Content_เมืองท่องเที่ยวกูเกิ้ล_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 31, 2020

ปีใหม่นับเป็นช่วงเวลาแห่งการท่องเที่ยวหลักที่ตรากตรำงานกันมาทั้งปี ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวในแห่งในโลกเต็มไปด้วยผู้คนโดยเฉพาะ จุดท่องเที่ยวที่มีเชื่อเสียงติดอันดับโลก ล่าสุดกูเกิลเว็บเสิร์ชเอนจินชื่อดัง ออกมาเปิดเผย 10 สถานที่ท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความนิยมในปี 2020 โดยอ้างอิงจากจำนวนการค้นหาโรงแรมสำหรับวันหยุดพักผ่อนในปี 2020 ร่วมกับการค้นหาโรงแรมในปี 2018 และ 2019

ผลสำรวจพบว่าจุดหมายยอดนิยม 10 อันดับแรกที่เป็นเป้าหมายในการท่องเที่ยวช่วงวันหยุดได้แก่

  1. Da Nang, Vietnam
  2. Sao Paulo, Brazil
  3. Seoul, Korea
  4. Tokyo, Japan
  5. Tel Aviv, Israel
  6. Marseille, France
  7. Vienna, Austria
  8. Bangkok, Thailand
  9. Dubai, United Arab Emirates
  10. Perth, Australia

 

โดยจากผลการสำรวจนี้พบว่ามีแหล่งท่องเที่ยวเป้าหมายสำคัญที่อาจจะมีข้อกังวลสำหรับนักท่องเที่ยว 3 แห่ง ได้แก่ เมืองเพิร์ธ ในประเทศออสเตรเลีย ที่กำลังประสบปัญหาเรื่องไฟป่าที่อาจจะส่งผลต่อคุณภาพอากาศ แต่เจ้าหน้าที่ด้านการท่องเที่ยวข้องออสเตรเลียออกมาชี้แจงว่าแม้ว่าจะเพิร์ธจะได้รับผลกระทบจากปัญหาไฟป่าอยู่บ้างแต่ก็มีอีกหลายจุดที่ยังเปิดรับนักท่องเที่ยวตามปกติ และไม่ได้ส่งผลกระทบใด

 

นอกจากนี้  ดูไบ ในสหรับอาหรับอิเมเรต และ เทอาวิฟของอิสราเอล ยังคงเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวเนื่องจากเที่ยวบินราคาถูกและสภาพอากาศที่อบอุ่น  แต่รัฐบาลได้ออกคำเตือนไปยังชาวตะวันตกในทั้งสองเมืองเนื่องจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่านทวีความรุนแรงมากขึ้นเนื่องจากเกรงว่านักท่องเที่ยวอาจจะได้รับผลกระทบ หลังจากที่อิหร่านออกมาระบุว่าจะโจมตีอิสราเอลและดูไบหากสหรัฐตอบโต้การโจมตีด้วยขีปนาวุธ

 

สำหรับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอ้างอิงจากข้อมูลของกูเกิ้ล ได้แก่ เมืองดานัง ในประเทศเวียดนาม ที่ขึ้นสู่อันดับหนึ่งของการหาข้อมูลท่องเที่ยวในปีนี้  ตามด้วยกรุงโซล ของเกาหลีใต้  และโตเกียว ของประเทศญี่ปุ่นที่ติดอันดับ 3 และ 4 ตามลำดับ ในขณะที่ กรุงเทพฯ ของไทยก็พบว่ามีชาวเนตเข้าค้นหาข้อมูลเพื่อการท่องเที่ยวติดเป็นอันดับ 8 จาก 10 อันดับเมืองยอดนิยมในการท่องเที่ยวของโลกในปีนี้ด้วยเช่นกัน


Content_เต่ามะเฟือง_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 22, 2020

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาลูกเต่ามะเฟือง ที่เกิดจากแม่เต่าที่พากันขึ้นมาวางไข่บริเวณชายหาดของ จ.พังงา  และ จ.ภูเก็ต ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม ปีที่แล้วได้เริ่มทยอยฟักเป็นตัวและเริ่มเดินลงสู่ทะเลกว่าร้อยตัวแล้ว และยังมีไข่อีกจำนวนมากกำลังค่อยๆ ฟักเป็นตัวและคืนกลับสู่ธรรมชาติในท้องทะเลที่เป็นที่อาศัยของมันต่อไป

การขึ้นมาวางไข่ของแม่เต่ามะเฟืองจำนวนกว่า 7 รังในปีนี้ นับเป็นข่าวดีที่ได้รับการเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวางของไทย เพราะนั่นหมายถึงจำนวนของเต่ามะเฟืองที่จะเพิ่มขึ้นหลังจากที่พวกมันลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วในช่วงก่อนหน้านี้ จากการคุกคามของมนุษย์ รวมไปถึงสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for the Conservation of Nature: IUCN) จึงขึ้นบัญชีเต่ามะเฟืองเป็นสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง ในขณะที่ในประเทศไทยได้จัดให้เต่ามะเฟืองเป็น  สัตว์สงวนลำดับที่ 18 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535  โดยพบว่าในประเทศไทยที่เต่ามะเฟืองไม่ขึ้นมาวางไข่นานกว่า 5 ปี ก่อนที่พวกมันจะเริ่มขึ้นมาวางไข่อีกครั้งในปี 2561 แต่ก็มีลูกเต่าฟักเป็นตัวไม่ถึง 10 ตัว

และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมการขึ้นมาวางไข่ของแม่เต่ามะเฟือง จนกระทั่งไข่ถูกฟักเป็นตัวจำนวนกว่าร้อยตัวในครั้งนี้จึงกลายเป็นข่าวดีสร้างความตื่นเต้นให้กับนักอนุรักษ์รวมถึงคนไทยจำนวนมากนั่นเอง

เต่ามะเฟือง เป็น เต่าทะเลชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาเต่าที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ความยาวของลำตัวถึง 1.8 เมตร ทั้งยังไม่มีแผ่นกระดองหลังและกระดองใต้ท้องเช่นเต่าทะเลทั่วไป แต่กระดองหลังมีลักษณะคล้ายแท่งยางแข็งที่มีสันนูนขึ้นตามยามจำนวน 7 สัน จึงมีรูปร่างคล้ายผลมะเฟือง

อุปนิสัย: มีชีวิตความเป็นอยู่แตกต่างไปจากเต่าทะเลอื่นๆ โดยดำรงชีวิตอยู่ในทะเลเปิด กินแมงกระพรุนเป็นอาหาร รวมทั้งพวกเพรียงหัวหอมที่ล่องลอยอยู่ในทะเล หาดที่ใช้วางไข่ต้องมีระดับน้ำลึก คลื่นแรงและมีแนวลาดชันขึ้นสู่หาด ร่องรอยเต่ามะเฟืองจะมีลักษณะกว้างกว่าเต่าทะเลชนิดอื่นๆ มีลักษณะคดเคี้ยวไปมาและมีวงกลับ ตัวเต่าตัวเมียจะวางไข่ 4-6 ครั้งในฤดูหนึ่งๆ ไข่มีขนาดใหญ่กว่าเต่าทะเลชนิดอื่นๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 7-8 เซนติเมตร จำนวนไข่ที่วางจะวางแตกต่างกันไประหว่าง 64 – 104 ฟอง โดยทั่วไปจะใช้ระยะเวลาในการฟักตัวประมาณ 55-60 วัน

ลูกเต่าที่ฟักออกเป็นตัว จะยังคงอยู่ในหลุมฟักไข่อีก 1-2 วัน เพื่อรอให้ไข่ฟองที่เหลือฟักตัวออกมา จากนั้นจึงอาศัยในช่วงเวลากลางคืนเพื่อคลานออกมาจากหลุมพร้อมๆ กัน ก่อนมุ่งหน้าลงสู่ทะเลโดย ลูกเต่าจะใช้จะว่ายน้ำอย่างไม่หยุดหย่อน เพื่อหลบหนีศัตรูตามธรรมชาติอันมีมากมายบริเวณชายฝั่งมุ่งออกทะเลลึก เต่ามะเฟืองซึ่งใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตหากินในบริเวณทะเลลึกไกลจากฝั่ง และจะเข้ามาชายฝั่งอีกครั้งเพื่อการผสมพันธุ์และวางไข่

ปัจจุบันเต่ามะเฟืองอยู่ในสถานภาพเสี่ยงวิกฤติต่อการสูญพันธ์เนื่องจากภัยคุกคามต่าง ๆ ทางทะเลจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเต่ามะเฟืองจำนวนมากตายไปเพราะกินขยะพลาสติกเข้าไป นอกจากนี้ยังพบว่าติดเครื่องมือประมงระหว่างการเดินทางมาวางไข่ และระหว่างพักช่วงการวางไข่ของแม่เต่ามะเฟือง มีโอกาสที่จะติดเครื่องมือประมง ทั้งเครื่องมือประมงพาณิชย์ เช่น อวนลาก และเครื่องมือประมงพื้นบ้าน เช่น อวนลอย เบ็ดราวปลากระเบน และโป๊ะน้ำตื้น

 

