-ออกกำลังกายที่ดีต่อกายและใจ_web.jpg

kinyupen_adminMarch 26, 2019

ต้องบอกเลยว่ายุคนี้เป็นยุคที่หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่เริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนที่เพียงพอ การออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักและรักษารูปร่าง หนึ่งในกีฬาที่คนรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจกันก็คือ “ชกมวย” นั่นเอง

“มวยไทย” ถือเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่มีคุณลักษณะของการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยการใช้อวัยวะในส่วนที่สามารถใช้ทำอันตรายคู่ต่อสู้ได้ มาใช้งานอย่างชาญฉลาดและมีศิลปะอย่างสูง เช่น หมัด ศอก แขน เท้า แข้ง และเข่า เป็นต้น มวยไทยถือได้ว่าเป็นศิลปะประจำชาติและเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นประการหนึ่งของคนไทยตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน

การชกมวยเป็นการออกกำลังกายที่ใช้ทักษะการปะทะกับคู่ต่อสู้ มวยไทยเป็นกีฬาที่ใช้กล้ามเนื้อและใช้พลังงานสูงมาก ถือเป็นการออกกำลังกายแบบเต็มรูปแบบที่ดี เพราะคุณจะได้ใช้กล้ามเนื้อในทุกส่วนและทำให้การเต้นหัวใจเพิ่มขึ้น เลือดสูบฉีดดีขึ้น แม้ว่าหลายคนจะมองว่ามวยเป็นกีฬาที่อันตราย เป็นสาเหตุให้สมองได้รับการกระทบกระเทือน แต่การชกมวยที่ไม่ต้องไปต่อยกับใครจริงๆ เช่น การเตะต่อยกระสอบทราย ก็มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย จะเห็นได้ว่าเหล่าดาราและคนดังใช้การออกกำลังกายด้วยการชกมวยเป็นการดูแลรูปร่าง อย่างเช่น ลีเดีย ศรัณรัตน์ , ยิปซี คีรติ , เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ , ปันปัน สุทัตตา , แมทธิว ดีน ฯลฯ แล้วเคยสงสัยหรือไม่ว่าการชกมวยมีประโยชน์อย่างไรบ้างต่อร่างกายและจิตใจ มาดูกันดีกว่า

 

ชกมวยช่วยลดน้ำหนัก

เคยสงสัยไหมว่าชกมวยจะช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือ? บอกเลยว่า จริง!!! การชกมวยเป็นการออกกำลังกายที่สนุกและเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว เพราะการชกมวยเพียง 1 ชั่วโมง ช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้รวดเร็ว ช่วยให้กล้ามเนื้อแต่ละส่วนกระชับ และส่งผลให้น้ำหนักลดลง

 

ชกมวยช่วยฝึกสมาธิ

การชกมวยนอกจากจะเป็นการออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นการช่วยฝึกสมาธิของเราได้อีกด้วย เพราะขณะที่เตะ ต่อย ใช้หมัด เป็นการฝึกกล้ามเนื้อและสมอง ทำให้มีสมาธิที่ดีขึ้น และที่สำคัญเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย

 

ชกมวยช่วยลดความเครียด ลดความวิตกกังวล

ชกมวยสามารถช่วยในเรื่องของอารมณ์ได้เป็นอย่างดี เพราะขณะที่เราออกกำลังกาย ร่างกายของเราจะหลั่งสารฮอร์โมนเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น ฉะนั้น การชกมวยเป็นการออกกำลังกายแบบที่เข้มข้นสูงและต่ำสลับกันไป ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหนของการซ้อมมวยก็จะเป็นช่วงเวลาที่ใช้สมาธิสูง คุณจึงไม่มีเวลาที่จะไปคิดเรื่องอื่นให้ฟุ้งซ่าน

 

ชกมวยช่วยฝึกความแข็งแกร่งของร่างกาย

ชกมวยเป็นการฝึกร่างกายให้แข็งแกร่งทุกสัดส่วน เพราะการชกมวยจริงๆ นั้น ขาของคุณจะต้องไว มีฟุตเวิร์คที่ดีตลอดช่วงเวลาที่อยู่บนสังเวียน เพื่อที่จะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างพลิ้วไหว ฉะนั้น การชกมวยจึงจำเป็นที่คุณจะต้องให้ความสำคัญกับความแข็งแกร่งของร่างกายทุกส่วน

 

ชกมวยช่วยให้ระบบการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น

ชกมวยช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดได้ดี เพราะเป็นการออกกำลังอีกรูปแบบหนึ่ง การชกมวยเป็นประจำจึงทำให้หัวใจและปอดของคุณทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลต่อระบบการไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

การชกมวยเป็นอีกหนึ่งเทรนด์การออกกำลังกายที่กำลังมาแรงในขณะนี้ และสิ่งที่คุณจะได้จากการออกกำลังกายในรูปแบบนี้ นอกจากจะได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพของตัวเองในหลากหลายด้าน ผู้เล่นยังสามารถใช้ทักษะจากการฝึกมวยฟิตในชีวิตประจำวันได้ ทั้งในแง่ของการป้องกันตัว สร้างสมาธิในการทำงานหรือเรียนหนังสือ ช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บจากสภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงอีกด้วย และที่สำคัญการชกมวยยังสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้ถึง 800 แคลอรี่/ชั่วโมง ได้อีกด้วย


