Banner_welltitude_ออฟฟิศซินโดรม-ภัยร้าย.jpg

kinyupen_adminJanuary 28, 2019

“ออฟฟิศซินโดรม” โรคสุดฮิตของมนุษย์เงินเดือน เมื่อต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ หากทำเป็นประจำบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัย อันตรายถึงตายได้

มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายเมื่อต้องสวมบทบาทเป็นพนักงานออฟฟิศ ซึ่งวัน ๆ ก็จะใช้ชีวิตอยู่บนโต๊ะทำงาน ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ หลายชั่วโมง เรียกได้ว่าใช้ชีวิตผูกติดอยู่กับโต๊ะทำงานตลอดทั้งวันเลยก็ว่าได้  ส่งผลทำให้ร่างกายไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกายเลย แต่จะรู้หรือไม่ว่า พฤติกรรมดังกล่าวหากทำเป็นประจำบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัย ส่งผลเสียต่อร่ายกายเราอย่างแน่นอน ทั้งร่างกายมีอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว สายตาพร่ามัว มีอากาศปวดศีรษาะ ไมเกรน มีอาการชาตามมือ เกิดอาการนิ้วล้อค กล้ามเนื้ออักเสบ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือทางการแพทย์จะเรียกว่า “โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)” นั่นเอง

โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เป็นอาการที่เกิดจากการทำงานกล้ามเนื้อไม่เหมาะสมในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเรื้อรัง และอาจส่งผลให้ร่างกายส่วนอื่น ๆ มีความผิดปกติร่วมด้วย

เรื่องนี้ ศ.นพ.ธไนนิธย์ โชตนภูติ แพทย์หัวหน้าสถาบัน และแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ สถาบันกระดูกและข้อ ให้ข้อมูลถึงภาวะออฟฟิศซินโดรมว่า เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการทำงานและการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เมื่อรักษาแล้วต้องปรับพฤติกรรมชีวิต เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นซ้ำหรือเป็นภาวะปวดเรื้อรัง โดยคนที่ป่วยโรคออฟฟิศซินโดรม จะมีอาการ 3 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 : เป็นระยะเริ่มต้น จะแสดงอาการเล็กน้อย ๆ เช่น อาการปวดบ่า ปวดคอ ปวดหลัง ฯลฯ จนคนมองข้ามไป

ระยะที่ 2 : จะมีอาการปวดจนแทบขยับร่างกายแทบไม่ได้ ถือเป็นสัญญาณเตือนของอาการกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง เช่น ยกแขนไม่ขึ้น เนื่องจากมีพังผืดเกาะที่บริเวณสะบักและหัวไหล และบางรายอาจมีอาการชาไปที่บริเวณมืและนิ้วด้วย

ระยะที่ 3 : ระยะหนักหน่วง ระยะนี้หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการปรับพฤติกรรมหรือรักษา อาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้ เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน เป็นต้น

 

โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) สามารถรักษาให้หายได้ ซึ่งหากใครยังไม่มีอาการเจ็บปวดมาก สามารถรักษาได้โดยการรับประทานยา ฉีดยา นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำกายภาพบำบัด ตลอดจนปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตและท่าทางอิริยาบถในขณะทำงาน เพื่อให้กล้ามเนื้อได้มีการเคลื่อนไหวบ้าง หากมีอาการเรื้อรังควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาและรับการรักษาอย่างถูกต้อง

สำหรับอาการที่ไม่หนักมากจนต้องพบแพทย์ สามารถบำบัดได้ด้วยตนเอง โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใกล้ตัว เพียงแค่การลดพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ก่อนเข้านอน พยายามพักผ่อนให้เพียงพอ หากอยู่ในออฟฟิศควรลุกยืดเส้นยืดสาย เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งจะช่วยลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น ที่สำคัญ พยายามไปหาเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที -1 ชั่วโมง เพียงเท่านี้คุณก็สามารถหายจากโรคออฟฟิศซินโดรมได้แล้ว

อย่าลืมว่า สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต อย่าปล่อยปละละเลยมันไป เริ่มต้นหันมาใส่ใจสุขภาพกันตั้งแต่บัดนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้าดีกว่า


-เอาใจคนรักสุขภาพ_web-1.jpg

kinyupen_adminJanuary 28, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของ “ตลาดออร์แกนิค” อีกหนึ่งธุรกิจที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพที่ในปัจจุบันหันมาใส่ใจเรื่องของการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม “ตลาดออร์แกนิค” เอาใจคนรักสุขภาพ

“การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” เพราะปัจจุบัน คนรุ่นใหม่เริ่มหันมาใส่ใจในเรื่องของสุขภาพกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจาก “สุขภาพ” เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อมนุษย์อย่างเรา จะเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งทีคงไม่ดีอย่างแน่นอน

“อาหารออร์แกนิค” หนึ่งในแนวทางสำหรับคนรักสุขภาพสู่การมีสุขภาพที่ดี เพราะ “อาหารออร์แกนิค” เป็นอาหารที่ผ่านกระบวนการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี หรือวัตถุสังเคราะห์ใดๆ รวมไปถึงเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ตัดต่อทางพันธุกรรม ไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช ไม่เพิ่มเติมสิ่งปรุงแต่งใดๆ ลงไปในอาหาร จึงทำให้การรับประทาน “อาหารออร์แกนิค” เป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด ที่จะนำพาชีวิตเราไปสู่การมีสุขภาพที่ดี

“กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม “ตลาดออร์แกนิค” เอาใจคนรักสุขภาพ ใกล้ที่ไหน แวะไปที่นั่นได้เลย

 

1. ร้าน SUSTAINA ORGANIC SHOP

ร้านนี้ตั้งอยู่ซอยสุขุมวิท 39 เป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น โดยชั้น 2 และชั้น 3 เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่ม ส่วนชั้น 1 เป็นร้านจำหน่ายสินค้าออร์แกนิกที่ส่งตรงมาจากฟาร์มฮาร์โมนีไลฟ์ ภายในร้านช็อปจำหน่ายสินค้าอุปโภคและสินค้าบริโภคให้เลือกสรรมากมาย ถือเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตออร์แกนิกที่จำหน่ายทั้งผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ วัตถุดิบคุณภาพ

 

SUSTAINA ORGANIC SHOP & RESTAURANT
1/40 ซอยสุขุมวิท 39 (บีทีเอสพร้อมพงษ์) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ
โทร. 02-258-7516
www.facebook.com/SustainaOrganicRestaurant
www.harmonylife.co.th/sustaina.html

 

2. ร้าน Organic Supply

ตั้งอยู่บนถนนนาคนิวาส ย่านลาดพร้าว จำหน่ายผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกจากในประเทศและต่างประเทศให้เลือกสรร ทั้งผลิตภัณฑ์สกินแคร์ อาหาร และเครื่องดื่มมารวบรวมไว้ นอกจากการส่งต่อสุขภาพดีให้ถึงมือคนเมืองได้ง่ายๆ แล้ว ทางร้านต้องการสนับสนุนผู้ผลิตทั้งคนกลุ่มเล็กๆ รวมไปถึงเกษตรกรให้มีตลาดสำหรับการวางสินค้าเพื่อจำหน่ายอีกด้วย โดยพื้นที่ร้านแบ่งออกเป็นโซนช็อปและโซนชิล เพราะมีบาร์สำหรับการสั่งเครื่องดื่มสดและเบเกอรี่จากวัตถุดิบธรรมชาติให้เลือกมุมสบายๆ รับประทานภายในร้านที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย

 

ร้าน Organic Supply
148 ถนนนาคนิวาส แขวงลาดพร้าว ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร
โทร. 02-101-6410
www.organicsupply.co.th
www.facebook.com/organicsupply.bkk

 

3. ร้านใบเมี่ยง

 

 

ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากธรรมชาติที่เปิดมายาวนานมีสินค้าให้เลือกมากมายและหลากหลาย โดยคุณศิริวัฒน์ จันทร์กวี เภสัชกรผู้เป็นเจ้าและผู้รวบรวมสินค้าจากหลากหลายแบรนด์เชื่อถือได้มาให้ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม  ด้วยเสียงตอบรับที่ดีและมีสินค้าให้ช็อปอย่างจุใจ ปัจจุบันร้านใบเมี่ยงกระจายกระแสรักสุขภาพไปยังพื้นที่ต่างๆ 5 สาขา ได้แก่ สาขาเดอะเซอร์เคิล ราชพฤกษ์  สาขาเรนฮิลล์ สุขุมวิท 47 สาขาพอโต้ ชิโน่ มหาชัย สาขานวมินทร์ซิตี้อเวนิว และสาขาดิอัพ พระรามสาม สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกในการเดินทาง ยังมีตัวเลือกทางเว็บไซต์ในการสั่งซื้อสินค้าง่ายๆ กับทางร้าน และหากได้รับสินค้าที่ไม่ตรงตามมาตรฐานก็สามารถส่งคืนและรับเงินคืนได้ทันที

 

ร้านใบเมี่ยง
สำนักงานใหญ่ สาขาพระราม 2 กรุงเทพฯ
โทร. 02-417-6019
www.baimiang.com
www.facebook.com/BaiMiangHealthyShop

 