ถูกรบกวนจากกิจกรรมในทะเล เช่น แสงไฟของเรือที่จอดบริเวณชายหาด ขยะ และน้ำเสียจากเรือ การท่องเที่ยวทางทะเล เช่น สกู๊ตเตอร์ รบกวนการขึ้นมาวางไข่ของเต่าทะเล นอกจากนั้นความสนใจของนักดำน้ำต่อเต่าทะเลยังรบกวนการพักผ่อน หากินของมันอีกด้วย

การสูญเสียสภาพชายหาดที่เหมาะสมต่อการวางไข่ คือการสูญเสียบริเวณหาดทรายที่เหมาะสมต่อการวางไข่ของเต่าทะเลจากการก่อสร้างสิ่งลุกล้ำลงไป หรือกิจกรรม แสง สี เสียง รบกวนการขึ้นมาวางไข่ของแม่เต่าความสกปรก และขยะบริเวณชายหาด

การกลับมาวางไข่ของเต่ามะเฟืองที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์และการบริหารจัดการชายฝั่งทะเลของไทย จนทำให้พวกมันสามารถขึ้นมาวางไข่และฟักเป็นตัวเพื่อดำรงค์เผ่าพันธุ์เต่ามะเฟือง … พันธุ์เต่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และ นักสู้แห่งท้องทะเลของพวกมันต่อไป


Content_Sakura-forecase_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 17, 2020

ในทุกต้นปีของแต่ละปี กรมอุตุนิยมวิทยาประเทศญีปุ่น จะออกประกาศการคาดการณ์ช่วงซากุระบานประจำปีในพื้นที่ต่างๆของประเทศ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้วางแผนท่องเที่ยวได้เหมาะสมและได้ชมดอกซากุระบานสะพรั่งเต็มที่ในช่วงฤดูใบไม้พลิ ที่ถือเป็นช่วงอากาศดี ไม่หนาวหรือร้อนเกินไปและยังเป็นช่วงพีคสุดอีกช่วงหนึ่งของการท่องเที่ยวญี่ปุ่นอีกด้วย

สำหรับปีนี้ มีการออกประกาศคาดการณ์ช่วงซากุระบานออกมาแล้วตั้งแต่ต้นเดือน ระบุว่าซากุระจะเริ่มบานตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม ในพื้นที่เมืองฟุกุโอกะ ทางภาคใต้ของประเทศก่อนที่จะทยอยบานสะพรั่งสู่ภาคเหนือของประเทศจนถึงเขตเหนือสุดคือฮอกไกโดที่ซากุระจะเริ่มบานในเดือนพฤษภาคม 2563

สำหรับผู้ที่อยากจะไปสัมผัสบรรยากาศซากุระบานสะพรั่งเป็นสีชมพู สามารถใช้เกณฑ์คาดการณ์นี้เป็นข้อมูลนาการวางแผนการเดินทางได้ ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีจุดชมวิวยอดนิยมสำหรับการชมซากุระบาน วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีจุดซากุระยอดนิยมในแต่ละพื้นที่มาเพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนท่องเที่ยวแบบฟินสุดๆ กันไปเลย

 

1.ฟุกุโอกะ คาดการณ์ว่าซากุระจะเริ่มบานตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม  

  • ปราสาทฟูกุโอกะ (Fukuoka Castle/Maizuru Park) ภายในสวนมาอิซูรุ(Maizuru Park) ปลูกต้นซากุระไว้ประมาณกว่า 1,000 ต้น ทำให้พวกมันจะบานสะพรั่งเป็นสีชมพู นักท่องเที่ยวสามารถชมวิวสวยงามของดอกไม้และยังได้ชมความเก่าแก่ของปราสาทไปด้วย
  • สวนริมทะเลอูมิโนนาคามิจิ (Uminonakamichi Seaside Park) สวนสวยริมมีต้นซากุระมากกว่า 2,000 ต้น เรียงรายไปตามทางเมื่อซากุระบานจะได้บรรยากาศสดชื่นสวยงามอย่างบอกใคร
  • สวนนิชิ (Nishi Park/Nishi Koen) เป็นนสวนที่ติด 1 ใน 100 จุดที่ดีที่สุดสำหรับชมดอกซากุระของญี่ปุ่น มีต้นซากุระปลูกอยู่บนเนินเขามากกว่า 1,000 ต้น ภายในยังมีศาลเจ้าเทรุโมะ (Terumo Shrine) ให้ได้สักการะกันอีกด้วย

2.โอซาก้าเกียวโต เริ่มบานตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม ทั้งสองจังหวัดนี้มีที่ชมซากุระสวยๆ มากมายแต่ที่พลาดไม่ได้ อาทิ

  • แม่น้ำโอคาวะ (Okawa River) เป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านกลางเมืองโอคาวะมีซากุระเรียงรายไปตามริมน้ำกว่า 4,800 ต้น ทำให้เมื่อซากุระบานจะทำให้บริเวณสองริมฝั่งแม่น้ำกลายเป็นสีชมพูสวยงาม
  • ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle) มีจุดชมซากุระมากมายไม่ว่าจะตรงป้อมปราสาทเท็นชุคาคุหรือตรงสวนนิชิโนะมารุ ที่มีซากุชมกว่า 300 ต้น ท่ามกลางทัศนียภาพของปราสาทโอซาก้าที่เป็นไฮไลท์ของเมือง
  • ถนนเทสึงาคุ โน มิจิ หรือ เส้นทางนักปราชญ์ (Tetsugaku no michi/Philosopher’s Path) เกียวโต เป็นเส้นทางริมคลองที่เชื่อมต่อระหว่างวัดกินคะคุจิกับวัดนันเซนจิ ซึ่งเรียงรายด้วยต้นซากุระกว่า 100 ต้น เมื่อซากุระบานถนนจะกลายเป็นสีชมพู เป็นอีกหนึ่งจุดของการเช็คอินช่วงซากุระบานของเกียวโต
  • วัดคิโยมิซุเดระหรือวัดน้ำใส(Kiyomizudera) หรือ “วัดน้ำใส” ในเกียวโต แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของเมือง มีจุดชมซากุระทั้งที่อาคารไม้หลัก และบริเวณบ่อน้ำใกล้ทางออกวัดจะมีต้นซากุระเรียงรายสวยงามเช่นกัน
  • อาราชิยาม่า(Arashiyama) แหล่งท่องเที่ยวแนวธรรมชาติที่พลาดไม่ได้ ในฤดูใบไม้ผลิมีจุดชมหลายแห่งเช่น สะพานโทเกสึเคียว(Togetsukyo Bridge) ภูเขาอาราชิยาม่า นสวนนาคาโนชิมะที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ หรือในบริเวณในบริเวณวัดไดคาคุจิ(Daikakuji Temple) มีบ่อน้ำขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยต้นซากุระมากมาย

3.นาโกย่า เริ่มบานตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม มีจุดชมซากุระที่สวยงาม เช่น

  • ปราสาทนาโกย่า (Nagoya Castle) เป็นจุดชมซากุระที่มีชื่อเสียงมาก ที่นี่มีซากุระประมาณ 10 ชนิด โดยส่วนใหญ่เป็นพันธุ์โซเมอิโยชิโนะและซากุระพวงระย้า เทศกาลชมซากุระเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมจนถึงกลางเดือนเมษายน นอกจากนั้นยังมีซากุระพันธุ์หายาก เรียกว่า gioiko ซึ่งบานในช่วงกลางเดือนเมษายน เป็นดอกซากุระสีเขียวหายากและบานช้ากว่าซากุระพันธุ์อื่นๆ มีการประดับไฟช่วงกลางคืนด้วยตั้งแต่เวลาทุ่มครึ่งเป็นต้นไป
  • ริมฝั่งแม่น้ำยามาซากิ(Yamazakigawa Riverside)ได้ชื่อว่าเป็น ทางเดินสี่ฤดู และได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 100 จุดชมซากุระที่งามที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย ซึ่งซากุระเกือบ 600 ต้น จะเรียงรายยาวไปถึง 8 กิโลเมตร  และจุดชมดอกซากุระริมแม่น้ำที่พลาดไม่ได้คือ บริเวณสะพานคานาเอะโคบาชิ
  • หอคอยอินุมิยะ (Inuyama Castle) หนึ่งในหอคอยเก่าแก่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น และติดอันดับ 1 ใน 4 ปราสาทที่กำหนดให้เป็นสมบัติแห่งชาติ สามารถเดินชมวิวได้ทั้ง 4 ทิศ โดยในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ปราสาทแห่งนี้เป็นจุดที่ได้รับความนิยมสำหรับการเดินทางมาชมความสวยงามของดอกซากุระ พร้อมทั้งมีการจัดงานเทศกาลอินุยะมะในช่วงต้นเดือนเมษายนอีกด้วย

4.โตเกียว เริ่มบานตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม นับว่าเป็นจุดที่บานเป็นที่แรกๆ และในช่วงเวลาเดียวกับฟุกุโอกะ เลยที่เดียว โดยที่โตเกียวมีจุดชมซากุระชื่อดังหลายแห่งส่วนใหญ่เป็นสวนสาธารณะที่สามารถเข้าชมได้ฟรี ที่สามารถเลือกชมได้ อาทิ