.jpg

kinyupen_adminMarch 22, 2019

เมื่อกล่าวถึงเมืองพระประแดง หลายท่านคงทราบดีว่า นี่คืออีกหนึ่งเมืองหน้าด่านเก่าแก่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ทรงสร้างขึ้นพร้อมพระราชทานนามว่า นครเขื่อนขันธ์ แต่ทราบหรือไม่ว่า เมืองแห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับคลองเตยในอดีต ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงตำนาน “เจ้าชายสายน้ำผึ้ง” เจ้าเมืองอโยธยาศรีรามเทพนคร ผู้สร้างตำนานรักไทยจีนกับพระนางสร้อยดอกหมาก นำสู่การสร้างวัดพนัญเชิงอีกด้วย…..

โดยถูกกล่าวถึงไว้ใน ตำนานพงศาวดารเหนือ ซึ่งรวบรวมโดยพระวิเชียรปรีชา(น้อย)  ตามรับสั่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สมัยยังดำรงพระเกียรติยศเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ว่าย้อนไปในสมัยทวารวดี เมื่อหลายพันปีก่อน “เจ้าชายสายน้ำผึ้ง” ทรงคิดจะสร้างเมืองใหม่ จึงยกพลล่องลำน้ำเจ้าพระยาเพื่อหาทำเลโดยทรงพอใจพื้นที่แถวบางเตย (คลองเตยในปัจจุบัน) แต่มีพระอาจารย์ห้ามเอาไว้ว่าเพราะพื้นที่แห่งนี้น้ำมีความเค็มปนอยู่มากจึงไม่ควรสร้าง ดังนั้นเจ้าชายสายน้ำผึ้งจึงสร้างวัดหน้าพระธาตุถวายพระอาจารย์ แล้วมาสร้าง “วัดมงคลบพิตร” แทน ก่อนสวรรคตในปี จุลศักราช 427

ขณะที่ บางเตย หรือ คลองเตย ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามคุ้งบางกะเจ้าโดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาตัดขวางนั้น ในอดีตก็คือ หนึ่งในคลองสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนถูกถมพื้นที่เป็นถนนเกษมราษฎร์ ซึ่งก็คือถนนที่แยกจากพระราม 4 จนถึงกรมศุลกากรในปัจจุบัน และเมื่อค้นต่อไปก็จะพบว่า “บริเวณคุ้งน้ำฝั่งคลองเตยเคยเป็นที่ตั้งของเมืองพระประแดง” ในอดีตด้วย ซึ่งสันนิษฐานจากเหตุผลดังนี้

1. ในแผนที่ของหมอแกมป์เฟอร์ ซึ่งเข้ามาในกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2233 ในแผนที่ระบุเลยว่า มีองค์พระประแดงอยู่ตำแหน่งคุ้งน้ำฝั่งคลองเตย

2. ในบรรดานิราศของพระยาตรัง, สุนทรภู่ สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ช่วงรัชกาลที่ 1 จะระบุว่า เมื่อพ้นจากช่องนนทรีจะเข้าสู่บางเตยหรือคลองเตยแล้วจะเข้าสู่เมืองพระประแดงทันที

3. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้มีจดหมายถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ บอกว่า ตนได้มาแถวคลองเตยแล้วเจอศาลพระประแดง ตั้งหัวรูปจระเข้

สำหรับพื้นที่เมืองพระประแดงฝั่งคลองเตยนั้น ในปี พ.ศ.2480 รัฐบาลได้ซื้อพื้นที่บริเวณนั้นเพื่อสร้างเป็นท่าเรือกรุงเทพฯ และท่าเรือคลองเตย เพื่อเป็นจุดขนถ่ายสินค้าจากปากอ่าวขึ้นไป พร้อมสร้างทางรถไฟจากมักกะสันลงมาเพื่อขนถ่ายสินค้าเข้ามายังกรุงเทพฯ พื้นที่แห่งนี้จึงถูกเปลี่ยนแปลงสภาพจากอดีตไปจนหมดสิ้น

 

ขอบคุณที่มาข้อมูลดีๆ  : รายการ ขรรค์ชัย-สุจิตต์ “ทอดน่องท่องเที่ยว” Matichon TV


-“เงินๆ-ทองๆ”-ที่อยากส่งต่อให้คนรุ่นหลัง.jpg

kinyupen_adminMarch 19, 2019

เมื่อครั้งเรายังเด็ก ผู้ใหญ่มักจะสอนและปลูกฝังในเรื่องของการประหยัด อดออม ให้ความสำคัญในเรื่องการใช้เงิน โดยฝึกให้เรียนรู้และประพฤติกันตั้งแต่เด็กๆ เพื่อที่จะได้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตมีวิธีรับมือง่าย ๆ 5 ข้อ ที่จะนำมาแนะนำให้กับคนรุ่นหลัง

เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่มีการถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันแต่ละคนมีวิธีการประหยัดที่แตกต่างกันแต่ก็ยังคงมีสิ่งที่เหมือนกันก็คือ “ไม่ใช้จ่ายเงินเกินความจำเป็น” บางคนเลือกวิธีการประหยัดง่ายๆ ด้วยการหิ้วปิ่นโตมาจากบ้าน เดินและขับจักรยานมาทำงานแทนการเสียเงินค่าโดยสารรถสาธารณะ เป็นต้น

เพราะช่วงนี้เงินๆ ทองๆ เป็นอะไรที่หายาก กว่าจะได้มาแต่ละบาท ก็ต้องแลกมาด้วยน้ำพักน้ำแรง หยาดเหงื่อของแรงงาน และเงินก็จะต้องหมดไปรายจ่ายประจำ ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าที่พัก ค่าอาหาร ฯลฯ ล้วนแต่มีความจำเป็นทั้งสิ้นในการดำรงชีวิตเพื่อความอยู่รอด

มาดูกันดีกว่าว่าแนวคิดการประหยัดของคนรุ่นปู่ย่าหรือพ่อแม่เรา ที่ดูแล้วไม่ตกยุค สามารถนำมาใช้ในยุคปัจจุบันได้

 

1. “อาหาร” อย่ากินทิ้งขว้าง

เคยเป็นไหม อาหารต่างๆ นาๆ ทั้งอาหารคาวหรืออาหารหวาน เมื่อรับประทานไม่หมดหรือรับประทานเหลือ ก็มักจะนำไปเก็บในตู้กับข้าวหรือตู้เย็น แต่สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ คืออาหารอาจจะเน่าเสีย ซึ่งเป็นสิ่งที่บางคนอาจจะละลืมไปโดยมิได้ตั้งใจที่จะให้อาหารเหล่านั้นเน่าเสียไป เพราะอาหารบางอย่างมีโอกาสเน่าเสียได้ ถึงแม้จะใส่ไว้ในตู้เย็นหรือตู้กับข้าวก็ตาม ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการสิ้นเปลืองและเพิ่มค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นขึ้น ผู้หลักผู้ใหญ่จึงมักย้ำอยู่เสมอว่า “อาหารอย่ากินทิ้งกินขว้าง”

 

2. “การศึกษา” เป็นสิ่งสำคัญจำเป็น อย่าได้ละทิ้งเป็นอันขาด

สังเกตไหมว่าคนในยุคสมัยก่อนอยากจะให้ลูกหลานของตนเองได้มีโอกาสเรียนสูงๆ ก็เพราะคนสมัยก่อนไม่มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนสูงๆ เต็มที่ก็คือจบ ประถมศึกษาชั้นปีที่่ 4 หรือ 6 ระดับมัธยมศึกษา เนื่องจากอายุถึงเกณฑ์แล้วก็ต้องออกมาช่วยที่บ้านทำมาหากินกันแล้ว แต่คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันมีโอกาสที่จะได้เรียนต่อจนถึงระดับมหาวิทยาลัยกันมากขึ้น เพราะในตลาดแรงงานบ้านเราต้องการคนมีประสบการณ์การทำงานและวุฒิการศึกษามาประกอบในการสมัครงานแต่ละแห่ง จึงไม่แปลกที่คนสมัยก่อนถึงมักย้ำว่า “อย่าละทิ้งการศึกษา” เพราะในยุคนี้คนที่มีความรู้และความสามารถย่อมได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ ยิ่งมีวุฒิการศึกษาสูง ก็ยิ่งมีโอกาสได้เงินค่าแรงสูงเช่นกัน

 

3. “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ไม่จำเป็นอย่าใช้!

คนสมัยก่อนจะย้ำเตือนเสมอว่า ใช้จ่ายอย่างประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ก่อหนี้ใหม่ขึ้นมา โดยเฉพาะการใช้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” เพราะบัตรดังกล่าวจะก่อหนี้สินขึ้นมาทันที ไม่ได้มีเพียงแค่เงินต้นเท่านั้น แต่มีเงินดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอีกด้วย หากเราใช้งานไม่เป็นหรือไม่มีวินัยในการชำระเงิน ทางที่ดีนั้นควรหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้จากบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดจะดีที่สุด

 

4. การไม่มีหนี้ เป็นลาภอันประเสริฐ

การเป็นหนี้จากการหยิบยืมหรือกู้ยืมจากคนรอบข้าง นอกจากจะสร้างภาระให้ตัวเองแล้ว ยังเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับคนให้ยืมอีกด้วย นอกจากที่จะไม่ได้เงินคืนแล้ว ยังอาจทำให้ผิดใจกันจนสุดท้ายก็มีเรื่องให้ลาดหมางใจจนมองหน้ากันไม่ติดเหมือนเช่นเดิมอีกต่อไป เพียงเพราะเรื่องหนี้สินจากการหยิบยืมเงินนี่เอง คนสมัยก่อนจึงย้ำอยู่เสมอว่า อย่าสร้างหนี้หรือก่อหนี้ด้วยมือของตัวเอง และอย่าหยิบยืมเงินจากคนรอบข้าง ถ้าไม่อยากมีปัญหาบาดหมางกันในภายหลัง ฉะนั้น หากต้องการสร้างมิตรภาพที่ดีและยืนยาวจะต้องไม่มีเรื่องการหยิบยืมเงินๆ ทองๆ จะดีที่สุด