4. ร้าน Lemon Farm

ตลาดทางเลือกในการให้บริการ กระตุ้นการผลิตอาหาร และผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยจากสารเคมีเป็นพิษ โดยเฉพาะเกษตรธรรมชาติ เพื่อสร้างสุขภาพดีให้แก่ผู้บริโภค และเกษตรกรผู้ผลิตก็มีชีวิตที่ปลอดภัยและดีต่อสิ่งแวดล้อม  โดยเลมอนฟาร์มจำหน่ายผักและผลไม้ออร์แกนิกส่งตรงจากไร่ สดจากแปลงผักเกษตรกรเครือข่ายเลมอนฟาร์มและแบรนด์ของเลมอนฟาร์มเอง ทั้งข้าว ธัญพืช ชา ไข่ เครื่องปรุง อาหารสุขภาพ และ Healthy Care มีทั้งหมด 13 สาขาทั่วกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารออร์แกนิกเพื่อสุขภาพในชื่อ beOrganic By Lemon Farm ตั้งอยู่ที่สาขาชิดลมได้เปิดให้บริการแล้วเช่นกัน

 

ร้าน Lemon Farm
สำนักงานใหญ่ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ
โทร. 02-575-2222
www.lemonfarm.com
www.facebook.com/lemonfarmfan

 

5.ตลาดสุขใจ จังหวัดนครปฐม

 

ตลาดสุขใจ เป็นตลาดอินทรีย์ที่สนับสนุนให้เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ในอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งอยู่ในโครงการสามพรานโมเดล ได้นำผลผลิตเกษตรอินทรีย์มาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง มีผัก-ผลไม้สด ๆ ปลอดสารพิษให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อมากมาย อีกทั้งยังมีอาหารเพื่อสุขภาพให้เลือกชิมลิ้มลองความอร่อยหลากหลายเมนู นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมดี ๆ ให้เข้าร่วมกันตลอดอีกด้วย

 

ตลาดสุขใจ
ริมถนนเพชรเกษม สวนสามพราน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
เวลาเปิด-ปิด : วันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.
เฟซบุ๊ก : ตลาดสุขใจ นครปฐม

 

6.ตลาดนัดเกษตรปลอดสารพิษ อาหารปลอดภัย จังหวัดเชียงใหม่

ตลาดนัดเกษตรปลอดสารพิษ อาหารปลอดภัย เป็นตลาดนัดเกษตรอินทรีย์แห่งแรก ๆ ที่เกิดขึ้นในเชียงใหม่ ซึ่งได้มีการเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ที่ทำการเกษตรแบบอินทรีย์มาจำหน่ายสินค้าปลอดสารพิษให้กับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งนอกจากจะมีผัก-ผลไม้สด สะอาด และปลอดสารพิษแล้ว ก็ยังเป็นแหล่งซื้อผัก-ผลไม้เมืองหนาว และพื้นบ้านราคาย่อมเยาอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นยังมีผลิตภัณฑ์อินทรีย์อื่น ๆ มาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคอีกมากมาย

 

ตลาดนัดเกษตรปลอดสารพิษ
ไร่แม่เหียะ และคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เวลาเปิด-ปิด : ไร่แม่เหียะ เปิดให้บริการวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 06.00-12.00 น., คณะเกษตรศาสตร์ เปิดให้บริการวันพุธ ตั้งแต่เวลา 06.00-12.00 น.
เฟซบุ๊ก : ตลาดนัดเกษตรปลอดพิษ อาหารปลอดภัย Clean, Green, & Safe Agricultural Farms

 

7. ตลาดพอใจ จังหวัดฉะเชิงเทรา

ตลาดพอใจ เป็นอีกหนึ่งตลาดเกษตรอินทรีย์ที่น่าท่องเที่ยวของจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีการสนับสนุนให้เกษตรกรที่ปลูกพืช-ผัก โดยไม่ใช้สารเคมีนำผลผลิตมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง และสิ่งที่โดดเด่นมาก ๆ ก็คือ มีการเปิดอบรมเกี่ยวกับการเกษตรให้กับผู้ที่สนใจในหัวข้อต่าง ๆ อยู่ตลอด ใครอยากเรียนรู้วิธีการทำการเกษตรในรูปแบบใหม่และมีรายได้สู่ครอบครัวอย่างยั่งยืน ก็สามารถไปเที่ยวชมกันได้เลย

ตลาดพอใจ
ลานหน้าสำนักงาน ส.ป.ก. แปดริ้ว ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา
เวลาเปิด-ปิด : วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
เฟซบุ๊ก : ตลาดพอใจ ตลาดเกษตรปลอดภัย ส.ป.ก.แปดริ้ว

 

เรียกได้ว่าถูกใจสาวกคนรักอาหารออร์แกนิคเป็นอย่างมากเลยทีเดียว แต่สำหรับใครที่กำลังลังเลใจว่า “อาหารออร์แกนิค” ดีต่อสุขภาพจริงไหม? ก็ลองมาสัมผัสดูได้ตามตลาดอาหารออร์แกนิคที่ได้นำเสนอไป รับรองเลยว่าจะต้องติดใจอย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะได้สินค้าคุณภาพปลอดสารพิษแล้ว อาหารออร์แกนิคยังส่งผลดีต่อร่างกายของเราด้วย ทั้งในเรื่องของระบบขับถ่าย ช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นในร่างกาย ทำให้กระแสเลือดไหลเวียนดีขึ้น การรับประทานอาหารออร์แกนิคไม่ใช่การลดน้ำหนัก มันเป็นการใช้ชีวิตที่ให้ผลลัพธ์ คือสุขภาพที่ดีที่มาจากสารอาหารที่เต็มเปี่ยม นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ในยุค-“ค่าครองชีพพุ่ง-แต่…รายได้นิ่ง”.jpg

kinyupen_adminJanuary 28, 2019

“ค่าครองชีพพุ่ง รายได้นิ่ง” อีกหนึ่งปัญหาที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่ เนื่องจากเป็นช่วงของข้าวยากหมากแพง ส่งผลทำให้หลายคนถึงกับเครียด เพราะค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ไม่เพียงพอกับรายรับที่ได้มา วันนี้ กินอยู่เป็น พามารู้จักกับการใช้ชีวิตแบบ 360 องศา เพื่อให้ดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุปันได้อยากมีความสุข

เคยมีผลสำรวจของสวนดุสิตโพล สำรวจความคิดเห็นของคนไทยว่า มีความวิตกกังวลเรื่องอะไรมากที่สุด คำตอบก็อย่างที่รู้กัน “กังวลเรื่องปากท้องและเศรษฐกิจ” มากที่สุด มากถึงร้อยละ 78.32 นอกจากนี้ จากผลสำรวจฐานข้อมูลเกี่ยวกับสภาพการอยู่อาศัยในประเทศต่างๆ ทั่วโลกล่าสุด ระบุว่า ไทยอยู่อันดับ 3 ในอาเซียนที่มีค่าครองชีพสูง เป็นรองประเทศสิงคโปร์และกัมพูชา แต่เมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนแล้ว กลับสวนทางกับราคาสินค้า ค่าเดินทาง หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ…หรือนี่อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า คุณภาพชีวิตของคนไทยกำลังลดลง

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนไทยส่วนใหญ่อยู่ใน “ภาวะเครียด” ถึงแม้ว่าจะมีนโยบายค่าแรงขั้นต่ำและนักศึกษาจบใหม่เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท แต่รายรับที่ได้ก็ยังไม่เพียงพอ ยิ่งถ้าอยู่ในเมืองกรุง บอกเลยว่า ถ้าบริหารจัดการเงินไม่ดี ยังไงก็ไม่พอ หากในอนาคตภาครัฐมีการประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีก ปัญหาจะตกไปที่นายจ้างที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนรายจ่ายเพิ่มขึ้นอีก อาจส่งผลให้สัดส่วนการจ้างงานของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม เสี่ยงเกิดภาวะเงินเฟ้อ และทำให้ราคาสินค้าของไทยปรับสูงขึ้นไปอีกก็เป็นไปได้

 

 

คนไทยจะรับมือกับวิกฤตนี้อย่างไร? วันนี้ “กินอยู่เป็น” จะมาช่วยแนะนำวิธีดีๆ ให้ ไปดูกัน…

– หางานพาร์ทไทม์ : อย่างเช่นรับจ้างถ่ายรูปรับปริญญา งานแต่งงาน งานบวช ฯลฯ , ขายของออนไลน์ เพื่อหารายได้พิเศษมาสมทบ

– ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น : พยายามตัดหรือลดรายจ่ายที่คิดว่าฟุ่มเฟือยออกไป อาทิ เงินสำหรับช็อปปิ้ง , ท่องเที่ยว เป็นต้น

– หิ้วกล่องข้าวไปกินที่ทำงาน : อาหารตามสั่งที่จำหน่ายอยู่ทั่วไปราคาก็สตาร์ทอยู่ที่ 30 บาทขึ้นไป บางร้านก็ 50 บาทขึ้น ฉะนั้น หากใครมีบ้าน มีคนทำกับข้าวให้อยู่แล้ว ลองห่อข้าวและอาหารจากบ้านไปรับประทานที่ทำงาน ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เยอะเลยทีเดียว