  • สวนสาธารณะแห่งชาติชินจูกุเกียวเอน (Shinjuku Gyoen) เป็นสวนสาธารณะที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโตเกียว โดยตั้งอยู่ใจกลางย่านชินจูกุ ไม่ห่างจากสถานีรถไฟชินจูกุมากนัก ภายในสวนมีต้นซากุระมากกว่าพันต้น
  • สวนอุเอโนะ (Ueno Park) หนึ่งในสวนสาธารณะยอดนิยมใจกลางกรุงโตเกียว ที่แวดล้อมไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งวัด ศาลเจ้า ทะเลสาบ สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ นอกจากนั้นภายในสวนยังเต็มไปด้วยต้นซากุระมากกว่า 1,000 ต้น เรียงรายตามสองฟากฝั่งของถนนที่ทอดยาวภายในสวน โดยในช่วงที่ดอกซากุระกำลังบาน ที่สวนอุเอโนะก็มีการจัดงานเทศกาลชมดอกซากุระ รวมถึงการเปิดไฟไลท์อัพสวยๆ ที่ต้นซากุระในยามค่ำคืนด้วย
  • สวนจิโดริกะฟุจิ (Chidorigafuchi) เป็นสวนสารธารณะที่มีความพิเศษคือตั้งอยู่ระหว่างทางระบายน้ำ 2 สาย ใกล้กับพระราชวังอิมพีเรียลทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเป็นจุดที่จะสามารถมองเห็นภาพต้นซากุระเรียงรายไปตามทางน้ำได้อย่างสวยงาม
  • แม่น้ำเมกุโระ (Meguro River) คือหนึ่ง จุดชมซากุระ โตเกียว ที่ได้รับความนิยมตลอดกาลจากชาวญี่ปุ่น ด้วยความสวยงามของต้นซากุระกว่า 800 ต้น ซึ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิจะพากันเบ่งบานตลอดทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำ นอกจากนั้นที่ริมฝั่งก็มีทางเดิน และสวนหย่อมเล็กๆ ให้สามารถเดินถ่ายภาพหรือเดินชมวิวสวยๆ ได้อีกด้วย
  1. เซนได เริ่มบานตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน มีจุดชมซากุระให้ไปเช็คอินกันได้อาทิ

  • สวนมิคามิเนะ ที่เต็มไปด้วยต้นซากุระพันธุ์โซเมอิ โยชิโนะ (Somei Yoshino) ซากุระดอกสีขาวและต้นซากุระกิ่งย้อย (Shidarezakura) ที่เมื่อถึงฤดูซากุระบานจะทำให้สวนแห่งนี้กลายเป็นสีชมพูสวยงามเป็นอย่างยิ่ง
  • สวนซึซึจิกาโอกะ Tsutsujigaoka Park ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเซนไดที่ภายในสวนมีซากุระหลากหลายพันธ์รวมถึง ซากุระพันธุ์ดอกสีขาวให้ชื่นชมกันด้วย

6.ฮอกไกโด เริ่มบานตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม นับเป็นพื้นที่สุดท้ายของญีปุ่นที่ซากุระจะบานให้นักท่องเที่ยวได้ไปเที่ยวชม ในฮอกไกโดมีจุดชมซากุระมากมายกระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ อาทิ

  • หอคอยโกะเรียวคาคุ (Goryokaku Tower) หอคอยชมวิวอันมีชื่อเสียงของฮอกไกโดในเมืองฮาโกดาเตะ จากด้านบนหอคอยจะสามารถมองเห็นสวนโกะเรียวคาคุ (Goryokaku Park) ที่มีลักษณะเป็นรูปดาวห้าแฉกได้ เป็นจุดชมซากุระที่มีกว่า 1,600 ต้น
  • สวนอาซาฮิกะโอกะ (Asahigaoka Park) เมืองฟูระโนะ สถานที่ซึ่งเคยได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 สุดยอดทิวทัศน์แห่งญี่ปุ่น จากบนยอดเขาสามารถมองเห็นที่แอ่งฟุราโนะ และเทือกเขาโทกะชิ (Mount Tokachi) ได้ด้วย ต้นซากุระพันธุ์เอโซะยามะซากุระมากกว่า 3,000 ต้น
  •  ปราสาทมัตสึมาเอะ (Matsumae Castle) และสวนมัตสึมาเอะ (Matsumae Park) เมืองมัตสึมาเอะ ได้รับฉายาว่าเป็น “ถิ่นกำเนิดแห่งซากุระ” เพราะภายในสวนแห่งนี้มีซากุระถึง 250 สายพันธุ์รวมกว่า 10,000 ต้น และเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ ซากุระแต่ละสายพันธุ์จะเริ่มบานในเวลาที่แตกต่างกัน ทำให้สามารถมาชมซากุระที่สวนแห่งนี้ได้ร่วมหนึ่งเดือนเต็มเลยทีเดียว

Content_5-ลำดับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของอิหร่าน_Cover_1.jpg

kinyupen_adminJanuary 10, 2020

ประเทศอิหร่านที่เป็นตั้งอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดของโลก เชื่อว่ามีอายุมากกว่า 2,500 ปี รู้จักกันชื่อ “อาณาจักรเปอร์เซีย” และด้วยความเก่าแก่ทางอารยธรรมนี่เองทำให้ในประเทศอิหร่านมีสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมสำคัญจนได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโก้เป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม จำนวน 22 แห่ง  และ แหล่งมรดกทางธรรมชาติ 2 แหล่ง ถือเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกจำนวนมากในแต่ละปี  โดยมีแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยี่ยมชม และเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย อาทิ

 

1.พระราชวังโกเลสตาน

พระราชวังโกเลสตาน หรือ พระราชวังกุหลาบ เป็นหนึ่งในสถานที่ประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของกรุงเตหะราน เมืองหลวงของประเทศอิหร่าน สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยคริสต์วรรษที่ 16 ในราชวงศ์ Safavid ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของอิหร่านเมื่อปี พ.ศ. 2556 (ค.ศ.2013) ความโดดเด่นของพระราชวังแห่งนี้ คือ ความงดงามในการตกแต่งภายในด้วยกระจกเงาตัดเหลี่ยมแบบเพชร และการตกแต่งภายนอกด้วยกระเบื้องเคลือบสุดอลังการ โดยองค์การยูเนสโก้ได้ประกาศให้พระราชวังโกเลสตานเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 2007 ปัจจุบันพระราชวังโกเลสตานยังคงใช้เป็นที่รับรองบุคคลสำคัญ แขกบ้านแขกเมืองจากต่างประเทศอย่างเป็นทางการ

 

2. เมืองแพร์ซโพลิส Persepolis

ยูเนสโกได้ประกาศให้แพร์ซโพลิสเป็นหนึ่งในมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อ พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) เป็นเมืองโบราณของชาวเปอร์เซีย ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา Kuh-e Rahmat ที่เมือง Shiraz สร้างขึ้นโดย King Darius the Great (ช่วงก่อนคริสต์ศักราช 522-486 ปี) ซึ่งสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ สร้างขึ้นมาจากหินและดิน ตามโมเดลของเมโสโปเตเมีย ปัจจุบันยังคงเหลือซากปรักหักพังแนวที่ตั้งของเมืองเก่า มีเสาอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ตั้งตระหง่านท้าลมท้าฝนมาหลายพันปีแล้ว พร้อมทั้งยังมีภาพแกะสลักหินอันงดงามอยู่รอบ ๆ อีกหลายจุดอีกด้วย แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญของอิหร่านที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อยูเนสโก ได้แก่ หอคอย Azadi ในเมืองหลวงเตหะรานและหลุมฝังศพของอดีตผู้นำสูงสุด Ayatollah Ruhollah Khomeini

 

3. จัตตุรัสอิหม่ม Imam Square

จัตุรัสอิหม่ามหรืออีกชื่อหนึ่งว่า Naqsh-e Jahan Square เป็นศูนย์กลางของโลกในยุคกลาง ตั้งอยู่ที่เมือง Esfahan เมืองที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการยอมรับว่าเป็นจุดศูนย์กลางของโลก ซึ่งจัตุรัสอิหม่ามนั้นยิ่งใหญ่อลังการ โดยบรรดาสิ่งก่อสร้างที่ตั้งอยู่รายล้อมทั้งสี่ทิศของจัตุรัสอิหม่ามนั้น คือมรดกแห่งอารยธรรมเปอร์เซียที่แท้จริง ทางทิศใต้ มีมัสยิดอิหม่าม ทางทิศตะวันออก  ในเมืองนี้ยัง มีมัสยิด Sheikh Lotfollah ทางทิศตะวันตก มีพระราชวัง Ali Qapu และทางทิศเหนือมีสะพาน Si-o-Seh Pol สัญลักษณ์อันคลาสสิคของอิสฟาฮาน ที่ชาวเมืองมักจะมาใช้เวลายามเย็นจนค่ำคืนกันที่นี่  และ มัสยิดSheikh Lotfollah ผลงานชิ้นเอกของศิลปะแบบอิหร่าน ด้วยรูปทรงสถาปัตยกรรมแบบอิสลาม การตกแต่งด้วยกระเบื้องสีต่างๆ โดยเน้นไปที่สีน้ำเงินอันสวยงาม ลายกระเบื้องที่เป็นตัวอักษรเปอร์เซีย และความใหญ่โตอลังการ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมัสยิดที่สวยที่สุดในอิหร่านAli Qapu Palace พระราชวังเก่าที่มีความสูงถึง 7 ชั้น การเดินชมจะเป็นการเดินขึ้นบันไดสูงชันขึ้นไป มีภาพสวยงามมากมาย แต่ไฮไลท์ คือ การตกแต่งเป็นลวดลายดนตรีของชั้นบนสุด นอกจากนี้บนจุดชมวิวสามารถถ่ายรูปได้ทั่วบริเวณจัตุรัสอิหม่ามอีกด้วย