 

สุดท้าย ชีวิตของคนเราหากรู้จักประหยัดอดออมอย่างที่คนรุ่นเก่าสมัยปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่เราย้ำอยู่เสมอ ก็จะทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้สินและการเดือดร้อนจากการไม่มีเงินพอใช้เอาได้ เป็นไปได้อยู่อย่างพอดี พอเพียง ไม่โลภมากจนเกินไปดีที่สุดแน่นอน

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-เสี่ยง-ภาวะเปราะบาง_web.jpg

kinyupen_adminMarch 12, 2019

“การนั่ง” เป็นอีกหนึ่งอิริยาบถของมนุษย์และถือเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต นอกจากนี้ ยังเป็นการพักผ่อนร่างกายและจิตใจเพื่อให้เกิดการผ่อนคลายจากอาการเมื่อยล้าต่างๆ แต่การนั่งเป็นเวลานานๆ ส่งผลอันตรายต่อสุขภาพ!

 ไม่ว่าจะเวลาทำงาน เวลานั่งเล่น หรือจะเวลาพักผ่อน ยิ่งนั่งนานมากเท่าไร โอกาสที่จะเสียชีวิตก็มีมากขึ้น แม้ว่าจะออกกำลังกายเป็นประจำก็ตาม มีงานวิจัยระบุไว้ว่า การนั่งเป็นเวลาติดกันนานเกินไปส่งผลให้หัวใจและหลอดเลือดแย่ลง เพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวาน และสมองหดตัว และแย่กว่านั้นหากเป็นผู้สูงอายุ การนั่งนาน ๆ จะกลายเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะพิการและเกิดภาวะสมองเสื่อม และอาจเกิดภาวะที่เรียกว่า “ร่างกายเปราะบาง”

ภาวะร่างกายเปราะบางคืออะไร? ภาวะเปราะบางไม่ใช่โรค แต่เป็นภาวะหนึ่งของร่างกายอยู่ตรงกลางระหว่างความสามารถในการทำงานได้และไม่ได้ อยู่ระหว่างรอยต่อของสุขภาพดีและเป็นโรค เปรียบเสมือนชีวิตอยู่บนเส้นด้าย เป็นปัญหาสุขภาพที่พบกันมากในหมู่ผู้สูงอายุ ส่งผลทางด้านร่างกายและจิตใจ ผู้ที่อยู่ในภาวะนี้ความสามารถในการทำงานของระบบต่าง ๆ จะลดลง ความรุนแรงเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยจะมากขึ้น การทรงตัวย่ำแย่ อาจประสบอุบัติเหตุ อย่างเช่น เสียการทรงตัวและอาจล้มซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายมากสำหรับผู้สูงอายุ

 

“ร่างกายเปราะบาง” ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงอย่างไรบ้าง?

นักวิจัยทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ Maja Susanto, Ruth Hubbard และ Paul A Gardiner วิเคราะห์ข้อมูลจาก  Australian Longitudinal Study of Women’s Health โดยมีผู้หญิงที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.2489-2494 เป็นผู้เข้าร่วมทดลอง โดยกลุ่มตัวอย่างรายงานเวลาที่ตนเองใช้นั่งในแต่ละวัน

นักวิจัยประเมินความเปราะบางของผู้หญิงโดยใช้สเกลที่เรียกว่า FRAIL ตั้งแต่ 0 (สุขภาพดี) ถึง 5 (อ่อนแอ) และแบ่งเวลาการนั่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ระดับต่ำ (3.5 ชั่วโมงต่อวัน) ระดับปานกลาง (5.5 ชั่วโมงต่อวัน) และระดับสูง (10 ชั่วโมงต่อวัน) อย่างไรก็ตาม The Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ระบุว่า ผู้หญิงควรใช้เวลานั่งให้น้อยลง และหมั่นเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ ส่วนผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 2 วัน เพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย และลดภาวะความเปราะบาง

Paul A Gardiner หนึ่งในทีมนักวิจัย อธิบายความหมายของความอ่อนแอไว้ว่า “คนที่อยู่ในภาวะเปราะบางจะมีพลังสำรองที่ใช้สำหรับฟื้นตัวหลังจากเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บน้อยลง และยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เข้าไปอาศัยในบ้านพักคนชรา และเสียชีวิตก่อนวัยอันควร” การวิจัยครั้งนี้ทำให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าผู้หญิงจะมีอายุยืนกว่าผู้ชาย แต่ก็มีปัจจัยอื่นที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

จากงานวิจัยชิ้นนี้พบว่า ผู้หญิงที่ใช้เวลาในการนั่งนานๆ อย่างน้อย 10 ชั่วโมง/วัน หรือมากกว่านั้น มีความเสี่ยงสูงที่จะตกอยู่ในภาวะเปราะบาง ขณะที่ผู้หญิงที่ใช้เวลานั่งประมาณ 2 ชั่วโมง/วัน จะมีความเสี่ยงที่จะตกอยู่ในภาวะเปราะบางน้อยมาก

 

แล้วควรป้องกันการเกิดภาวะเปราะบางอย่างไร?