– บ้านใกล้ ใช้จักรยานหรือเดิน : บางคนที่ทำงานอยู่ใกล้บ้าน แต่ยังนั่งรถเมล์ รถแท็กซี่ รถจักรยานยนต์รับจ้าง ในการเดินทางไป-กลับ อยู่เสมอ ลองเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ สำรวจดูว่าที่ทำงานกับบ้านพักมีระยะห่างมากน้อยแค่ไหน ถ้าห่างกันไม่มาก แบบว่าเดินทางไปถึงภายใน 15-30 นาที ก็ลองเปลี่ยนมาเป็นขี่จักรยานหรือเดิน นอกจากจะประหยัดแล้ว ยังเป็นการออกกำลังกายไปในตัว

ต้องบอกเลยว่าไม่ใช่เป็นเพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้นที่ใช้วิธีดังกล่าว ในการช่วยลดค่าใช้จ่าย ต่างประเทศอย่างเช่นประเทศญี่ปุ่นก็นิยมการหิ้วปิ่นโตหรือกล่องข้าวไปรับประทานอาหารมื้อกลางวัน โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อข้าวให้สิ้นเปลือง นอกจากนี้ ยังมีที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ที่มีการส่งเสริมการขี่จักรยาน เพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน และถือเป็นการออกกำลังกาย

สุดท้ายแล้ว แม้ว่าประเทศไทยจะมีค่าครองชีพที่สูง แต่ในสายตาของนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมองว่าค่าครองชีพของไทยถูกและน่าอยู่มาก จึงไม่แปลกที่เศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของไทยจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ  ฉะนั้น การแก้ปัญหารายได้สวนทางกับค่าครองชีพคงต้องกลับมาพิจารณากันใหม่ว่า หากไม่สามารถลดภาระที่มีมากเกินไปได้ อาจต้องหาหนทางเพิ่มรายได้ หรือพยายามปรับให้ค่าแรงสมดุลกับค่าครองชีพมากที่สุด เพื่อที่เราจะได้สามารถใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข…นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-โลกใบใหม่-ใหญ่กว่าเดิม-2-เท่า_web.jpg

kinyupen_adminJanuary 28, 2019

 “ซูเปอร์เอิร์ธ” ดาวดวงใหม่ที่นาซ่าค้นพบ อยู่ห่างจากโลก 226 ปีแสง คาดการณ์กันว่าอาจจะเป็นโลกใบใหม่ของมนุษยชาติ

มนุษย์ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลก และต้องใช้ชีวิตอยู่บนโลก แต่ในความเป็นจริงมนุษย์ไม่สามารถอยู่บนโลกใบนี้ได้ตลอดไป เนื่องจากมนุษย์ต้องละทิ้งโลกใบนี้ไปในสักวัน เนื่องจาก ดวงอาทิตย์อาจดับสลาย ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ ภาวะโลกร้อนที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนกลัวน้ำจะท่วมโลก อย่างในตำนานเรื่องเรือโนอาห์วันแห่งโชคชะตา หรือจะการทำนายของ นอสตราดามุส เกี่ยวกับวันสิ้นโลกฯ เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์เฝ้ามองหาดาวดวงใหม่เพื่อแทนที่บ้านหลังเก่าอย่าง “โลก” จนล่าสุดก็พบดาวเคราะห์ที่มีชื่อว่า K2-288Bb ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า ที่แห่งนั้นอาจจะเป็นบ้านหลังใหม่ของมนุษยชาติ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “ซูเปอร์เอิร์ธ” หรือ K2-288Bb ดาวดวงใหม่ที่นาซ่าค้นพบ อยู่ห่างจากโลก 226 ปีแสง (ประมาณ 245,978,992,287,106 กิโลเมตร) ที่คาดว่าน่าจะมีสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์แห่งนี้ เนื่องจากพบองค์ประกอบของหินและแก๊ส แบบที่พบในดาวเนปจูน ถือเป็นการค้นพบที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก ทั้งเรื่องของวงโคจรและขนาดที่ไม่ธรรมดาของ  “ซูเปอร์เอิร์ธ” ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าดาวเคราะห์ดวงนี้อาจจะมีขนาดใหญ่เทียบเท่าครึ่งหนึ่งของดวงอาทิตย์ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังต้องการให้สำรวจเพิ่มเติมก่อน จึงจะยืนยันการค้นพบดาวเคราะห์ “ซูเปอร์เอิร์ธ” อย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง

แต่การก้าวไปสู่โลกใบใหม่นี้ ในชีวิตจริง มีความเป็นไปได้เพียง 0.00001% ถึงแม้ความเป็นไปได้จะมีเพียงน้อยนิด แต่ก็คุ้มค่ามากพอที่จะพยายาม จากเรื่องราวดังกล่าวทำให้อดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ไซไฟ เรื่อง Contact ปี ค.ศ.1997 โดยโจดี ฟอสเตอร์ ผู้รับบท ดร. แอโร่เวย์ ที่พยายามติดต่อกับสัญญาณวิทยุจากดาวเคราะห์นอกโลก และได้รับสัญญาณวิทยุลึกลับกลับมา ซึ่งส่งพิมพ์เขียวยานอวกาศสำหรับเดินทางข้ามดวงดาวมาให้

ทำให้นึกถึงคำพูดของ ดร.แอโร่เวย์ ที่ว่า “The universe is a pretty big place. it’s bigger than anything anyone has ever dreamed of before. so if it’s just us seems like an awful waste of space right?” จักรวาลนี้ช่างกว้างใหญ่ ใหญ่กว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ หากจักวาลนี้มีเพียงมนุษย์ มันคงน่าเสียดาย

แล้วคุณหล่ะคิดว่าจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้มีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากมนุษย์หรือไม่…ความหวังที่มนุษยชาติจะสามารถตั้งรกรากบนดาวดวงอื่นเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน? และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Banner_welltitude_ฝุ่น-PM.jpg

kinyupen_adminJanuary 28, 2019

รู้หรือไม่? ฝุ่นจิ๋ว PM ที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่ว่าเพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่แท้จริงแล้ว ฝุ่นละออง PM เกิดขึ้นมานานมาก

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คนกรุงหลายคนอาจจะต้องเผชิญกับหมอกควันจาง ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล หลายคนตั้งคำถามให้กับตัวเองว่า “ที่เห็นอยู่นี่ หมอกหรือควัน” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ทั้งหมอก และไม่ใช่ทั้งควัน แต่เป็นมลพิษทางอากาศชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า PM 2.5 หากเข้าสู่ร่างกายเมื่อไหร่ เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างแน่นอน แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี?

 

PM 2.5 ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ความจริงคือ “เกิดขึ้นมานานแล้ว”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พัดเข้ามาก่อมลพิษทางอากาศในประเทศไทยบ้านเรา ความจริงแล้ว ในประเทศไทยเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กมานานแล้ว เราลองย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2540 ความหนาแน่นของฝุ่นละอองไทยในช่วงนั้นอยู่ในระดับที่เกินกว่ามาตรฐานใน 4 พื้นที่ของกรุงเทพฯ ได้แก่

ในพื้นที่ห้วยขวาง ความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM10 เฉลี่ยในแต่ละเดือนของช่วงปี 2539-2549 อยู่ที่ 63 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ก่อนที่จะลดลงมาเหลือเพียง 40 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ในช่วงปี 2550-2561 ขณะที่ค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่น PM10 ในแต่ละเดือนลดลงจาก 119 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) มาเป็น 62.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ในช่วงเวลาเดียวกัน

ในพื้นที่วงเวียนใหญ่ที่ค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM10 ในแต่ละเดือนของช่วงปี 2539-2549 ลดลงจาก 67 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) เหลือ 35.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ในช่วงปี 2550-2561 โดยมีค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM 10 ในแต่ละเดือนลดลงจาก 111.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) เหลือ 60 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถนนพระรามสี่ ซึ่งมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2545 – 2561 มีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM10 ที่ 69.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) และมีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นสูงสุดที่ 107.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

และในพื้นที่บางนา ซึ่งมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2551-2561 มีค่าเฉลี่ยความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM10 ที่ 40.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) โดยมีค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่นในแต่ละเดือนอยู่ที่ 72 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

ขณะที่ข้อมูลฝุ่นขนาด PM2.5 พบว่า ค่าเฉลี่ยโดยรวมในแต่ละเดือนยังไม่เกินมาตรฐาน แต่เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดในแต่ละเดือนพบว่าความหนาแน่นเริ่มสูงกว่ามาตรฐาน โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่ความหนาแน่นอาจจะสูงกว่ามาตรฐานไปถึง 2-3 เท่า

ในพื้นที่วงเวียนใหญ่ ซึ่งมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2559-2561 มีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นโดยรวมในแต่ละเดือนอยู่ที่ 29 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) หากดูที่ค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่นอยู่ที่ 57.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ซึ่งเกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวของแต่ละปีที่ค่าเฉลี่ยความหนาแน่นของฝุ่นอาจจะเพิ่มขึ้นไปสูงกว่า 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) หรือมากกว่ามาตรฐานของประเทศไทย 2 เท่า

ในพื้นที่บางนา ค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นของฝุ่นอยู่ที่ 23.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) และมีค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นที่ 45.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) โดยในช่วงฤดูหนาวมีค่าแตะระดับ 80-99 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