 

4. พีรามิด  Chogha Zanbil

ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ Inshushinak ซึ่งเป็นหนึ่งในเทพเจ้าที่ดีของ Elam จะประกอบด้วยห้าเสาของความสูงที่แตกต่างกันในแต่ละสร้างด้านหนึ่งของอื่น ๆ พื้นที่ภายในที่ตรง ziggurat หลักมีไว้สำหรับพระเจ้าหลักในขณะที่พื้นที่ตรงกลางซึ่งประกอบด้วยห้องพักของสิบเอ็ดไว้สำหรับพระเจ้าน้อย ในพื้นที่ที่อยู่นอกคุณสามารถหาพระราชวังและสถานที่ที่ศพที่สุสานใต้ดินห้าจะถูกวางไว้การก่อสร้างคลองที่ดีในการจัดหาน้ำจากแม่น้ำที่ยังอยู่ในการใช้เป็นแหล่งน้ำไม่เพียงพอสำหรับความต้องการของประชาชน ที่ไม่ได้ใช้ก้อนอิฐที่เว็บไซต์ด้านซ้ายเท่านั้นที่พิสูจน์ให้เห็นว่า Chogha Zanbil ที่เหลืออยู่จนกว่าจะยกเลิกแอสบุกเมือง excavasions โบราณคดีเอาสถานที่ระหว่าง 1951-1962 เพียงที่จะค้นพบเมืองที่ลดลง ทุกความพยายามของพวกเขาได้จ่ายเป็น ยูเนสโก ประกาศ Chogha Zanbil เป็น เว็บไซต์มรดกโลก ในปี 1970 เข้าชมไซต์นี้พยายามที่จะมีชีวิตอีกเกียรติศักดิ์ของอาณาจักรโบราณเช่นเดียวกับที่จะต้องประหลาดใจด้วยความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่ว่าคนในยุคที่สามารถคิดงานชิ้นเอกที่โดดเด่นนี้

 

5. มัสยิด The Nasir al-Mulk Mosque

เป็นมัสยิดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศอิหร่าน ตั้งอยู่ที่เมือง Shiraz สร้างขึ้นมาในช่วงยุคของราชวงศ์กาจาร์ ความโดดเด่นของมัสยิดแห่งนี้ไม่ใช่เพียงแค่สถาปัตยกรรมอันสวยงามเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการตกแต่งอย่างสวยงามหรูหราทั้งภายในและภายนอกอีกด้วย ซึ่งผู้ออกแบบอย่าง Muhammad Hasan-e-Memar และ Muhammad Reza Kashi Paz-e-Shirazi ก็ได้เลือกใช้กระจกสีสันสดใสมาตกแต่งบานหน้าต่าง ซึ่งแตกต่างจากมัสยิดของชาวอิสลามทั่ว ๆ ไป ยามที่แสงอาทิตย์สาดส่องมายังบานกระจก กระจกเหล่านี้ก็จะส่องสะท้อนสีต่าง ๆ ออกมาอย่างงดงามดั่งต้องมนตร์ กลายเป็นความน่าประทับใจที่ไม่ว่าใครได้มาอิหร่านจะต้องมาสัมผัสกันสักครั้ง

 

โดยสถานสำคัญในอิหร่านที่ได้รับการประกาศชื่อเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก้ ทั้ง 24 แห่ง

โดยเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม  22 แห่ง ได้แก่

Armenian Monastic Ensembles of Iran (2008)

Bam and its Cultural Landscape (2004)

Bisotun (2006)

Cultural Landscape of Maymand (2015)

Golestan Palace (2013)

Gonbad-e Qābus (2012)

Historic City of Yazd (2017)

Masjed-e Jāmé of Isfahan (2012)

Meidan Emam, Esfahan (1979)

Pasargadae (2004)

Persepolis (1979)

Sassanid Archaeological Landscape of Fars Region (2018)

Shahr-i Sokhta (2014)

Sheikh Safi al-din Khānegāh and Shrine Ensemble in Ardabil (2010)

Shushtar Historical Hydraulic System (2009)

Soltaniyeh (2005)

Susa (2015)

Tabriz Historic Bazaar Complex (2010)

Takht-e Soleyman (2003)

Tchogha Zanbil (1979)

The Persian Garden (2011)

The Persian Qanat (2016)

มรดกโลกทางธรรมชาติ

Hyrcanian Forests (2019)

Lut Desert (2016)


_รวมพิกัดวัดดัง-จัดงาน-สวดมนต์ข้ามปี_web.jpg

kinyupen_adminDecember 30, 2019

 

ใกล้ถึงช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ปี 2563 แล้ว หลายคนเตรียมหาสถานที่นับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่กันแล้ว แต่ถ้าใครที่ชื่นชอบการเข้าวัดเข้าวา แนะนำให้ไปร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตจะดีกว่า กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมวัดดังทั่วประเทศที่จัดงาน “สวดมนต์ข้ามปี” มาไว้ให้แล้ว

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเอาใจคนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวพุทธผู้ที่ชอบการเข้าวัดเข้าวา ไหว้พระ สักการะสิ่งศักดิ์ ต้องบอกเลยว่าอีกไม่กี่วันแล้วก็จะก้าวเข้าสู่ปี พ.ศ.2563 แล้ว ชาวพุทธจำนวนหนึ่งทุกเพศ ทุกวัย เริ่มหันมาให้ความสนใจในการเข้าวัดเข้าวากันมากพอสมควร ช่วงวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ก็เช่นกัน ชาวพุทธเลือกที่จะมาสวดมนต์ข้ามปีกัน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตในปี 2563

 

สวดมนต์ข้ามปี” มีที่มาที่ไปอย่างไร

 

จริง ๆ แล้ว การสวดมนต์ข้ามปีเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2548 กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ริเริ่มกิจกรรมนี้ขึ้น โดยจัดขึ้นที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นที่แรกแห่งแรก และถือเป็นวัดต้นแบบการสวดมนต์ข้ามปี กระทั่งในเดือนธันวาคม พ.ศ.2553 ที่ประชุมมหาเถรสมาคม มีมติให้วัดทุกวัด จัดสวดมนต์ข้ามปีทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยส่วนกลางอยู่ที่วัดสระเกศฯ (วัดภูเขาทอง) , ภาคเหนือ มีศูนย์กลางอยู่ที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ , ภาคอีสาน มีศูนย์กลางอยู่ที่วัดพระธาตุพนม จ.นครพนม และ ภาคใต้ มีศูนย์กลางอยู่ที่วัดบรมธาตุไชยา จ.สุราษฎร์ธานี

 

พร้อมกันนี้ ได้ให้วัดเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัดเป็นศูนย์กลางการสวดมนต์ข้ามปีของจังหวัดนั้น ๆ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นศูนย์กลางการอำนวยการ ประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในการจัดสวดมนต์ข้ามปี จนกลายมาเป็นที่นิยมแพร่หลายในปัจจุบัน

 

เราจะได้อะไรจากการ “สวดมนต์ข้ามปี”

 

การสวดมนต์ข้ามปีมีประโยชน์มาก เพราะการเข้าวัดเข้าวาสวดมนต์นั้นช่วยให้จิตเป็นสมาธิ เพราะขณะนั้นผู้สวดต้องสำรวมใจแน่วแน่ เมื่อจิตเป็นสมาธิ ความสงบเยือกเย็นในจิตจะเกิดขึ้น เป็นการกระทำที่ได้ปัญญา ถ้าการสวดมนต์โดยรู้คำแปลรู้ความหมายก็ย่อมทำให้ผู้สวดได้ปัญญาความรู้ ถือเป็นการตัดความเห็นแก่ตัว เพราะในขณะนั้นอารมณ์จะไปหน่วงอยู่ที่การสวดมนต์อย่างตั้งใจ เป็นสิริมงคล ทั้งแก่ชีวิตตน และ บริวารคนรอบตัว สามารถไล่ความขี้เกียจได้ เพราะในขณะที่สวดมนต์ อารมณ์เบื่อ เซื่องซึม ง่วงนอน ความเกียจคร้านจะหมดไป เปรียบเสมือนการได้เฝ้าพระพุทธเจ้า เพราะขณะนั้นผู้สวดมี กาย วาจา ปกติ เปรียบเสมือนได้เฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยการปฏิบัติบูชา ครบไตรสิกขาอย่างแท้จริง

 

