่น วนเวียนอยู่กับอะไรอย่างไม่มีวันจบ

 

สิ่งของ เสื้อผ้ามากมายที่เราซื้อมากองเต็มเกลื่อนในตู้เสื้อผ้า และเราก็ต้องการซื้อมันเพิ่มอีก รถคันแรกอาจจะเพื่อความจำเป็นแต่คันที่สองละ บ้านหลังใหญ่ๆ ที่เราต้องยืดสุดมือเพื่อให้ได้มา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วคนเราใช้พื้นที่เพียง 40% ของบ้านเราเท่านั้น แต่เราก็ยังพยายามขวนขวายหาสิ่งเหล่านี้ตลอดเวลามันมอบเพียงความสุข หรือความสุขจอมปลอมให้แก่เรา?

 

แล้วความสุขที่แท้จริงคืออะไร?

 

คำตอบที่สารคดีชิ้นนี้มอบให้แก่เราคือ Minimalism การใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่จำเป็น สำคัญและมีความหมายกับเราอย่างแท้จริงเพียงไม่กี่อย่าง ไม่ใช่เพราะสังคมหรือใครเป็นผู้ชี้บอกเรา การสร้างอิสระในทางเลือก และเลิกพึ่งพาสิ่งของรอบกาย ยึดติดกับสิ่งที่เป็นวัตถุให้น้อยลง Less is more โดยมินิมอลิซึม สารคดีชิ้นนี้มุ่งให้ความสนใจกับความสุขและคุณค่าทางจิตใจมากกว่าสิ่งของรอบๆ ตัวเรา ซึ่งยังรวมถึงการออกจากงานที่ไร้ความหมาย ไม่เสียเวลาไปกับการแสวงหาความสำเร็จเพื่อแค่ให้คนอื่นชื่นชม การมีเวลาให้ตนเอง ให้แก่คนรอบข้างมากขึ้น และการทำลายขั้นบันไดที่สังคมคาดหวังจากตัวเรา

 

สารคดีของชาย 2 คนที่เขียนหนังสือ The Minimalism ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานในระบบทุนนิยม และค้นพบว่ามันไม่ได้ทำให้เขามีความสุขที่แท้จริงในชีวิตเลย เมื่อเขาทดลองใช้ชีวิตแบบมินิมอลิซึม พวกเขาค้นพบอะไรหลายๆ อย่างที่เปลี่ยนชีวิตพวกเค้าอย่างสิ้นเชิง เขาได้ออกเดินทางไปทัวร์เปิดตัวหนังสือและแชร์ การใช้ชีวิตแบบ มินิมอลิซึม ให้ผู้คนตลอด 1 ปี ในการเดินทางทั่วสหรัฐ สารคดียังนำเสนอแนวคิดจากผู้คน คนที่ใช้ชีวิตและให้ความสนใจเกี่ยวกับด้านนี้อีกหลายๆ คน มาพูดถึงการใช้ชีวิต Minimalism

 

  • เราพูดถึงการใช้ของที่จำเป็นจริงๆ ที่ต้องใช้เท่านั้น ของไม่จำเป็นต่อชีวิต ไม่ต้องซื้อหรือหามาใช้ มีเท่าที่จำเป็น
  • เมื่อต้องการมาก ก็ซื้อมาก!!!
  • มีเงินมากขึ้น สำหรับปัจจัยพื้นฐาน มันทำให้เรามีความสุขในการดำรงค์ชีวิตมากขึ้น เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งมันไม่ได้สร้างความสุขอีกต่อไป
  • Project 333 ผู้หญิงที่ใส่เสื้อผ้าและสิ่งของทั้งหมดแค่เพียง 33 ชิ้นในตลอด 3 เดือน เป็นการเลือกสลับใช้เสื้อผ้า & สิ่งของ เฉพาะที่จำเป็นจริงๆ มันให้ผลอย่างน่าอัศจรรย์
  • การค้นพบความสุข จากการใช้ชีวิตที่ลดทอนสิ่งของรอบกายลง
  • การมีชีวิตที่น้อย ชีวิตรุงรังน้อยลง มีสมาธิทำให้เราอิ่มเอมกับสภาพปัจจุบันได้มากขึ้น
  • การหา “สมดุล” คือสิ่งที่เราควรจะเลือกในการที่บริโภคและใช้ของต่างๆ ของรุ่นใหม่ดีกว่าเสมอ แต่มันจำเป็นต้องวิ่งตามหรือไม่
  • การกลับมามองดูเงินทุกบาท ที่เราใช้มันคุ้มค่ากับสิ่งที่เราได้มาและเราจะใช้มันต่อไปในระยะยาวหรือเปล่า?
  • การ “กอด” คือการสื่อสารและถ่ายทอดความรู้สึกที่ดีที่สุด
  • “ชีวิตที่เรียบง่าย ที่ไม่ถูกรบกวนด้วยสิ่งล่อตาล่อใจในโลกวุ่นวายรอบตัวเรา มันไม่มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ แต่มันก็เรียบง่ายมากพอที่จะให้เรามีความสุขกับสิ่งที่แท้จริงได้”