ในพื้นที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถนนพระรามสี่ ซึ่งมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2560-2561 พบว่ามีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นอยู่ที่ 27.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) และมีค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่นในแต่ละเดือนที่ 50.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) โดยในช่วงฤดูหนาวความหนาแน่นอาจจะสูงไปถึง 80-120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

สำหรับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของประเทศไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่ดีขึ้นในหลายพื้นที่ หากเทียบจากค่ามาตรฐานความหนาแน่นของฝุ่นของประเทศไทยที่กำหนดว่าในระยะเวลาเฉลี่ย 24 ชั่วโมงจะต้องมีปริมาณความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM 10 ไม่เกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) และสำหรับฝุ่นขนาด PM2.5 ต้องไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) แม้ว่าจะมีบางเดือนที่ค่าเฉลี่ยสูงกว่ามาตรฐาน ซึ่งมักจะเป็นช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์ในแต่ละปี

 

PM 2.5 สูดบ่อยๆ เสี่ยงเกิดโรคต่างๆ

รู้หรือไม่ว่า หากฝุ่นละออง PM 2.5 เข้าไปในร่ายกายด้วยปริมาณมากๆ แน่นอนว่าส่งผลเสียต่อสุขภาพ แถมยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อีกด้วย ดังนี้

– ระคายเคืองจมูก แสบจมูก ไอ มีเสมหะ

– โรคหลอดเลือดในสมอง

– โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

– โรคมะเร็งปอด

– โรคหัวใจขาดเลือด

– โรคหลอดเลือดหัวใจ

– โรคติดเชื้อเฉียบพลัน

นอกจากนี้ จากผลการศึกษาของธนาคารโลก ระบุว่ามลพิษทางอากาศในประเทศไทยเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตก่อนวันอันควรถึงราว 50,000 ราย/ปี และคนไทยยังคงต้องเผชิญกับปัญหาอากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษทางอากาศในระดับสูงกว่าค่ามาตรฐานขององค์กรอนามัยโลกอย่างต่อเนื่อง

 

“หน้ากาก” อุปกรณ์ป้องกัน PM 2.5

ในช่วงที่เมืองกรุงกำลังเผชิญกับมลพิษค่า PM 2.5 ทำให้หลายหน่วยงานพยายามประชาสัมพันธ์ให้คนกรุงสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน เพื่อป้องกัน PM 2.5 เข้าสู่ร่างกาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว หน้ากากอนามัยทั่วไปนั้นไม่สามารถป้องกันได้จริงๆ 100% เรื่องนี้ คุณเบญจวรรณ ธวัชสุภา นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ กองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ กรมอนามัย ให้ข้อมูลว่า หน้ากากอนามัยที่จำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด จะมีอยู่ 2 แบบ คือ หน้ากากอนามัยธรรมดา และ หน้ากากอนามัยแบบ N95 , P 100 ฉะนั้น หากต้องการป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5 ควรใช้หน้ากาก N95 , P 100 จะป้องกันได้ดีกว่าหน้ากากอนามัยแบบธรรมดา

นอกจากนี้ เมื่อคนกรุงต้องเผชิญกับ PM 2.5 ซึ่งเป็นมลพิษที่เกินมาตรฐานทุกวัน สามารถป้องกันได้ด้วย 5 วิธีป้องกันง่ายๆ เพียงแค่

– หลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่นละออง

– ปิดประตูและหน้าต่างให้มิดชิด เพื่อป้องกันฝุ่นละออง

– ใช้หน้ากากอนามัย N95, P 100 ที่มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นละออง  PM 2.5

– หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมในที่โล่งแจ้งนานกว่า 12 ชั่วโมง

– ลดการใช้รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และการเผาขยะ เพื่อลดปริมาณควันในอากาศ

 

PM2.5 ไม่น่ากลัวเท่าควันบุหรี่

จริงหรือที่ว่า ค่าฝุ่น PM 2.5 ยังไม่น่ากลัวเท่ากับควันบุหรี่ เรื่องนี้ พญ.เริงฤดี ปธานวนิช รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) เปิดเผยว่า Dr. Richard Muller นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสภาพอากาศ Berkeley Earth แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ได้ทำการคำนวณเปรียบเทียบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ (PM2.5) กับปริมาณการสูบบุหรี่ พบว่า การสูบบุหรี่ 1 มวน จะทำให้เกิดมลพิษทางอากาศเทียบเท่า PM2.5 ปริมาณ 22 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งฝุ่นละอองขนาดเล็กนี้สามารถผ่านเข้าสู่ปอด กระแสเลือด และก่อให้เกิดโรคต่างๆ มากมายทั้งโรคปอด หอบหืด โรคหัวใจและมะเร็ง เป็นต้น

จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุด ปี 2560 พบว่าคนไทยสูบบุหรี่จำนวน 10.7 ล้านคน โดยเฉลี่ยสูบคนละ 10 มวนต่อวัน ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าผู้สูบบุหรี่รวมทั้งคนใกล้ชิดที่ได้รับควันบุหรี่จะได้รับมลพิษทางอากาศหรือ PM2.5 สูงถึง 220 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่อยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพ

 

อย่างไรก็ตาม ฝุ่น PM10 ส่วนใหญ่เกิดจากธรรมชาติเป็นฝุ่นหิน ฝุ่นทราย ส่วนฝุ่น PM2.5 เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นหลัก แต่เชื่อว่าสถานการณ์ PM 2.5 ในปีนี้ ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต จึงขอให้คนกรุงอย่าตื่นตระหนก เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้มีความรุนแรงเท่ากับปี 2561 ที่ผ่านมา แต่ก็อย่าละเลยในการป้องกันกันตัวเอง  เพียงแค่หลีกเลี่ยงการออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน หรือถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องออกไปนอกบ้านก็อย่าลืมสวมหน้ากาก N95 , P 100 เพื่อป้องกัน PM 2.5 นอกจากนี้  ในส่วนของมนุษย์ก็ควรที่จะลดพฤติกรรมซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ทั้งการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลที่มีควัน ไม่ก่อกองไฟหรือเผาขยะ เป็นต้น เพียงแค่นี้ มลพิษ PM 2.5 ก็จะไม่สามารถมาทำร้ายสุขภาพร่างกายเราได้อย่างแน่นอน


-เทรนด์การท่องเที่ยวที่น่าจับตามอง-ปี-2019_web-1.jpg

kinyupen_adminJanuary 10, 2019

นิตยสารท่องเที่ยวชื่อดัง Lonely Planet สำรวจกระแสการท่องเที่ยวที่น่าจับตามองในปี 2562 “ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์” อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์ที่กำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

ตลอดปี 2561 กระแสการท่องเที่ยวได้รับความคึกคักอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าในปีที่ผ่านมา แต่ละประเทศจะประสบปัญหาต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบและภาพลักษณ์ต่อการท่องเที่ยว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า จำนวนของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลงแต่อย่างใด แต่กลับจะมีแต่เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวไทยชาวไทยเองก็หันมาเที่ยวมากขึ้นขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในประเทศไทยเอง ที่ต้องบอกว่ามีสถานท่องเที่ยวที่น่าสนใจเยอะแยะ ไม่แพ้ของต่างประเทศด้วยซ้ำ

และในปี 2562 ที่เข้ามาถึงนี้ หลายฝ่ายคาดการณ์ว่ากระแสการท่องเที่ยวในปีนี้จะเป็นอย่างไร จะไปในทิศทางไหน ผู้คนส่วนใหญ่ชื่นชอบการท่องเที่ยวอย่างไร และจะมีอะไรเกิดขึ้นกับการท่องเที่ยวในปี 2562 บ้าง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของนิตยสารท่องเที่ยวชื่อดัง Lonely Planet ได้มีการสำรวจกระแสการท่องเที่ยวที่น่าจับตามองในปี 2562 ที่อาจจะช่วยเป็นส่วนหนึ่งให้เราตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางท่องเที่ยวตามกระแสสังคม เพื่อให้เรามีความสุขและสนุกกับการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น

1. หลีกเลี่ยงการเดินทางยังสถานที่ที่นักท่องเที่ยวล้นเมือง : ต้องบอกเลยว่าสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ มีอยู่มากมายหลายแห่ง แล้วยิ่งเข้าสู่ในช่วงฤดูกาลต่าง ๆ ส่งผลให้ในบางพื้นที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เช่น ในช่วงฤดูหนาวนักท่องเที่ยวมักจะขึ้นเขากางเต้นท์สัมผัสอากาศหนาว , ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน ของทุกปี จะเปิดให้ขึ้นเขาคิชกูฏ ทำให้สถานที่นั้น ๆ มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาจำนวนมาก อาจจะดูวุ่นวายพอสมควร ต้องแย่งกันกิน แย่งกันเที่ยว แย่งกันเดินทาง สุดท้ายก็ทำให้เราไม่มีความสุขในการเที่ยวในพื้นที่ที่มีฝูงชนจำนวนมาก ฉะนั้น ลองเปลี่ยนรูปแบบเป็นการหลีกเลี่ยงการเดินทางไปเที่ยว ณ สถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก เพื่อลดความแออัดในการเดินทางในพื้นที่ที่มีคนจำนวนมาก