และในโอกาสส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ก็คือปี พ.ศ.2563 ที่จะมาถึงนี้ วัดวาอารามหลายแห่งได้มีการจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีขึ้น ทั้งในกรุงเทพฯ รวมไปถึงต่างจังหวัด หากใครไม่รู้ว่าจะไปวัดไหนดี หรือวัดไหนจัดกิจกรรมบ้าง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมวัดดังทั่วประเทศที่จัดงาน “สวดมนต์ข้ามปี” มาไว้ให้แล้ว

 

พิกัดกรุงเทพมหานคร

  1. มณฑลพิธีท้องสนามหลวง
  2. วัดสระเกศฯ
  3. วัดอรุณราชวราราม
  4. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
  5. วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม
  6. วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม
  7. วัดบวรนิเวศวิหาร
  8. วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
  9. วัดสุทัศนเทพวราราม
  10. วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก
  11. วัดบึงทองหลาง
  12. วัดเทพลีลา
  13. วัดลาดพร้าว
  14. วัดพระศรีมหาธาตุ

 

พิกัดภาคกลาง

  1. วัดใหญ่ชัยมงคล อ.พระนครศรีอยุธยา
  2. วัดใหญ่ชัยมงคล จ.อยุธยา
  3. วัดบางแก้ว จ.ฉะเชิงเทรา
  4. วัดโสธรวราราม จ.ฉะเชิงเทรา
  5. วัดใหญ่ จ.สมุทรปราการ
  6. วัดเนินพระ จ.ระยอง
  7. วัดไผ่ล้อม จ.ตราด
  8. วัดป่าเลไลยก์ จ.สุพรรณบุรี
  9. วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม
  10. วัดปัญญานันทาราม จ.ปทุมธานี
  11. วัดไผ่เหลือง จ.นนทบุรี
  12. พุทธมณฑล จ.นครปฐม
  13. ต้นบุญธรรมสถาณ จ.ชลบุรี
  14. วัดหนองอำเภอจีน จ.กาญจนบุรี
  15. วัดพระนอนจักรสีห์ จ.สิงห์บุรี

 

พิกัดภาคเหนือ

  1. วัดพระธาตุดอยสุเทพฯ จ.เชียงใหม่
  2. วัดสันกำแพง จ.เชียงใหม่
  3. วัดกำแพงมณี จ.พิษณุโลก
  4. วัดพระศรีรัตนมหาตุวรมหาวิหาร จ.พิษณุโลก
  5. วัดศรีมหาโพธิ์ จ.สุโขทัย
  6. วัดบ้านน้อย จ.พิจิตร
  7. วัดท่าหลวง จ.พิจิตร
  8. วัดพระธาตุผาเงา จ.เชียงราย
  9. วัดคลองโพธิ์ จ.อุตรดิตถ์
  10. วัดหาดสองแคว จ.อุตรดิตถ์
  11. วัดพระธาตุดอยกองมู จ.แม่ฮ่องสอน
  12. วัดพระธาตุแช่แห้ง จ.น่าน
  13. วัดศรีอุโมงค์คำ จ.พะเยา
  14. วัดศรีโคมคำ จ.พะเยา
  15. วัดพระธาตุแช่แห้ง จ.น่าน

 

พิกัดภาคอีสาน

  1. วัดพิศาล จ.ขอนแก่น
  2. วัดหนองแวง จ.ขอนแก่น
  3. วัดขุนพรหมดำริ (บ้านอุปราช) จ.มหาสารคาม
  4. วัดโสมนัส จ.มหาสารคาม
  5. วัดโพธิการาม จ.ร้อยเอ็ด
  6. วัดบูรพาภิรมย์ จ.สกลนคร
  7. วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร จ.สกลนคร
  8. วัดทุ่งศรีเมือง จ.อุบลราชธานี
  9. วัดเทพมงคล จ.อำนาจเจริญ
  10. วัดโพนวิมาน จ.กาฬสินธุ์
  11. วัดชัยมงคลโคกค่าย จ.กาฬสินธุ์
  12. วัดมัฌชิมาวาส จ.อุดรธานี
  13. วัดยางตลาด จ.ยโสธร
  14. วัดโพธิ์ชัย จ.หนองคาย
  15. วัดป่าสันติธรร จ.ชัยภูมิ

 

พิกัดภาคใต้

  1. อาศรมสุญญตา จ.ประจวบคีรีขันธ์
  2. วัดพระพรหม จ.นครศรีธรรมราช
  3. วัดมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช
  4. วัดเขาไม้แก้ว จ.ตรัง
  5. วัดนิคมพัฒนาราม (ผังเจ็ด) จ.สตูล
  6. วัดคลองแห จ.สงขลา
  7. วัดโคกสมานคุณ จ.สงขลา
  8. วัดพรหมนิวาส จ.นราธิวาส
  9. วัดถ้ำสุมะโน จ.พัทลุง
  10. วัดตะโปทาราม จ.ระนอง
  11. วัดท่าไทร ต.ท่าทองใหม่ จ.สุราษฎร์ธานี
  12. วัดท่าเรือ จ.ภูเก็ต
  13. วัดขันเงิน จ.ชุมพร
  14. วัดไผ่ล้อม จ.กระบี่

 

นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ การ “สวดมนต์ข้ามปี” จึงกลายเป็นกิจกรรมยอดนิยมที่แพร่หลายไปทั่วประเทศ ถือเป็นการเริ่มต้นของการนำมิติทางศาสนาเข้ามาสู่กิจกรรมส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ นับถอยหลังหรือเคาท์ดาวน์ด้วยเสียงเจริญพระพุทธมนต์และสวดมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เจริญรุ่งเรือง พร้อมกับการต้อนรับปีใหม่ โดยมีพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และเป็นการรักษาประเพณีวัฒนธรรมในมิติทางศาสนา สืบสานวิถีถิ่น วิถีไทย อย่างมั่นคง และยั่งยืน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Content_ประกันภัยการเดินทาง_Cover_1.jpg

kinyupen_adminDecember 20, 2019

ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยียิ่งทำให้การท่องเที่ยวกลายเป็นเรื่องง่าย เพราะไม่ว่าจะวางแผนเดินทาง จองตั๋วเครื่องบิน ตั๋วรถ ค้นหาจุดแวะพัก แวะกิน แวะถ่ายรูป ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้วผ่านสมาร์ทโฟน แต่อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามทุกทริปเดินทางทั้งในประเทศ หรือ ต่างประเทศ นั่นคือ “ประกันภัยการเดินทาง” ซึ่งทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต อยากแนะนำว่าซื้อติดไว้เถอะ ซื้อแล้วไม่ได้ใช้ก็ยิ่งดี แต่หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นแล้วละก็คงช่วยให้เบาใจได้ไม่มากก็น้อย

เดินทางแค่แป๊บเดียวทำไมต้องทำ

เพราะทุกการเดินทางไม่ว่าจะระยะสั้น ระยะยาว เราไม่สามารถรู้ได้ว่าจะต้องเผชิญอะไรบ้างและอาจเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นได้เสมอ เช่น กระเป๋าเดินทางได้รับล่าช้า ทรัพย์สินสูญหาย เครื่องบินดีเลย์ เที่ยวบินถูกยกเลิก หรือ รุนแรงถึงขั้นเจ็บป่วย และอุบัติเหตุ โดยเฉพาะหากเกิดในประเทศที่ค่าครองชีพสูงกว่าประเทศไทย เช่น สหรัฐอเมริกา หรือ ประเทศยอดนิยมของคนไทยอย่างญี่ปุ่น ค่าใช้จ่ายบานปลายเกินควบคุมแน่นอน  ขณะเดียวกันประเทศแถบยุโรปและอเมริกา ก็ได้กำหนดให้นักท่องเที่ยวต้องทำประกันภัยการเดินทาง เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการยื่นขอวีซ่าเพื่อเข้าประเทศด้วย

 

ซื้อง่าย เลือกได้ ให้ครอบคลุมแค่ไหน

ปัจจุบันประกันภัยการเดินทาง มีให้เลือกหลากหลายอยู่ในทุกบริษัทประกันภัยชั้นนำ  โดยแผนประกันมีทั้งแบบรายเที่ยว รายวันและรายปี ขอบเขตคุ้มครองมีตั้งแต่คุ้มครองอุบัติเหตุระหว่างเดินทาง การชดเชยค่ารักษาพยาบาล การเคลื่อนย้ายทางการแพทย์ฉุกเฉิน การชดเชยค่าโทรศัพท์กรณีฉุกเฉิน ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับกระเป๋าเดินทางและทรัพย์สินส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นเงินสด บัตรเครดิต บัตรเดบิต พาสปอร์ตและวีซ่า นอกจากนี้ยังมีประเภทความคุ้มครองเกี่ยวกับการยกเลิก หรือ การล่าช้าที่เกิดขึ้นในเดินทางด้วย ส่วนค่าเบี้ยประกันก็มีตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักพันขึ้นอยู่กับขอบเขตความคุ้มครองที่ต้องการ

 

ช่องทางการซื้อประกันภัยการเดินทาง โดยทั่วไปมี 3 ช่องทางหลัก คือ  1. ถ้าเดินทางกับบริษัททัวร์ ส่วนใหญ่จะเสนอขายมาในแพ็คเกจอยู่แล้ว หรือ โปรแกรมบางประเทศจะบังคับซื้อตามข้อกำหนดประเทศนั้นๆ เลย ซึ่งสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่บริษัททัวร์ได้ว่ามีครอบคลุมคุ้มครองอะไรบ้าง 2.ถ้าจองตั๋วเครื่องบินเอง ก็สามารถเลือกซื้อประกันเพิ่มเติมได้ในขณะจองตั๋วกับสายการบินได้เลย หรือ 3. ซื้อโดยตรงกับบริษัทประกันได้เลย