1.ออกกำลังกาย ทั้งออกกำลังกายต้านทานและการออกกำลังกายแอโรบิก โดย The Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ระบุว่า ผู้หญิงควรใช้เวลานั่งให้น้อยลง และหมั่นเคลื่อนไหวร่างกาย ส่วนผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 2 วัน

2.ทานอาหารเสริม โดยเพิ่มระหว่างมื้ออาหาร อาหารเสริมโปรตีนช่วยในการรักษามวลกล้ามเนื้อ รวมถึงการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

3.ประเมินสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน รวมถึงความปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดการพลัดหกล้ม เช่น สร้างราวจับในห้องน้ำ ตรวจเช็ค พื้น ผนัง พื้นลาดเอียง อย่าให้ลื่น รวมถึงควรมีสภาพแสงที่เหมาะสมและระบบกดเรียกฉุกเฉิน

 

รู้แบบนี้แล้ว… ควรใช้ระยะเวลาในการนั่งให้พอดี และหมั่นออกกำลังกายให้พอเหมาะ เพื่อป้องกัน “ภาวะเปราะบาง” ภัยเงียบที่อาจเป็นฉนวนเริ่มแรกของปัญหาสุขภาพในระยะยาว


-งัด-5-มาตรการ-ปราบ-Fake-News-ช่วง-เลือกตั้ง-62_web.jpg

kinyupen_adminMarch 7, 2019

เมื่อเทคโนโลยีก่อให้เกิดสังคมออนไลน์ขึ้น การสื่อสารจึงกว้างขวางกว่าที่เคยเป็น สื่อออนไลน์เปรียบเสมือนดาบสองคม เนื่องจาก “วิกฤต Fake News” หรือข่าวปลอม ที่คอยสร้างความสับสนให้ผู้คนจากกลุ่มไม่หวังดี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอมาตราการที่ Facebook ใช้เพื่อป้องกัน Fake News…

จะว่าไป วิกฤต Fake News เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่แพร่กระจายช้า เพราะในสมัยก่อนเป็นเพียงรูปแบบของ “ใบปลิว” ซึ่งไม่ค่อยมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกมากนัก แต่ปัจจุบัน Fake News เปลี่ยนมาอยู่ในรูปแบบของสื่อออนไลน์ ทำให้มีข้อมูลข่าวสารถูกแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อผู้รับสารมากขึ้น

และยิ่งช่วงนี้ประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งขึ้น จึงค่อนข้างน่าเป็นห่วงว่า Fake News จะเข้ามาทำลายความน่าเชื่อถือของนักการเมืองรวมถึงผู้รับสาร จากกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ต้องการสร้างสถานการณ์ ไม่เพียงแค่ประเด็นการเมืองเท่านั้น ข่าวสารประเภทต่างๆ ก็ยังมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีปล่อยข่าวลวงผ่านสื่อออนไลน์อีกด้วย อาทิ ศิลปิน/ ดาราชื่อดังเสียชีวิต เป็นต้น

จากวิกฤติดังกล่าว ทำให้ “เฟซบุ๊ก” หนึ่งในแอปพลิเคชันที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดถึง 52 ล้านคน ออกประกาศมาตรการรับมือ Fake News ในช่วงของการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น โดยไม่อนุญาตให้โฆษณาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งจากต่างประเทศมาเผยแพร่ในประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงก่อนเลือกตั้งไปจนถึงวันเลือกตั้ง นอกจากนี้ ยังคุมเข้มเรื่องการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งของผู้คน ทั้งนี้เพื่อสร้างความโปร่งใสในการนำเสนอข่าวสารและข้อมูลในช่วงเลือกตั้ง

 

สำหรับมาตรการที่ Facebook จะบังคับใช้ เพื่อรับมือ Fake News ได้แก่

1. Cracking Down on Fake Accounts – ปราบปรามบัญชีปลอม

เฟซบุ๊กจะใช้ระบบอัตโนมัติตรวจจับข้อมูลเพื่อค้นหาบัญชีปลอม จากนั้นจึงนำนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยระบุตัวตน สามารถตรวจจับบัญชีปลอมก่อนจะมีการรายงานเข้ามาได้มากถึง 99.6% และส่งข้อมูลที่ตรวจพบให้กับทีมงานที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยตรวจจับและสแกนในขั้นตอนสุดท้าย เนื่องจากรูปแบบและวิธีการของผู้ที่ไม่ประสงค์ดีในการสร้างบัญชีปลอมมีการพัฒนาและก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา

 

2. Reducing The Distribution of False News – ลดการกระจายข่าวปลอม

เฟซบุ๊กจะเพิ่มมาตรการจัดการ การแพร่กระจายข่าวปลอม โดยนำหลัก “ลบ-ลด-แจ้ง” มาใช้สำหรับจัดการกับข่าวปลอมหรือคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม

 

3. Making Advertising More Transparent – ทำให้การโฆษณามีความโปร่งใสมากขึ้น

เฟซบุ๊กเปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้าไปดูรายละเอียดข้อมูลของเพจได้แล้วผ่านแถบ “Info and Ads” ในหน้าเพจนั้นๆ ซึ่งจะแสดงรายละเอียดตั้งแต่จำนวนครั้งที่เปลี่ยนชื่อเพจ เริ่มสร้างเพจวันไหน มีต้นทางการใช้งานมาจากประเทศใด เพื่อตรวจสอบว่าเพจนั้นๆ นำเสนอประเด็นไหน อาศัยอยู่ในประเทศใด เพื่อเชื่อมโยงกับเจตนาในการทำคอนเทนต์ และยังสามารถเลือกดูได้ด้วยว่าคอนเทนต์ที่ถูกซื้อโฆษณาถูกสนับสนุนโดยใครอีกด้วย

 

4. Disrupting Bad Actors – กำจัดการเผยแพร่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

เฟซบุ๊กมีมาตรการยับยั้งการแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมบนแพลตฟอร์ม เพื่อป้องกันการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว

 

5. Supporting an Informed Electorate – สนับสนุนการเลือกตั้งด้วยข้อมูลข่าวสาร

เฟซบุ๊กจะสนับสนุนการให้ข้อมูลช่วงเลือกตั้ง โดยทำงานร่วมกันกับองค์กรอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับข่าวปลอม เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณมากขึ้น ก่อนจะกดแชร์หรือส่งต่อ รวมถึงแสดงความคิดเห็น

 

เฟซบุ๊กจะดำเนินการตามนโยบายที่สอดคล้องกับทาง กกต. ของประเทศนั้นๆ รวมถึงประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งานในการเสพข่าวสารที่ถูกต้อง โปร่งใส รวมถึงแสดงความคิดเห็น เปิดพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็นของตัวเองได้ เพื่อลดปัญหาการเกิดวิกฤต Fake News ต่อไป

 

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


6-ไอเดียลดน้ำหนัก-ฉบับคนขี้เกียจ_web.jpg

kinyupen_adminMarch 6, 2019

“ทำงานหนักมาทั้งวันแค่คิดจะออกกำลังกายก็ขี้เกียจแล้ว! เวลาจะนอนยังแทบจะไม่มีเลย” คงเป็นเป็นปัญหาสำหรับใครหลายคน ที่แค่คิดจะลดน้ำหนัก จากปัญหาเวลาที่จำกัด ความเหนื่อยล้า และความอยากทานอาหาร วันนี้เรามีเคล็ด(ไม่)ลับแค่ปรับการใช้ชีวิตง่าย ๆ ด้วยวิธีการต่อไปนี้ รับรองว่าคุณจะมีหุ่นที่ดีแบบ “ไม่ต้องพยายาม”

1. เลือกทาน

เมื่อคิดถึงการลดน้ำหนัก สิ่งแรกที่คนทั่วไปคิดถึง คือ การอดอาหาร ซึ่งความเป็นจริงสิ่งที่ลดลง คือ มวลกล้ามเนื้อและจะยิ่งทำให้ร่างกายโหยหาจนตบะแตกในที่สุด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรจะทำคือการเลือกทาน

  • เลือกอาหารที่มีประโยชน์ ควรงดของทอด มัน เค็มหรือหวานจนเกินไป เข้าใจนะว่าไม่ง่ายเพราะมันอร่อย แต่ยังไงก็ต้องลด! สิ่งที่ควรทำคือวางแผนการกินและอนุญาตให้ตัวเองได้มีมื้อพิเศษของสัปดาห์ หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า ชีทเดย์ (Cheat Day) โดยชีทเดย์นอกจากจะเป็นสวรรค์ของคนลดน้ำหนักแล้ว อีกั้งยังเป็นการหลอกร่างกายว่าเราไม่ได้พยายามลดน้ำหนักและทำให้ร่างกายสามารถเพิ่มปริมาณการเผาผลาญได้ดีขึ้นอีกด้วย
  • เลือกเวลาทาน โดยควรแบ่งมื้ออาหารเป็น 5 มื้อย่อย เพราะจะทำให้ร่างกายไม่รู้สึกถูกบีบให้ต้องอด ยังช่วยปรับระดับน้ำตาลในกระแสเลือดให้คงที่ ส่งผลให้หิวน้อยลง และที่สำคัญควรหยุดรับประทานอาหารหลังจาก 5 โมงเย็นเป็นต้นไป เพราะหลังจากนี้ร่างกายเหลือเวลาเผาผลาญพลังงานเพียง 4 ชั่วโมง ทำให้แคลอรี่ที่เหลือจากการเผาผลาญจะสะสมอยู่ในร่างกายต่อไป