2. ท่องเที่ยวในบ้านเกิดของคุณเอง : โดยปกติ คุณเองเกิดและเติบโตในพื้นที่นั้นของประเทศ ซึ่งถือได้ว่าเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของคุณเอง แล้วตัวคุณเองรู้เรื่องราวของสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คุณอาศัยมากพอหรือไม่ ลองสำรวจบริเวณโดยรอบที่พักอาศัยของเราเองว่า มีสถานที่แห่งใดบ้างที่โดดเด่นในพื้นที่ ควรค่ากับการไปสัมผัสบรรยากาศของความสวยงาม ประทับใจ ควรค่ากับการแนะนำคนรอบข้างให้มาร่วมสัมผัสความประทับในบ้านเกิดของคุณเอง

3. การเดินทางด้วยยานพาหนะไฟฟ้า : ในอนาคต การปฏิวัติยานพาหนะโดยการนำเอาพลังงานไฟฟ้ามาใช้งาน ถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ลดมลพิษบนท้องถนน ส่งผลดีต่อสภาพแวดล้อมอย่างมาก เพราะเป็นการช่วยลดปริมาณการใช้น้ำซึ่งเป็นสารก่อมลพิษบนท้องถนนอย่างมาก ดังนั้น คงจะเป็นเรื่องที่ดีหากมีการคิดค้นรถยนต์หรือยานพาหนะที่ใช้พลังงานไฟฟ้า แทนการใช้น้ำมัน เพื่ออำนวยความสะดวกกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการขับรถไปท่องเที่ยวในพื้นที่ไกล ๆ

4. การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ : เป็นการท่องเที่ยวแบบให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง รณรงค์การยกเลิกการใช้ถุงพลาสติก หันมาใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เน้นการท่องเที่ยวที่ใกล้ชิดกับชุมชน สังคม เรียนรู้วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ใช้ชีวิตอยู่กับชาวพื้นเมือง จะเห็นได้ว่า นักท่องเที่ยวในปัจจุบันเริ่มหันมาสนใจการท่องเที่ยวในลักษณะดังกล่าวมากขึ้น ชื่นชอบการใช้ชีวิตแบบใกล้ชิดธรรมชาติ และใช้จ่ายเงินกับผู้คนในพื้นที่มากขึ้น ซึ่งสอดรับกับนโนบายเที่ยวเมืองรองของไทยในแคมเปญ Amazing Thailand Go Local ในปีที่ผ่านมาด้วย

จะเห็นได้ว่า ปี 2562 การท่องเที่ยวในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์กำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ไม่ว่าจะชาวไทยหรือชาวต่างชาติ เพราะสถานที่ในแต่ละพื้นที่ก็ล้วนมีที่มาที่ไปในอดีตที่ควรศึกษาและเรียนรู้วัฒนธรรม อารยธรรม และสัมผัสกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ถือเป็นอีกหนึ่งมนต์เสน่ห์ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างให้ความสนใจกับกระแสดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ทำให้พื้นที่ดังกล่าวได้รับความสนใจและกลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอันดับต้น ๆ สร้างรายได้ให้กับพื้นที่ได้อย่างมาก นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-6-ปัจจัยท้าทายเศรษฐกิจไทยในปีหมู-“รอด”-หรือ-“ร่วง”.jpg

kinyupen_adminJanuary 10, 2019

ต้องบอกว่าเศรษฐกิจไทยช่วงนี้อยู่ในภาวะที่ต้องเฝ้าระวังอย่างน่าเป็นห่วง โดยทางธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมิน 6 ปัจจัยเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ช่วงปลายวัฏจักรขาขึ้น ปรับลดคาดการณ์ GDP 2562 เหลือ 3.8% เชื่อดอกเบี้ยขึ้นอีก 1 ครั้งปีนี้ วันนี้ กินอยู่เป็น พามาส่องเศรษฐกิจกันว่าปีหมูนี้ จะหมู่หรือจ่า!

เข้าสู่ปี 2562 ต้องบอกว่าเศรษฐกิจไทยยังคงเป็นที่ต้องจับตาเฝ้าระวังอย่างน่าเป็นห่วง ด้วยปัจจัยต่าง ๆ นา ๆ ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมานั้น ทำให้ประเทศไทยอยู่ในช่วงภาวะวิกฤต และในปี 2562 ปีหมูปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะขับเคลื่อนไปในทิศทางไหน เรื่องนี้ ดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ประเมินอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปี 2562 ลดลงเหลือ 3.8% จากก่อนหน้านี้ที่ประเมินไว้ที่ 4% และเป็นการเติบโตที่ชะลอลงจากปี 2561 ที่ประมาณ 4.2% เนื่องจากการค้าโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าชัดเจนขึ้น และการท่องเที่ยวไทยชะลอตัว

โดย ดร. ยรรยง กล่าวว่า “เศรษฐกิจไทยผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และตอนนี้ถือว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงปลายของวัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้น (late expansion cycle) แต่ยังถือว่าเติบโตดีกว่า 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเติบโตเฉลี่ย 2.8% ขณะที่วัฏจักรการเงิน (financial cycle) ของไทยผ่านจุดสูงสุดไปแล้วเช่นกัน ทำให้ภาวะการเงินจะทยอยตึงตัวขึ้น”

 

ทั้งนี้ EIC ประเมินว่า การส่งออกไทยปี 2562 จะเติบโตเพียง 3.4% จากที่เติบโต 7% เมื่อปี 2561 ซึ่งนอกจากจะเป็นผลจากสงคราม

การค้าแล้ว ส่วนหนึ่งยังเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงจากปี 2561 ทำให้สินค้าบางประเภทที่อิงกับราคาน้ำมัน เช่น สินค้ากลุ่มเคมีภัณฑ์ ปรับลดลงด้วย

สำหรับการท่องเที่ยว ดร.ยรรยง เปิดเผยว่า แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาเติบโต 4.5% ในเดือน พ.ย.2561 แต่นักท่องเที่ยวจีน ซึ่งมีสัดส่วน 28% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดยังติดลบ 14.16% แต่เชื่อว่า นักท่องเที่ยวจีนจะทยอยเพิ่มขึ้นและกลับมาเป็นบวกในช่วงไตรมาสที่ 2 ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวรวมในปี 2561 อยู่ที่ 40.2 ล้านคน เติบโตขึ้น 5.7% จากปี 2561 ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังคงเติบโต แต่ยังกระจุกตัว โดยรายได้ภาคเกษตรคาดว่าจะทรงตัว แต่มีความเสี่ยงปรากฏการณ์ EI Nino ที่อาจทำให้เกิดภัยแล้ง และปริมาณผลผลิตลดลง รวมทั้งหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง

ดร.ยรรยง กล่าวว่า “การลงทุนในประเทศ จะเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไปได้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการใช้กำลังการผลิตในหลายอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มดีขึ้น การลงทุนต่อเนื่องในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ และการย้ายฐานการผลิตมายังไทยของธุรกิจต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า”

 

พร้อมกันนี้ ดร.ยรรยง ระบุว่า ในปี 2562 เศรษฐกิจไทยจะมีความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภายนอกและในประเทศ โดยเป็น 3 ปัจจัยท้าทายจากปัจจัยภายนอก และ 3 ปัจจัยท้าทายภายในประเทศ ได้แก่

3 ปัจจัยท้าทายจากปัจจัยภายนอก

1. สงครามการค้า : ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นได้อีก โดยเฉพาะการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่อาจยืดเยื้อและมีความไม่แน่นอนสูง และอาจส่งผลลบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจโลกได้มากกว่าที่คาด

2. ภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้น : ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของประเทศต่าง ๆ ทยอยสูงขึ้น ขณะที่เงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิที่เข้ามาในตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มลดลงและผันผวนมากขึ้น

3. ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางการเมืองในภูมิภาคสำคัญ : เช่น Brexit สถานการณ์ในอิตาลี และการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐฯ

3 ปัจจัยท้าทายภายในประเทศ

1. แนวโน้มการใช้จ่ายที่กระจุกตัว : จากภาระหนี้สินครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงและรายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่ที่ฟื้นตัวช้า ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนปัญหาในการปรับตัวของแรงงานและธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

2. ภาวะการเงินในประเทศที่มีแนวโน้มตึงตัวขึ้น : ทั้งจากต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น และจากมาตรการ macroprudential ที่เข้ามากำกับดูแลการก่อหนี้ของภาคครัวเรือนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

3. ความไม่แน่นอนของกระบวนการและผลของการเลือกตั้ง : ที่จะมีนัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภคและนักลงทุน ตลอดจนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศในระยะข้างหน้า

ทั้งนี้ ดร.ยรรยง คาดการณ์ว่า “ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีก 1 ครั้งในปีนี้แบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะฉะนั้นอย่างเร็วที่สุด คือ ไตรมาส 2 แต่จะมีความเป็นไปได้ที่จะปรับขึ้นในครึ่งปีหลังมากกว่าครึ่งปีแรก เพราะยังไม่มีเงื่อนไขที่จะทำให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยได้เร็ว นอกจากนี้ ยังประเมินว่า ธปท. อาจออกมาตรการ Macroprudential เพิ่มเติมเพื่อดูแลการก่อหนี้ใหม่ในจุดที่มีความเปราะบาง ควบคู่ไปกับการนโยบายดอกเบี้ย”