 

ขอขอบคุณมุมมองจาก : Khunphiphat Laeadon


KoratStrongerTogether_Cover_1.jpg

kinyupen_adminFebruary 13, 2020

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเชิญชวนเพื่อนๆ ที่ยังว่างจากกิจกรรมวันหยุดในช่วงสัปดาห์ที่จะถึงนี้ ไปร่วมให้กำลังใจชาวโคราชโดยร่วมทำบุญ แวะชิมช้อปใช้ แวะกินเที่ยว เพราะในวันเสาร์ที่ 15 กุมภาฯ  ชาวโคราชจะมีพิธีทำบุญ – ตักบาตรพระ 10,000 รูป เนื่องในหลายโอกาสทั้งฉลองเมืองครบรอบ 364 ปี น้อมถวายเป็นพุทธบูชา ถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช และอุทิศแด่ย่าโม ตลอดจนถึงบรรพบุรุษที่ล่วงลับ ตั้งแต่เวลา 06.00-09.00 น. ณ บริเวณรอบลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี

และหลังพิธีทำบุญตักบาตรจะมีกิจกรรมให้กำลังใจโดยชวนไปเดินเยี่ยมเยียนส่วนต่างๆ ภายในเทอร์มินัล 21 เพื่อให้กำลังใจทั้งพนักงาน ร้านค้า และชาวโคราช รวมถึงผู้คนในละแวกนั้นให้กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ สำหรับผู้ที่ประสงค์มีส่วนร่วมให้กำลังใจมากไปกว่านั้น หรือไม่สะดวกเดินทาง สามารถร่วมบริจาคได้ที่ บัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาตลาดเซฟวัน ชื่อบัญชีช่วยเหลือผู้ประสบเหตุเทอร์มินอล 21 โดยจังหวัดนครราชสีมา เลขที่บัญชี 678-9-97951-4

 

ไหนๆ ก็มาโคราชแล้ว ต้องแวะเที่ยวกันหน่อย

การเดินทางไปโคราช นั่งรถไฟ จากหัวลำโพง ถึงนครราชสีมา นั่งรถบัส จากหมอชิต ถึงนครราชสีมา

การเดินทางมาเที่ยวลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) อยู่ใจกลางเมือง ทำให้รถสองแถวหลาย ๆ สายขับผ่าน เช่น สาย 1, สาย 2, สาย 4, สาย 6, รถโคกกรวด ฯลฯ

การเดินทางไป Terminal 21 โคราช

รถส่วนตัว -> Terminal 21 อยู่บริเวณสามแยกอุดร ถ.มิตรภาพ ทางไปจอดก่อนถึง บขส. ใหม่
รถสองแถว -> สาย 7 (ขาว น้ำเงิน) สาย 15 (ขาว ม่วง) สาย 17 (ขาว ม่วง) สาย 8 (ขาว น้ำเงิน)

 

  1. เรือนโคราช เฉลิมวัฒนา
    0 กม. จาก อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม)  ขอบคุณภาพจาก Facebook : @rueankorat
  1. วัดพายัพ

0.5 กม. จาก อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม)

ถ้ำหินงอก หินย้อย ณ วัดพายัพ ใกล้อนุสาวรีย์ย่าโม โคราช

ขอบคุณภาพจาก Facebook : วัดพายัพ พระอารามหลวง

  1. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์

0.5 กม. จาก อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม)

ขอบคุณภาพจาก Facebook : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์

  1. เขาใหญ่ แอนด์ บียอนด์

11.6 กม. จาก อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม)

ขอบคุณภาพจาก Facebook : Korat : เมืองที่คุณสร้างได้

  1. จิมทอมป์สัน

ขอบคุณภาพจาก Facebook : Jim Thompson Farm

  1. วัดศาลาลอย

ขอบคุณภาพจาก http://nkr.mcu.ac.th/tour

  1. ฟาร์มโชคชัย

ขอบคุณภาพจาก http://www.farmchokchai.com/th