2. ออกกำลังกายขณะโฆษณา

  • ช่วงเวลาพักจากหนังเรื่องโปรดคงไม่นานเกิน 5 นาที เพราะฉะนั้นจึงถือเป็นการฆ่าเวลาสำหรับคนขี้เกียจอย่างเรา โดยการออกกำลังที่อยากแนะนำสำหรับช่วงเวลาแสนสั้น ก็คือ การสคอร์ท 15 ครั้ง โดยวิธีการคือ หลังตรง 2.เข่าห้ามเลยเท้า 3. ตามองตรง 4. ก้นอยู่ระดับต่ำกว่าเข่าเล็กน้อย นอกจากนี้ก็ยังมีก็ยังมีการแกว่งแขน, ยกดัมเบล (ขวดน้ำลิตร), และถึงแม้หนังจะเล่นต่อเราก็สามารถฮูลาฮูปไปพร้อมๆกันได้โดยไม่เสียสมาธิ

3. ปรับลักษณะการเดินทางระยะใกล้

หลายคนคงเคยเห็นข่าวที่หนุ่มชาวเยอรมันเบื่อรถติด จึงหาทางออกด้วยการว่ายน้ำเป็นระยะทาง 2 กิโลไปทำงานทุกวัน แต่สำหรับประเทศไทยก็น่าจะไม่เหมาะ เอาเป็นว่าเราขอแนะนำให้ลองปรับจากที่เคยนั่งรถไปทำงานระยะใกล้ๆ ลองเลือกเดินออกกำลังกาย หรือปั่นจักรยานไปทำงานดู หรือการรอลิฟท์ที่คนต่อแถวเยอะๆในตอนเช้า ลองเปลี่ยนจากการขึ้นลิฟท์เป็นเดินขึ้นบันได แต่ถ้าสูงเกินไปก็ลองสักครึ่งทาง นอกจากจะช่วยลดน้ำหนักแล้วยังได้ถึงที่นั่งได้เร็วขึ้นอีกด้วย

4. ติดตาม IG, Youtuber ที่มีไลฟสไตล์ฟิตหุ่น

แรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมภาระอันใหญ่ยิ่ง! ยิ่งเราเห็นคนอื่นดูดี เรายิ่งหันมามองตัวเองมากขึ้น การติดตามผู้คนที่รักและใส่ใจในสุขภาพของตนเองจะเป็นการสร้างแรงกระตุ้นให้กับตัวเรา นอกจากนี้คนเหล่านี้มักมีทริคหรือเคล็ดลับดีๆมาแชร์เสมอ ทั้งอาหารการกิน การดูแลสุขภาพ ความสวยความงาน ติดตามไว้ยังไงก็ดี

5. เปลี่ยนการออกกำลังกายที่น่าเบื่อให้สนุกสุดเหวี่ยง

ทุกวันนี้จะค้นหาอะไรก็ง่ายดายไปหมด วิธีที่จะช่วยออกกำลังกายให้ไม่น่าเบื่อเหมือนเคยก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Dance Workout ไปพร้อมกับเพลงโปรดที่สามารถทำตามคลิปวิดีโอใน Youtbe กันได้ง่าย ๆ หรือถ้าโฟกัสที่ความสนุกแบบไม่จำเจ ก็แนะนำให้เต้นซุมบ้า หรือจะเข้าฟิตเนสบ้าง การพบเจอคนเยอะ ๆ ก็ช่วยให้เรามีกำลังใจในการออกกำลังกายและไม่เบื่อเหมือนกันนะ

6. ดื่มน้ำให้พอดี

การดื่มน้ำ 9 แก้วต่อวันถือเป็นปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน นอกจากการดื่มน้ำจะช่วยให้ร่างกายมีผิวพรรณที่ดีแล้ว การดื่มน้ำยังช่วยทำให้ลดปริมาณไขมันในร่างกายและช่วยร่างกายรู้สึกอยากอาหารลดลงได้อีกด้วย

 

วิธีที่นำมาแบ่งปันในวันนี้เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ไม่ยาก แต่ต้องใช้ความถี่และความสม่ำเสมอจึงจะเกิดผลลัพธ์ที่น่าพอใจ นอกจากนี้ยังต้องพักผ่อนให้เพียงพอและพยายามใช้ชีวิตให้สนุก ลดความเครียด เพียงเท่านี้ร่างกายก็พร้อมสำหรับคุณคนใหม่ที่หุ่นดียิ่งกว่าเดิม


Androgynous-ฉีกทุกกฎเกณฑ์แฟชั่น-แบบไร้ข้อจำกัดทางเพศ.jpg

kinyupen_adminMarch 5, 2019

ยุคสมัยนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าคนเราให้ความสนใจเรื่องของการแต่งกายอย่างมาก ล่าสุดมีเทรนด์การแต่งกายใหม่ ด้วยการเลือกเอาเสื้อผ้าทุกประเภท ทุกรูปแบบมาผสมผสานกัน โดยไม่มีการแบ่งแยกว่า “จะเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย”