อย่างไรก็ตาม ดร.ยรรยง ในตอนท้ายว่า “ในระยะสั้นหนี้ครัวเรือน ซึ่งรวมถึงหนี้ SME น่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะยังมี NPL เพิ่มขึ้น และหนี้เร่งตัวมากกว่ารายได้ ดังนั้น หาก ธปท. ยังเป็นกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือน ก็อาจจะมีมาตรการ Macroprudential ออกมาอีก”

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจากเว็บไซต์  www.hoonsmart.com


-ทำไมต้องมี-วันเด็กแห่งชาติ_web.jpg

kinyupen_adminJanuary 10, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “วันเด็กแห่งชาติ” อีกหนึ่งวันที่หลายภาคส่วนให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน ซึ่งจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต แต่รู้หรือไม่ “วันเด็กแห่งชาติ” ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทำไมต้องมี “วันเด็กแห่งชาติ” เกิดขึ้นด้วย

เพิ่งผ่านพ้นช่วงเทศกาลปีใหม่ เทศกาลแห่งความสุขในปี 2562 ไปหมาด ๆ เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา คราวนี้ก็ถึงคิวของหนูน้อย เด็ก ๆ กันแล้ว แน่นอนนอนทุกวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม จะเป็นช่วงเวลาที่เด็ก ๆ ทุกคนเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อกับ “วันเด็กแห่งชาติ” วันที่ผู้ใหญ่ทุก ๆ คนต้องให้ความสำคัญกับเด็ก ๆ ซึ่งจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต อีกหนึ่งไฮไลท์ที่น้อง ๆ หนู ๆ ทุกคนต่างเฝ้ารอก็คือ “คำขวัญวันเด็ก” ซึ่งในแต่ละปี แต่จะรู้หรือไม่ว่า “วันเด็กแห่งชาติ” มีที่มาที่ไปอย่างไร ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และทำไมต้องมี “วันเด็กแห่งชาติ” เกิดขึ้นมาด้วย มาร่วมหาคำตอบกัน

 

ถือกำเนิด “วันเด็กแห่งชาติ”

ย้อนไปเมื่อสมัยก่อน ราวปี พ.ศ.2470 ประเทศไทยในสมัยนั้นยังคงอยู่ในยุคที่ยังต้องนุ่งโจงกระเบน กินหมาก พลู ซึ่งค่อนข้างล้าสมัยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ กระทั่ง พ.ศ. 2475 ประเทศไทยเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางคณะราษฎรมองว่า เครื่องแต่งกายของข้าราชการและประชาชนที่แต่งกันอยู่ในเวลานั้นมีความล้าสมัย ไม่เหมาะสมกับประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงประกาศให้มีการยกเลิกการนุ่งผ้าม่วง โดยให้นุ่งกางเกงขายาวตามแบบฝรั่งแทน และออกประกาศชักชวนให้เลิกรับประทานหมาก เนื่องจากรัฐบาลมองว่าการกินหมากไม่เป็นกิจประเพณีที่เหมาะสม หมากไม่ได้เพิ่มความงามประการใดให้แก่วงหน้า แต่กลับทำให้หน้ากร้านและดูแก่เกินอายุอีกด้วย จึงทำให้เห็นว่าในช่วงนั้นประเทศไทยได้นำเอาวัฒนธรรมจากประเทศเพื่อนบ้านมาปรับใช้กับบ้านเรา ประเทศไทยจึงกลายเป็นประเทศที่ไม่ได้ล้าสมัยอีกต่อไปนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ต่อมา ประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญกับประเพณีและรูปแบบวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ หนึ่งในนั้นก็คือ เทศกาล “วันเด็กแห่งชาติ” ซึ่ง “วันเด็กแห่งชาติ” มีต้นกำเนิดมาจากการที่องค์การสหประชาชาติทั่วโลกเกิดความตื่นตัว และเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะให้ความสำคัญแก่เด็กและเยาวชน จึงทำให้ “วันเด็กแห่งชาติ” ในประเทศไทยถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2498 โดยในช่วงแรก ทางราชการได้กำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปี เป็น “วันเด็กแห่งชาติ” ซึ่งจัดติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปี พ.ศ. 2506 กระทั่งในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ.2506 ประเทศไทยยังอยู่ในฤดูฝน มีฝนตกมาก ส่งผลให้ผู้ปกครองไม่สามารถพาเด็ก ๆ รวมถึงบุตรหลานมาร่วมงานวันเด็กแห่งชาติได้ ประกอบกับวันจันทร์เป็นวันปฏิบัติงานของพ่อแม่ ผู้ปกครอง จึงไม่สามารถพาเด็กของตนไปร่วมงานได้

ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติมีความเห็นว่า ควรเสนอคณะรัฐมนตรีให้มีการเปลี่ยนแปลงวันจัดงาน “วันเด็กแห่งชาติ” ใหม่ เพื่อความเกิดความเหมาะสม ทำให้ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ประกาศเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาการจัดงาน “วันเด็กแห่งชาติ” มาเป็นวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ส่งผลให้งานวันเด็กแห่งชาติเริ่มจัดขึ้นมาใหม่อีกครั้งในปี พ.ศ. 2508 และจัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

สาเหตุที่กำหนดให้ “วันเด็กแห่งชาติ” ต้องจัดในช่วงวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคมนั้น มีที่มาที่ไป เนื่องจากต้องการให้ทุกภาคส่วนของประเทศต้องให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนเป็นอันดับแรกๆ จึงกำหนดช่วงเวลาการจัดงาน “วันเด็กแห่งชาติ” เอาไว้ในช่วงต้นปี

สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ที่รัฐบาลไทยกำหนดไว้ คือ เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของเด็ก สนใจในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนเด็ก และช่วยเหลือสงเคราะห์เด็กเป็นพิเศษ เพื่อให้เด็กและและเยาวชนยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพื่อให้เด็กรู้จักหน้าที่ของตนเองและอยู่ในระเบียบวินัยอันดี และเพื่อเผยแพร่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของเด็ก

 

ประเทศเพื่อนบ้านก็มี “วันเด็กแห่งชาติ” ไม่ใช่มีแค่ในไทยเท่านั้น

“วันเด็กแห่งชาติ” ไม่ได้มีแค่เพียงในประเทศไทยบ้านเราเท่านั้น ในต่างประเทศก็มีวันเด็กแห่งชาติเหมือนกัน โดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เสนอให้ในทุก ๆ ประเทศมีวันพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองให้แก่เด็ก ๆ ในวันใดวันหนึ่งตามความเหมาะสมของประเทศนั้น ๆ จึงทำให้แต่ละประเทศเกิด “วันเด็ก” ขึ้น

วันเด็กมีจุดเริ่มต้นครั้งแรกในนครเจนีวา โดยมี International Union for Child เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ในการเฉลิมฉลองวันเด็ก และส่งผลให้สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ มีแนวคิดให้มี “วันเด็กสากล” ขึ้น ทั้งนี้ การขานรับกับการจัดงานวันเด็กแห่งชาติได้เป็นไปอย่างกว้างขวาง ในปีเดียวกันนั้นเองทั่วโลกไม่น้อยกว่า 40 ประเทศ จัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติของตนเองขึ้น  ฉะนั้น ในแต่ละประเทศจะมีการจัดงานวันเด็กในวันเวลาและรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป

 

ญี่ปุ่น : จะจัดขึ้นทุกวันที่ 5 เดือนพฤษภาคมของทุกปี มีสัญลักษณ์ประจำวันเด็ก คือ ธงรูปปลาคาร์ฟ มีที่มาจากเทศกาลเด็กผู้ชาย เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแรง จึงใช้ธงรูปปลาคราฟของความเป็นสิริมงคลและความเจริญก้าวหน้า ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีนโบราณ โดยในวันดังกล่าวจะมีการน้ำสมุนไพรชนิดหนึ่งมาต้นแล้วนำมาอาบ เชื่อว่าจะทำให้ร่างกายแข็งแรงและขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไป และวางตุ๊กตาซามูไรตั้งไว้นอกบ้าน นอกจากนี้จะทำอาหารที่ชื่อว่า Chimaki หรือ ขนมบ๊ะจ่างญี่ปุ่นไว้ทานกันด้วย

สหรัฐอเมริกา : ในปี 2543 ประธานาธิบดีบิล คลินตัน ประกาศให้จัดวันเด็กขึ้นในเดือนตุลาคมของทุกปี กระทั่งต่อมา ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงวันจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้น เป็นทุก ๆ วันอาทิตย์แรกของเดือนมิถุนายน โดยกิจกรรมในวันเด็กของที่นี่คุณพ่อคุณแม่มักพาเด็ก ๆ ไปงานเทศกาล สวนสนุก หรือเล่นกีฬาต่าง ๆ

นอรเวย์ : งานวันเด็กจะจัดขึ้นทุก ๆ วันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันรัฐธรรมนูญนอร์เวย์ จุดเด่นของงานวันเด็กที่นี่ คือ พาเหรดของเด็ก ๆ หลากหลายรูปแบบ