 

กลับมาแล้วค่อยแสดงอาการป่วย ประกันจะคุ้มครองไหม

ทั้งนี้จากเคสที่เกิดขึ้นของดาราหนุ่มบอย ปกรณ์ ที่ไปถูกแมลงกัดตอนเที่ยวต่างประเทศแล้วแผลเกิดติดเชื้อกลายเป็นเนื้อตายเมื่อกลับมาเมืองไทยจนต้องเข้าผ่าตัด เกิดคำถามตามมาว่า ถ้าการเจ็บป่วยของผู้เอาประกันเกิดขึ้นหลังกลับมาจากประเทศนั้นแล้วยังครอบคลุมอยู่หรือไม่ เรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันแนะนำว่า ผู้เอาประกันคงต้องศึกษารายละเอียด หรือ สอบถามตัวแทนประกันให้ชัดเจนก่อนว่าแผนประกันที่จะทำนั้นคุ้มครองมากน้อยเพียงใด หรือ มีข้อยกเว้นใดบ้าง

ยกตัวอย่าง รายละเอียดในกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองการเดินทางต่างประเทศของ Chubb ระบุโดยสรุปว่า ยังคงคุ้มครองถึงค่ารักษาพยาบาลที่จำเป็นเพื่อบำบัดรักษาหรือติดตามอาการในประเทศไทย หากผู้เอาประกันภัยเกิดการเจ็บป่วยภายใน 3 วัน นับจากวันที่เดินทางกลับประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมต่อเนื่องไปอีกไม่เกิน 21 วันนับจากการรักษาพยาบาลครั้งแรกในไทย

 

หรือ ถ้าผู้เอาประกันภัยได้รับการรักษาพยาบาลตั้งแต่อยู่ในต่างประเทศแล้ว ก็ครอบคลุมต่อเนื่องอีกไม่เกิน 21 วันนับจากวันที่เดินทางกลับไทย หรือ ภายในกำหนดที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้เบาใจได้ว่าถ้าเกิดเจ็บป่วยต่อเนื่องหลังกลับมาก็ยังมีผลคุ้มครองอยู่ (หมายเหตุ รายละเอียดการคุ้มครองอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะและประเภทกรมธรรม์แต่ละบริษัท)

 

แต่จากประสบการณ์ตรงทีมงานขอแนะนำว่า ถ้ารู้สึกเจ็บป่วยเมื่ออยู่ต่างประเทศให้รีบทำการรักษาที่นั่นเลย จากนั้นค่อยกลับมารับการรักษาต่อที่ไทยเพื่อความต่อเนื่องของการคุ้มครอง

 

อย่างไรก็ตามรายละเอียดความคุ้มครองแต่ละบริษัท หรือ แต่ละแผนประกันก็จะลงลึกในปลีกย่อยที่ต่างกัน ซึ่งก่อนตัดสินใจทำประกันกับเจ้าใด ควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนเสียก่อน หากหลักสำคัญในการเลือกซื้อที่ควรคำนึงถึง คือ ควรพิจารณาความน่าเชื่อถือของบริษัทประกันนั้นๆ โดยเน้นบริษัทที่มีศูนย์บริการลูกค้าฉุกเฉิน มีช่องทางติดต่อสะดวก และเคลมง่าย ซึ่งสามารถพิจารณาได้จากคนรอบตัว รวมถึงรีวิวที่มีอยู่มากมายเอามาช่วยตัดสินใจ รวมถึงต้องพิจารณาว่าบริษัทประกันนั้นได้รับการยอมรับจากสถานทูตของประเทศที่เราจะไปหรือไม่เพื่อความชัวร์ก่อนการเดินทาง

 

เมื่อพิจารณาองค์รวมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวแต่ละทริปแล้ว กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต เชื่อว่าค่าใช้จ่ายหลักร้อยหลักพันที่เพิ่มขึ้นกับการทำประกันภัยการเดินทางนั้นย่อมมีข้อดีมากกว่า เพราะหากไปเที่ยวแล้วเกิดเจ็บป่วย หรือ มีเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาแล้วละก็ค่าใช้จ่ายอาจพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว จะได้ไม่ต้องมานั่งบ่นเสียดายภายหลังว่า รู้งี้ทำประกันไว้ดีกว่า เหมือนที่หลายคนชอบพูดว่า รู้อะไรไม่สู้รู้งี้ นั่นแหล่ะ

 

ขอบคุณข้อมูล

ชับบ์สามัคคีประกันภัย : www.chubb.com/th-th/personal/travel-insurance.aspx


Content_โดราเอม่อน_Cover_1-1.jpg

kinyupen_adminDecember 7, 2019

ทริปส่งท้ายปลายปี หากใครมีแผนไปโตเกียว ไม่ควรพลาดที่จะไป Doraemon Future Department Store ที่เปิดขึ้นในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีที่โดราเอมอนได้ถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือการ์ตูนครั้งแรก และครบรอบ 40 ปีในการเป็นการ์ตูนฉายทางโทรทัศน์

 

ห้างฯนี้ ตั้งอยู่ที่ Divercity Tokyo Plaza ย่านโอไดบะ ภายในห้างฯนอกจากจำหน่ายสินค้าโดราเอมอนแล้ว ยังจัดทำพื้นที่พิเศษโดยแบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่ The Secret Gadget Lab  ที่สามารถทดลองเล่น หรือใช้ของวิเศษของโดราเอมอน ต่อมา The Customization Zone โซนที่สามารถสร้างสินค้าโดราเอมอนได้ในแบบที่ตัวเองชอบ ซึ่งหมายความว่า สินค้าชิ้นนั้นจะมีเพียงชิ้นเดียวในโลก และ The Shop โซนร้านค้าที่จะมีสินค้าโดราเอมอนนานาชนิด และสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟที่หาซื้อได้เฉพาะห้างแห่งนี้เท่านั้น

 

โอไดบะ เป็นแหล่งชอปปิ้งและความบันเทิงของโตเกียว ถ้าดูจากแผนที่เมืองนี้มีสภาพเป็นเกาะอยู่ที่อ่าวโตเกียว ในสมัยเอโดะ ค.ศ.1603-1868 เกาะ Odaiba ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นป้อมปราการ (คำว่า daiba แปลว่าป้อมปราการ) ป้องกันการรุกรานของข้าศึก

 

อย่างไรก็ตามโดราเอมอน เกิดวันที่ 3 กันยายน เดินทางมาจากอนาคตเพื่อกลับมาช่วยโนปิตะ เด็กประถมในเมืองเนริมะ กรุงโตเกียว โดยโดราเอมอนเคยเป็นฑูตสันถวไมตรีเพื่อการประชาสัมพันธ์วัฒนธรรม ทั้งได้รับเลือกเป็น 1 ในวีรบุรุษแห่งทวีปเอเชียจากประเทศญี่ปุ่น

 

การเดินทางมายัง Odaiba

นั่งรถไฟมาลงที่ JR Shimbashi* (ภาษาพูด)/Shinbashi (ภาษาเขียน) แล้วเดินออกไปที่สถานี Shimbashi ของรถไฟ Yurikamome โดยให้ลงที่สถานีแรก คือ Odaiba-kaihinkoen เพื่อเดินทะลุไปยัง DiverCity ซึ่งสถานีนี้สามารถแวะเที่ยวสถานที่ต่างๆ ได้ หากมีเวลา เช่นสะพานสายรุ้ง, Odaiba Seaside Park, อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพจำลอง, ห้าง Decks Tokyo beach, ห้าง Aqua City Odaiba ชายหาด Odaiba ห้าง Palette Town และ ห้าง Venus Fort

 

การเดินทางใน Odaiba

มีรถไฟสาย Yurikamome วิ่งทั่ว Odaiba เป็นรถไฟของเอกชนไม่สามารถใช้ JR Pass ได้ ค่ารถไฟเริ่มต้นที่ 180 เยน สูงสุด 370 เยน สามารถซื้อตั๋วเป็นเที่ยวๆ หรือชำระผ่านบัตร Suica หรือ Passmo ได้ นอกจากนั้นยังมี One day pass ของ รถไฟสาย Yurikamome จะขึ้น-ลงกี่เที่ยวก็ได้ใน 1 วัน ราคา 800 เยน


Content_หนังพ่อ_Cover_1.jpg

kinyupen_adminDecember 5, 2019

เพื่อรำลึกถึงพระคุณพ่อ ในวันดีๆ นอกจากทำดี ให้พ่อชื่นใจ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอแนวทางเลือกในวันหยุดนี้ย้อนดูภาพยนตร์ที่สื่อถึงความรักของพ่อต่อลูกต่อครอบครัว 9 เรื่อง ที่มีทั้งแนวการ์ตูน แนวฮอลลีวู๊ด และแนวไทย นั่งดูร่วมกันเพลินๆ  ซึมซับสิ่งดีๆ มีความสุขร่วมกันใน “วันพ่อ”