ตุรกี : งานวันเด็กจะจัดขึ้นวันที่ 27 เมษายนของทุกปี โดยมีกิจกรรมและพาเหรดมากมายจัดขึ้นตามสนามกีฬาทั่วประเทศ บางครั้งมีการเชิญเด็ก ๆ จากทั่วโลกมาร่วมงานและให้พักอาศัยกับครอบครัวชาวตุรกีราว 1 อาทิตย์ด้วย

จีน : จัดขึ้นทุก  ๆ วันที่ 1 มิถุนายน ของทุกปี โรงเรียนในประเทศจีนมักจะจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้กับเด็ก ๆ เช่น พาไปเข้าค่าย หรือพาไปชมภาพยนตร์ฟรี เพื่อให้เด็ก ๆ ได้พักผ่อนจากการเรียน

สิงคโปร์ : ชาวสิงคโปร์ฉลองวันเด็กกันในวันศุกร์แรกของเดือนตุลาคม ในวันนี้เด็ก ๆ ชั้นอนุบาลและประถมไม่ต้องไปโรงเรียน มีงานฉลองและกิจกรรมมากมายจัดขึ้นที่ห้างสรรพสินค้า สวนสนุก และสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ

บังคลาเทศ : จัดงานวันเด็กในวันที่ 20 มีนาคมของทุกปี จุดประสงค์เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงสิทธิต่าง ๆ ที่เด็ก ๆ พึงได้รับ วันเด็กของที่นี่ไม่ใช่วันหยุด แต่ก็มีการจัดงานฉลองมากมาย ทั้งจัดการแข่งขันต่าง ๆ มีการจัดแฟชั่นโชว์จากเด็ก ๆ เป็นต้น

โปแลนด์ : วันเด็กในโปแลนด์เรียกกันว่า “Dzien Dziecka” (แปลว่าวันของเด็ก ๆ ) จัดขึ้นวันที่ 1 มิถุนายนของทุกปี พ่อแม่จะมอบของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับลูก โรงเรียนก็จะจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้เด็ก ๆ ด้วย

 

นอกจากงานวันเด็กในแต่ละประเทศแล้ว ยังมี “วันเด็กสากล” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 20 พฤษจิกายนของทุกปี ถูกกำหนดขึ้นโดยสหประชาชาติซึ่งมีที่มาจากมูลนิธิเซฟเดอะชิลเดร์น (The save the children fund) ว่าด้วยอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the rights of the child) ซึ่งระบุว่า “เด็กทุกคนในโลกนี้เกิดมาพร้อมสิทธิต่าง ๆ ตั้งแต่สิทธิที่จะมีชีวิตอยู่รอด ปลอดภัย มีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ ได้รับการศึกษาและพัฒนาตามวัย ตลอดจนได้รับการปกป้องคุ้มครองจากอันตราย การถูกละเมิดและถูกแสวงประโยชน์”

 

ย้อนดูคำขวัญ “วันเด็กแห่งชาติ” แต่ละปี

ทุก ๆ ปี น้อง ๆ หนู ๆ ทุกคนนอกจากจะเฝ้ารอกับช่วงเวลาแห่งความสุขแล้ว “คำขวัญวันเด็ก” ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น้อง ๆ หนู ๆ ทุกคนต่างเฝ้ารอ และต้องท่องจำให้ได้ เพราะในแต่ละปีคำขวัญวันเด็ก จะไม่เหมือนกัน

สำหรับคำขวัญวันเด็กเป็นคำขวัญที่นายกรัฐมนตรีจะมอบให้เด็กไทย เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติของทุกปี โดยคำขวัญวันเด็กมีขึ้นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2499 ในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และตั้งแต่ พ.ศ. 2502 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญวันเด็กให้ จึงได้ถือเป็นธรรมเนียมทุก ๆ ปี สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มาย้อนดูกันว่า คำขวัญวันเด็กตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ของนายกรัฐมนตรีแต่ละท่าน มีใจความอย่างไรบ้าง

 

รัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม

พ.ศ. 2499 : จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม

 

รัฐบาลของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์

พ.ศ. 2502 : ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า

พ.ศ. 2503 : ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความสะอาด

พ.ศ. 2504 : ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย

พ.ศ. 2505 : ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่ประหยัด

พ.ศ. 2506 : ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด

 

รัฐบาลของ จอมพล ถนอม กิตติขจร

พ.ศ. 2508 : เด็กจะเจริญต้องรักเรียนเพียรทำดี

พ.ศ. 2509 : เด็กที่ดีต้องมีสัมมาคารวะ มานะ บากบั่น และสมานสามัคคี

พ.ศ. 2510 : อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรง เรียนดี มีความประพฤติเรียบร้อย

พ.ศ. 2511 : ความเจริญและความมั่นคงของชาติไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเด็กที่มีวินัย มีความเฉลียวฉลาด และรักชาติยิ่ง

พ.ศ. 2512 : รู้เรียน รู้เล่น รู้สามัคคี เป็นความดีที่เด็กพึงจำ

พ.ศ. 2513 : เด็กประพฤติดีและศึกษาดี ทำให้มีอนาคตแจ่มใส

พ.ศ. 2514 : ยามเด็กจงหมั่นเรียนเพียรกระทำดี เติบใหญ่จะได้มีความสุขความเจริญ

พ.ศ. 2515 : เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ

พ.ศ. 2516 : เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ

 

รัฐบาลของ สัญญา ธรรมศักดิ์

พ.ศ. 2517 : สามัคคีคือพลัง

พ.ศ. 2518 : เด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจร่วมพลังสร้างความสามัคคี

 

รัฐบาลของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

พ.ศ. 2519 : เด็กที่ต้องการเห็นอนาคตของชาติรุ่งเรือง จะต้องทำตัวให้ดีมีวินัยเสียแต่บัดนี้

 

รัฐบาลของ ธานินทร์ กรัยวิเชียร

พ.ศ. 2520 : รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย

 

รัฐบาลของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์

พ.ศ. 2521 : เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติมั่นคง

พ.ศ. 2522 : เด็กไทยคือหัวใจของชาติ

พ.ศ. 2523 : อดทน ขยัน ประหยัด เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย

 

รัฐบาลของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

พ.ศ. 2524 : เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม

พ.ศ. 2525 : ขยันศึกษา ใฝ่หาความรู้ เชิดชูชาติศาสน์กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย

พ.ศ. 2526 : รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัยและคุณธรรม

พ.ศ. 2527 : รักวัฒนธรรมไทย ใฝ่ดีมีความคิด สุจริตใจมั่น หมั่นศึกษา

พ.ศ. 2528 : สามัคคี นิยมไทย มีวินัย ใฝ่คุณธรรม

พ.ศ. 2529 : นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

พ.ศ. 2530 : นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

พ.ศ. 2531 : นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

 

รัฐบาลของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ

พ.ศ. 2532 : รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

พ.ศ. 2533 : รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

พ.ศ. 2534 : รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำชาติพัฒนา

 

รัฐบาลของ อานันท์ ปันยารชุน

พ.ศ. 2535 : สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม

 

รัฐบาลของ ชวน หลีกภัย

พ.ศ. 2536 : ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม

พ.ศ. 2537 : ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม

พ.ศ. 2538 : สืบสานวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม

 

รัฐบาลของ บรรหาร ศิลปอาชา

พ.ศ. 2539 : มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด

 

รัฐบาลของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

พ.ศ. 2540 : รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึ่งพายาเสพติด

 

รัฐบาลของ ชวน หลีกภัย

พ.ศ. 2541 : ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย

พ.ศ. 2542 : ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย

พ.ศ. 2543 : มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย

พ.ศ. 2544 : มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย

 

รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

พ.ศ. 2545 : เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส

พ.ศ. 2546 : เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี

พ.ศ. 2547 : รักชาติ รักพ่อแม่ รักเรียน รักสิ่งดี ๆ อนาคตดีแน่นอน

พ.ศ. 2548 : เด็กรุ่นใหม่ ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด

พ.ศ. 2549 : อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด

 

รัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

พ.ศ. 2550 : มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข

พ.ศ. 2551 : สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม

 

รัฐบาลของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

พ.ศ. 2552 : ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี

พ.ศ. 2553 : คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม

พ.ศ. 2554 : รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ

 

รัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

พ.ศ. 2555 : สามัคคี มีความรู้ คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี

พ.ศ. 2556 : รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน

พ.ศ. 2557 : กตัญญู รู้หน้าที่ เป็นเด็กดี มีวินัย สร้างไทย ให้มั่นคง

 

รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

พ.ศ. 2558 : ความรู้ คู่คุณธรรม นำสู่อนาคต

พ.ศ. 2559 : เด็กดี หมั่นเพียร เรียนรู้ สู่อนาคต

พ.ศ. 2560 : เด็กไทย ใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง

พ.ศ. 2561 : รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี

พ.ศ. 2562 : เด็ก เยาวชน จิตอาสา ร่วมพัฒนาชาติ

 