 

ภาพยนตร์ การ์ตูน

  1. Finding Nemo การผจญภัยของปลาการ์ตูนเพื่อตามหา “นีโม” ลูกชาย

ปลาการ์ตูนผู้พ่ออย่างมาร์ลิน ได้สะท้อนถึงความรักและความห่วงใย รวมถึงความกล้าหาญในการที่จะตามหาลูกชายที่หายไป  ทั้งยังแฝงคำสอนดีๆ ที่พ่อมีต่อลูก ให้เข้มแข็ง เชื่อมั่นในตนเอง

  1. Lion King วัฏจักรในป่าที่มีสิงโต เป็นเจ้าแห่งสัตว์ทั้งปวงไปจนถึงสัจธรรมของชีวิต

มูฟาซา—สิงโตเจ้าป่าผู้พ่อที่นอกจากจะปกครองฝูงแล้ว ยังสั่งสอนลูกชายอย่าง ซิมบ้า เกี่ยวกับหน้าที่แล้วความสำคัญของการเป็นผู้ปกครอง รวมทั้งให้เข้าใจถึงความเป็นจริงของชีวิต และท้ายสุดยังเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องลูกน้อยของตัวเอง

  1. Hotel Transylvania ความรักความผูกพันของทายาทตระกูลแดร๊กคิวล่าและการพบรักกับมนุษย์

เคาท์แดร๊กคูร่า ผู้ทำทุกสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดให้กับ Mavis ลูกสาว แม้บางครั้งขัดใจ ผิดหวังกัน แต่ท้ายสุดก็ยอมปรับตัว เปิดใจรับในสิ่งที่ลูกเลือก เพราะต้องการให้ลูกได้พบความสุข

 

ภาพยนตร์ฮอลลีวูด

  1. Life is beautiful สะท้อนความโหดร้ายที่นาซีมีต่อชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

กุยโด ผู้พ่อเป็นเซลส์ขายหนังสือเชื้อสายยิวในอิตาลี ที่ไม่อยากให้ลูกชายต้องขวัญเสียกับการถูกทหารนาซีจับ จึงแต่งเรื่องให้ลูกชายเข้าใจว่าพ่อพาออกมาผจญภัยตั้งแคมป์ และแปลงสถานการณ์โหดร้ายเป็นเกมในสายตาลูก

  1. Pursuit of happiness  สะท้อนวิธีคิดที่จะเอาชนะอุปสรรค และออกตามหาความสุขในแบบของตนเอง

คริส  ผู้ที่แม้ในช่วงชีวิตที่ลำบากและตกต่ำที่สุด ก็ยอมอดทน เสียสละ และต่อสู้เพื่อลูกทั้งมีความหวังว่าชีวิตจะต้องดีขึ้น

“Don’t ever let somebody tell you ‘you can’t do something’. Not even me.” —อย่ายอมให้ใครมาบอกว่าลูกทำอะไรไม่ได้ แม้แต่พ่อ

  1. Doubtfire พ่อผู้โชคร้ายที่ถูกภรรยาฟ้องหย่าและไม่ให้เข้าบ้าน สิ่งที่ทำได้คือปลอมตัวเป็นแม่บ้าน

แดเนียล ฮิลลาร์ด  พ่อผู้ตัดสินใจปลอมตัวเป็นแม่บ้านหญิงสูงอายุในชื่อ  “มิสซิส เด๊าท์ไฟร์” ทำให้ผู้เป็นพ่อนอกจากจะทุ่มสุดตัวด้วยความรักลูก หากสุดท้ายสิ่งที่ได้เพิ่มคือเข้าใจมุมของความเป็นแม่ และภรรยา

 

ภาพยนตร์ไทย

  1. ฉลาดเกมส์โกง สะท้อนปัญหาการศึกษาผ่านเด็กฉลาดที่เปลี่ยนกระดาษคำตอบเป็นเงินล้าน

อาจารย์ประวิทย์ นิลเทพ พ่อเลี้ยงเดี่ยวที่รักลูก บ่มเพาะสอนให้ลูกมีความซื่อสัตย์ หากก็อยากให้ลูกมีอนาคตที่ดีโดยยอมเสียแป๊ะเจี๊ยะให้ลูกได้เข้าโรงเรียนดัง แม้จะมีความย้อนแย้งแต่ก็เป็นความจริงในชีวิต แต่สิ่งสำคัญของเรื่องคือเมื่อลูกทำผิด พ่อก็ให้โอกาสลูกกลับตัว

  1. บ้านฉันตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้) ทายาทครอบครัวตลกคาเฟ่ ที่เป็นลูกไม้ไกลต้น

เพลิน พ่อของต๊อกผู้สะท้อนนิยามของความเป็นพ่อที่รักลูกทุกคน แม้จะผิดหวังกับความคาดหวังของตัวเองต่อลูก แต่ก็พร้อมให้อภัยและเลือกที่จะตีตัวเองแทน ด้วยความกลัวลูกจะเจ็บ

  1. เอ๋อเหรอ พ่อที่เป็นดาวน์ซินโดมต้องออกตามหาลูกที่เป็นเด็กพิเศษซึ่งโดนลักพาตัวไปพัทยา

“สำรวย” คุณพ่อที่เป็นดาวน์ซินโดรม ผู้พยายามดูแลครอบครัวให้ดีที่สุด แม้ตนจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ไม่ย่อท้อต่อความลำบากที่จะออกตามหาลูกด้วยความรักลูกมากกว่ารักตัวเอง

 

ทั้ง 9 ภาพยนตร์ที่เลือกมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่มีการ Vote หรือพูดถึงกันในโลกออนไลน์ จึงอาจไม่ใช่ที่สุด แต่ก็หยิบมาเผื่อเป็นไอเดียสร้างวันหยุดให้เป็นวันดี และระลึกถึงพระคุณพ่อของทุกคน รวมถึงความรักของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีต่อประชาชนชาวไทย


Content_หนัง-XY_Cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 30, 2019

เชื่อว่าหลายท่านคงมีภาพยนตร์ในดวงใจเก็บไว้ในกล่องความทรงจำ ซึ่งจากที่ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้สนทนากับบุคคลหลากช่วงวัยเกี่ยวกับภาพยนตร์ในความทรงจำ ก็พบว่า “ความชอบ และ ภาพจำในหนัง” ก็สามารถสะท้อนตัวตน Generation นั้นๆ ออกมาได้อย่างน่าสนใจ จะเป็นอย่างไรลองไปติดตามกัน และหากผู้อ่านมีภาพยนตร์ในดวงใจเรื่องใด ก็สามารถนำมาแบ่ง มาแชร์กันได้เลย

 

 

Gen X มองหาความหวัง แรงบันดาลใจ

Gen X เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2508-2522 อีกชื่อว่า “ยับปี้” (Yuppie) ที่ย่อมาจาก Young Urban Professionals เกิดในช่วงที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง โดยเฉพาะการเข้ามาของเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ หากจะถูกคนเบบี้บูมเมอร์สอนให้รู้ถึงการประหยัด อดทน ให้ความสำคัญกับการศึกษาเพื่อสร้างชีวิตที่ดีขึ้น แสวงหาอำนาจ ความสำเร็จและชีวิตมั่นคง แวดล้อมด้วย 4Cs ประกอบด้วย 1) Condominium 2) Computer 3) Cell phone และ 4) Credit Card ขณะเดียวกันก็ไขว่คว้าหาอิสระ ชอบเข้าสังคมเพื่อความสุขในชีวิตควบคู่กัน

 

ภาพยนตร์ในดวงใจที่คนกลุ่มนี้นึกถึงมักเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “แรงบันดาลใจ ความหวัง มิตรภาพ ความกล้าหาญ และความสวยงามในชีวิต”  อาทิ The God Father, Star Wars, E.T., Back to The future, The Shawshank Redemption, Forrest Gump, Braveheart, Green Mile, Saving Private Ryan, Pretty Woman, Titanic, The Nothing Hill, American Beauty

 

 

Gen Y มองหาฮีโร่ และ การผจญภัย

Gen Y หรือ ยุค Millennials เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2523–2540 เป็นยุคที่เศรษฐกิจโลกค่อนข้างดี เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิตัล แต่ก็ต้องเผชิญวิกฤตและความผันผวนทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ รวมถึงความขัดแย้งทางการเมือง ที่ต้องฝ่าฝันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งคน Gen-Y มักมีนิสัยชอบแสดงออก แนวคิดเป็นตัวของตัวเอง อยากออกไปผจญภัยแสวงหาความสำเร็จด้วยตนเอง โดยไม่ชอบถูกบังคับให้อยู่ในกรอบเงื่อนไข รู้สึกสนุกกับการทดลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

 

ภาพยนตร์ในดวงใจ ที่คนกลุ่มนี้นึกถึงมักเกี่ยวกับ “แนวฮีโร่ ผจญภัย แฟนตาซี ไซไฟ รวมถึงการนำการ์ตูน หรือ นิยายมาสร้างโลดแล่นบทโลกเสมือนจริง”  อาทิ Jurassic Park, Mission: Impossible, The Matrix, The Six sense, The Lord of The Rings, Harry Potter, Pirates of the Caribbean, Transformers, Avatar และ Iron man ที่ถือเป็นการเปิดปฐมบทของ Avenger ที่ได้รับความนิยมถล่มทลายในเวลาต่อมา

สิ่งที่น่าสนใจของภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นในช่วงวัยของคนกลุ่มนี้ ซึ่งบางครั้งถูกนิยามว่าเป็นยุค 90 คือ ยุคดังกล่าวแม้เทคนิค CG ไม่ได้ดีเหมือนในปัจจุบัน แต่ทางผู้ผลิตก็สามารถสร้างความแปลกใหม่ ตื่นตาตื่นใจออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ จนเป็นที่มา หรือ ต้นแบบภาพยนตร์ดังในยุคต่อมาอีกหลายเรื่อง และในยุคนี้ช่วงหนึ่งเกิดกระแสY2K และวันสิ้นโลกในปี 2,000 ทำให้หนังไซไฟ ประเภทอุกาบาตชนโลก มนุษย์ต่างดาวบุกโลก เกิดในช่วงนี้หลายเรื่องอาทิ ID4, Armageddon, Deep Impact, Twister

 

หมายเหตุ

บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนที่รวบรวมและวิเคราะห์จากการสนทนากับบุคคลในหลากช่วงวัย โดยไม่ได้จำแนกกลุ่มภาพยนตร์จากปีที่เข้าฉาย ทำให้หนังที่ฉายในช่วงปีเดียวกันอาจได้รับความนิยมในช่วงวัยที่ต่างกัน หรือ บางเรื่องก็อาจได้รับความนิยมครอบคลุมทุกช่วงวัย หรือ หนังระดับตำนานหลายๆ เรื่อง อาจไม่ได้ถูกกล่าวถึง

 


line_86895762097319.jpg

kinyupen_adminNovember 23, 2019

สำหรับสาวกนักเดินทาง และวาระปลายปี ญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งในเส้นทางที่ปรารถนา ด้วยใช้ระยะเวลาเดินทางสั้น ไม่ต้องทำวีซ่า อากาศดี บรรยากาศงาม และอาหารอร่อย ประจวบกับค่าเงินเยนที่ถูก กินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแชร์วิธีเดินทางของผู้กระเป๋าเบา โบนัสน้อย สไตล์กินอยู่ (ให้) เป็น

1. กลัดกระดุมเม็ดแรกถูก ..งบไม่บาน

สิ่งที่ผู้กระเป๋าเบาต้องคำนึงเป็นอันดับแรก คือ คำนวณวางแผนแต่เนิ่น ๆ นั่นหมายถึงจะได้ราคาที่ได้เปรียบ โดยเฉพาะค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน ซึ่งนาทีนี้ การบินไทย เร่งทำราคาแข่งกับสายการบินโลว์คอสอย่าง แอร์เอเชีย นกสกู๊ต ดังนั้นวิธีการเข้า web ตั๋วถูกจะมีให้เทียบราคา วิธีการต้องดูเงื่อนไขการเดินทาง ระยะเวลาเดินทางโดยบางครั้งบัตรโดยสารไปกลับญี่ปุ่นสามารถซื้อได้ตั้งแต่ราคา 5,000 -10,000 บาท

หัวใจสำคัญ : บัตรโดยสารเครื่องบินไปญี่ปุ่น แต่ละเมืองจะมีราคาแตกต่างกัน ดังนั้นหากกำหนดในใจไว้หลายจุดก็สามารถมีทางเลือกที่ได้เปรียบ และกรณีที่เป็นผู้มีระเบียบจับจ่ายด้วยบัตรเครดิตลองตรวจสอบดูว่าบัตรแต่ละใบมีโปรโมชั่นร่วม มีสิทธิพิเศษ หรือมีการแลกไมล์สะสมได้อย่างไร

หมายเหตุ : ควรจดบันทึกอีเมล์ที่ใช้ในการจองให้ดี เพราะหากใกล้วันเดินทาง และเราต้องการยกเลิก อาจทำให้เราต้องเสียค่าประสบการณ์ราคาแพงได้

2. เลือกเมือง กำหนดที่พักใกล้สถานีรถไฟ

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีที่พักราคาเบา ให้เลือกหลายประเภท ทั้ง Airbnb ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคอนโดมิเนียม มีอุปกรณ์พร้อมเหมาะสำหรับผู้เดินทาง 3-4 คนในการแชร์ค่าใช้จ่าย หากมีผู้ร่วมทางมากกว่า 4 หรือน้อยกว่า 3 แนะนำ Hostel ที่จะเป็นลักษณะของการนอนรวม คล้ายหอพักหากสะดวกสบาย และสะอาดด้วยกฎระเบียบที่กำหนดไว้ แต่ถ้าต้องการแปลกและเข้าถึง ล่าสุดมีบริการ “เทระฮาคุ” หรือ “การนอนวัด” ที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิต และความสงบพร้อมกิจกรรมต่างๆ ภายในวัด

หัวใจสำคัญ : เลือกที่พักใกล้แหล่งท่องเที่ยวกรณีที่อยากอยู่นิ่งนานๆ แต่ถ้าวางแผนเก็บแต้มหลายจุด แนะให้เลือกที่ใกล้สถานีรถไฟ หรืออาจ กรณีผู้สูงอายุ ควรยอมจ่ายแพงเลือกโรงแรมที่อยู่ติดสถานีรถไฟ และซื้อทัวร์แบบ 1 day ซึ่งจะพาลงตามจุดท่องเที่ยว โดยสามารถจองล่วงหน้าทางออนไลน์ก่อนเดินทาง เว็บไซต์หาที่พักที่แนะนำ หากยังไม่แน่ใจควรใช้ Booking.com เพราะข้อดี คือ สามารถยกเลิกการจองที่พักได้ 3-5 วันก่อนเข้าพักจริง โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม รวมถึงส่วนใหญ่เป็นราคาที่บวกภาษีแล้ว

3. วางแผนเส้นทาง ใช้ app กันหลง

ค่าเดินทางในญี่ปุ่นจะค่อนข้างสูง หากสำหรับนักท่องเที่ยวจะมีการขายบัตรโดยสารหลายแบบให้เลือกเป็น package ทั้งเฉพาะการเดินทางโดยรถ JR หรือรถ Metro เพราะตั๋วบางประเภทไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ และแต่ละเมืองก็ใช้ตั๋วแยกกัน ซึ่งควรศึกษาจากSocial ที่มีการแชร์ และให้ข้อแนะนำไว้ หากทั้งนี้กรณีที่มีผู้สูงอายุร่วมเดินทางวันไปหรือวันกลับ ควรเลือกใช้รถบัส หรือรถไฟจากสนามบินเข้าตัวเมืองจากนั้น ให้ต่อแท็กซี่เนื่องจากการขนกระเป๋าจากสถานีไปยังที่พัก บางครั้งต้องขึ้นบันได ซึ่งจะเป็นเรื่องสาหัสเกินไป สำหรับค่าแท็กซี่ในญี่ปุ่นจะเริ่มต้นที่ 550-800 เยน ต่อระยะทาง 2 กิโลเมตรแรก และถ้าเดินทางในช่วงเวลา 22:00 – 5:00 ค่าโดยสารจะแพงขึ้นอีก 30 %

หัวใจสำคัญ : กรณีเดินทางหลายเมือง การซื้อ 1 Day-Ticket ถือว่าได้รับความนิยมที่สุดและคุ้มค่าที่สุด เพราะข้อดีที่นับเป็นชั่วโมง โดยนักท่องเที่ยวสามารถซื้อได้ที่สนามบินนาริตะ ส่วนราคาสำหรับ ผู้ใหญ่ 800 เยนและเด็ก 400 เยน หรือหากท่องเที่ยวหลายวันก็มีแบบ 48 และ 72 ชั่วโมงให้เลือกได้ แต่ต้องศึกษาข้อจำกัด อย่างกรณีโตเกียวถ้าบัตร 1 day ticket สามารถใช้บริการรถไฟใต้ดินได้เพียง Tokyo Metro และ Toei Subway ทั้งนี้ควรโหลดแอพ HYPERDIA สำหรับตรวจสอบเส้นทางเพราะบางทีต้องเปลี่ยนสถานที่ และถ้าข้ามเมืองจะได้เผื่อระยะเวลาถูกต้อง

 

สิริรวมในงบ 20,000 บาท กับการเที่ยวญี่ปุ่น 5 วัน 4 คืน

ค่าเครื่องบินไป-กลับ                           8,000 บาท
ค่าที่พักโฮสเทลแบบแคปซูล              เฉลี่ย 2,000 เยน (600 บาท) / คืน
ค่ารับประทานอาหาร                          เฉลี่ย 800 เยน / มื้อ
ค่าเดินทาง                                          เฉลี่ย 800 เยน / วัน
ค่าช๊อปปิ้ง                                           2,000 – 3,000 บาท

 

และนี่ก็คือเคล็ด (ไม่) ลับ ที่กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตนำมาฝากกัน อย่างไรเที่ยวญี่ปุ่นกันแล้วก็อย่าลืมกลับมาเที่ยวบ้านเรา และที่สำคัญเที่ยวสนุกต้องไม่มีภาระ (หนี้)