จะว่าไป “วันเด็กแห่งชาติ” อาจจะไม่ใช่วันที่จะให้ความสำคัญแก่เด็กๆ เพียงหนึ่งวันเท่านั้น แต่เป็นวันที่ผู้ใหญ่ควรตระหนักถึงความสำคัญของเด็กว่า “เด็กคืออนาคต เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้าที่จะต้องพัฒนาชาติต่อไป” วันเด็กแห่งชาติปีนี้ก็ขอให้น้อง ๆ หนู ๆ มีความสุข เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติต่อไป และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_web-1.jpg

kinyupen_adminJanuary 10, 2019

ในใต้หล้านี้…ประเทศจีนมีดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล กว้างขวางถึง 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลก ด้วยขนาดที่กว้างใหญ่ทำให้การเดินทางระหว่างมณฑลใช้เวลาไม่น้อย ล่าสุดการเดินทางระหว่างมณฑลจะไม่นานอีกต่อไป ด้วยทางด่วนแห่งใหม่ ไต่เขาจากจีนสู่ทิเบต รูปลักษณ์คดไปวนมา สมชื่อ “แดนมังกร” 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของกรมการขนส่งประจำมณฑลเสฉวนของประเทศจีนเปิดทางด่วนแห่งใหม่ขึ้น ที่มณฑลเสฉวน เส้นทางระหว่างเมืองหย่าอาน-เมืองคางติ้ง ความยาว 135 กิโลเมตร โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นเส้นทางสู่แคว้นปกครองตนเองทิเบตกานจื่อของมณฑลเสฉวนลำดับที่ 2 รองจากทางหลวงหมายเลข 318 ที่มุ่งสู่กรุงลาซา เมืองเอกของเขตปกครองตนเองทิเบต ซึ่งเส้นทางแห่งใหม่นี้สามารถย่นระยะเวลาเดินทางเหลือเพียง 3 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น ถือว่าเป็นของขวัญชิ้นใหม่ที่มณฑลเสฉวนมอบให้กับพี่น้องชาวจีนในปีนี้เลยก็ว่าได้

การก่อสร้างทางด่วนเชื่อมต่อระหว่าง เมืองหย่าอาน กับ เมืองคางติ้ง เริ่มต้นขึ้นในเดือนกันยายน พ.ศ.2557 ถือเป็นอีกหนึ่งงานท้าทายในการก่อสร้างอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องเผชิญความท้าทายทางภูมิศาสตร์ โดยเฉพาะลักษณะภูมิประเทศคับแคบและสูงชัน ประกอบกันหนึ่งในอุโมงค์ลอดภูเขาของทางด่วนแห่งนี้จะต้องตัดผ่าน 13 แนวรอยเลื่อนแผ่นดินไหว ซึ่งการก่อสร้างครั้งนี้ใช้งบประมาณในการก่อสร้างกว่า 23,000 ล้านหยวน (คิดเป็นเงินไทยอยู่ประมาณ 115,000 ล้านบาท) กระทั่งสามารถสร้างแล้วเสร็จก่อนกำหนดภายใน 9 เดือน

 

สำหรับโครงข่ายทางด่วนของประเทศจีน เป็นระบบรวมของทางด่วนระดับชาติและระดับมณฑลของประเทศ โดยเมื่อช่วงสิ้นปี พ.ศ.2560 โครงข่ายทางด่วนของประเทศจีนมีระยะทางรวมทั้งหมด 136,000 กิโลเมตร เรียกได้ว่าระยะทางประมาณ 1 ใน 3 ของความห่างจากโลกไปดวงจันทร์เลยทีเดียว!  นับเป็นระบบทางด่วนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก…

ทางด่วนสายแรกที่ได้มีบันทึกไว้ในประเทศจีน คือในสมัยราชวงศ์ฉิน เมื่อ 2,000 กว่าปีก่อน สืบเนื่องจาก “จิ๋นซีฮ่องเต้” จักรพรรดิพระองค์แรก ได้สร้างทางหลวงรัฐระยะทาง 750 กิโลเมตร เชื่อมต่อจากเมืองหลวงชื่อเสียนหยางไปยังพรมแดนทางด้านเหนือของออร์ดอส เพื่อเป็นการวางแผนป้องกันประเทศ ต่อมาทางหลวงแห่งชาติจีนสมัยใหม่สายแรกที่ก่อสร้าง คือ ทางด่วนเซี่ยงไฮ้–เจียติ้ง เปิดใช้บริการในเดือนตุลาคม พ.ศ.2531 มีระยะทาง 17.37 กิโลเมตร  ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของระบบทางด่วนของเซี่ยงไฮ้ นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : สำนักข่าว China Xinhua News

 


Banner_welltitude_ไอเรื้อรัง.jpg

kinyupen_adminJanuary 8, 2019

 “ไอเรื้อรัง” อีกหนึ่งอาการที่สร้างความรำคาญให้กับตัวเองและคนรอบข้าง ต้นเหตุของอาการ “ไอเรื้อรัง” เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง ถ้าอยากหายต้องรักษา

“อาการไอ” ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงสิ่งผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งการไอเป็นกลไกป้องกันของร่างกายในการกำจัดเชื้อโรคและเสมหะ แต่หลายคนคงรู้สึกแย่ หากต้องไออยู่บ่อย ๆ เพราะนอกจากจะรำคาญตัวเอง  ยังสร้างความรำคาญให้คนรอบข้าง

อันที่จริง อาการไอ แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. อาการไอเฉียบพลัน จะมีระยะเวลาของอาการไอน้อยกว่า 8 สัปดาห์ เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หลอดลมอักเสบ เป็นต้น

2. อาการไอเรื้อรัง จะมีระยะเวลาของอาการไอมากกว่าหรือเท่ากับ 8 สัปดาห์ ถือเป็นปัญหาที่ประชาชนมีโอกาสพบเจอได้ง่าย และหากไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ จะมีความเสี่ยงสูงเป็นหลอดลมอักเสบอีกด้วย แต่ในทางการแพทย์ ไอเรื้อรัง คืออาการไอติดต่อกันนานเกินกว่า 3 สัปดาห์ และพบว่ามีอาการไอเรื้อรังและมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลด เบื่ออาหาร มีไข้ ควรรีบพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและทำการรักษาโดยเร็ว

สำหรับอาการ “ไอเรื้อรัง” มีต้นเหตุจากปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่

1. การสูบบุหรี่ : การสูบบุหรี่เป็นประจำ ทำให้เนื้อเยื่อภายในร่างกายที่สัมผัสกับควันบุหรี่เกิดอาการระคายเคืองและอาจเป็นบาดแผล มีอาการอักเสบ จนเป็นสาเหตุของโรคหลอดลมอักเสบได้

2. มีเสมหะ : การที่มีเสมหะในลำคอ มีปัจจัยหลายสาเหตุ ทั้งอาการของโรคภูมิแพ้ จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ กรดไหลย้อน หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ติดเชื้อเรื้อรังในคอ หรือแม้แต่การใช้เสียงด้วยวิธีผิดๆ เป็นต้น

3. ติดเชื้อเรื้อรังบริเวณลำคอ : เป็นโรคในลำคอที่เกิดจากเชื้อรา เชื้อวัณโรค เชื้อซิฟิลิส เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัสต่าง ๆ

4. ระคายเคืองลำคอ : เกิดจากสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ อาทิ สารเคมี สารระเหย การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากปล่อยทิ้งไว้ เป็นอันตรายต่อร่างกายแน่นอน

5. อาการข้างเคียงจากโรคอื่น ๆ : เป็นอาการข้างเคียงที่เกิดจากโรคอันตราย อาทิ หัวใจวาย ไอกรน ปอดติดเชื้อ และโรคปอดอื่นๆ ซึ่งส่งผลต่อการป่วยเป็นไอเรื้อรังได้

 

“ไอเรื้อรัง” รักษาเบื้องต้นได้!

พญ.นงนภัส เก้าเอี้ยน แพทย์โรคระบบทางเดินหายใจเด็ก โรงพยาบาลพระรามเก้า แนะนำวิธีรักษาง่าย ๆ หากมีอาการไอเรื้อรัง เพียง

1. หยุดสูบบุหรี่

2. หยุดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

3. ลดการรับประทานอาหารที่ใช้น้ำมัน เป็นการช่วยบรรเทาหลอดลมรวมถึงเนื้อเยื่อภายในลำคอจากอาการระคายเคือง

4. หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ ๆ มีไรฝุ่น ฝุ่นละออง หมั่นพยายามทำความสะอาดเครื่องนอนเป็นประจำทุกสัปดาห์

5. ไม่ควรวางตุ๊กตาไว้บนเตียงนอน และไม่ควรเลี้ยงสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขหรือแมว สายพันธุ์ที่มีขนต่าง ๆ

6. ใช้เครื่องฟอกอากาศ เพื่อกรองไรฝุ่นซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ

7. หลีกเลี่ยงการนั่งอยู่ใกล้เครื่องปรับอากาศหรือพัดลม ที่พัดอากาศเย็น ๆ มายังศีรษะโดยตรง

สุดท้าย อาการไอเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากโรคไม่ร้ายแรง และโรคร้ายแรง ซึ่งหากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาและอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ ทางที่ดี หากรู้ตัวว่ากำลังป่วย อาการไอไม่ดีขึ้น หรือเป็นหนักขึ้นกว่าเดิม ควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษา อย่างปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน  ไม่ดีต่อสุขภาพร่างกายอย่างแน่นอน