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของเทรนด์การแต่งกายที่เรียกว่า Androgynous (แอน-ดรอส-เจอ-นิส) หรือ การแต่งกายสลับกับเพศสภาพ ซึ่งการแต่งกายแบบนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในโลกแฟชั่น แต่เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมานาน ตั้งแต่ในอดีต เราจะเห็นกันบ่อยๆ ก็ตามสื่อโทรทัศน์ ที่มีดารานักแสดงตลกแต่งกายจากชายเป็นหญิง และจากหญิงเป็นชาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้รับสาร แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เวลาที่เราเห็นใครแต่งกายไม่ตรงกับเพศสภาพก็จะมองพร้อมตั้งคำถาม “เป็นตุ๊ด เป็นกะเทย เป็นทอม” ใช่ไหม? ใครที่โดนคำถามนี้เข้าไปอาจจะรู้สึกไม่โอเคกับคำถามดังกล่าวเล็กน้อย

ภาพจาก stevenkentartist.co.uk
ภาพจาก Dalziel Magazine

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แต่ตอนนี้ การลุกขึ้นมาหยิบเครื่องแต่งกายของอีกเพศมาสวมใส่อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป เพราะเทรนด์ Androgynous ในโลกแฟชั่น กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากและเปรียบเสมือนสัญญะของโลกในอุดมคติแบบเสรีประชาธิปไตยในตอนนี้ มีคนดังหลายคนอย่าง Sarah Bernhardt นักแสดงชื่อดังชาวฝรั่งเศส ที่สวมชุดสูทและกางเกงสั่งตัด พร้อมรับบทบาทสำคัญผ่านตัวละครในเรื่อง Hamlet ในปี พ.ศ.2532 จนสร้างความฮือฮาไปทั่วปารีส ไม่เพียงแค่นั้น ทางด้านของ Yves Saint Laurent นักออกแบบหัวสมัยใหม่แห่งทศวรรษที่ 1960 ออกแบบชุด Le Smoking ชุดทักซีโด้สำหรับสุภาพสตรี ซึ่งถือเป็นการก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างเพศโดยใช้เครื่องแต่งกายในการปลดแอก

ภาพจากอินสตาแกรม @jamyjamess

และที่เป็นกระแสฮือฮาในกลุ่มคนรุ่นใหม่ คงหนีไม่พ้น นักแสดงหนุ่มวัยรุ่นชื่อดังอย่าง “เจมส์ ธีรดนย์” ที่ลุกขึ้นมาหยิบเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายของผู้หญิงมาสวมใส่ โดยมองว่าไม่จำเป็นต้องใส่ของผู้ชายตลอด การที่เราหยิบของผู้หญิงมามิกซ์ได้ทำให้เขามีความสุข โดยไม่ขอแคร์สายตาคนรอบข้างที่มองว่า “เบี่ยงเบนทางเพศ” หรือไม่?

ขอขอบคุณภาพจาก getty Images

และล่าสุด นักร้องและนักแสดงฮอลลีวู้ดชื่อดัง อย่าง Billy Porter ที่สวมชุดทักซิโด้สีดำ ติดโบว์ พร้อมกระโปรงสุ่มกำมะหยี่สีดำ มาร่วมงานประกาศรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 91 บอกเลยว่าเรียกเสียงฮือฮาให้กับคนในงานเป็นอย่างมาก โดย Billy มองว่า ต้องการที่จะเล่นสนุกกับความเป็นสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีในคราวเดียวกัน และเมื่อมันได้มาอยู่บนตัวของผมเองแล้วนั้น มันช่างเป็นเรื่องที่น่าสนใจเกินกว่าที่ใครจะปฏิเสธได้ลง

สำหรับเทรนด์  Androgynous ถูกจับตามองเป็นพิเศษว่ามีส่วนสร้างความเท่าเทียมและเพิ่มความหลากหลายในโลกแฟชั่นอย่างมาก ส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้ความงามถูกจำกัดอยู่กับแค่หนุ่มสาวฝรั่งผิวขาวผอมสูงเท่านั้น แต่บุคคลในรูปลักษณ์อื่นๆ ก็สามารถมีความงามได้เช่นกัน

นักวิชาการหลายท่านมีความเห็นในเรื่องนี้ว่า ความเป็นหญิงและชายถูกกำหนดขอบเขตในการแสดงออกทางเพศตรงกับบรรทัดฐานของสังคมและกรอบของเพศอย่างชัดเจนนั้น ส่งผลพัวพันกับความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างของอำนาจการปกครองที่ซ่อนเร้น กล่าวคือ สังคมลักษณะนี้มักชูให้เพศสภาพหนึ่งอยู่เหนือเพศสภาพหนึ่งเสมอ เช่น ผู้ชายถูกยกและเทิดทูนมากกว่าผู้หญิง ดังนั้น การแสดงออกไม่ตรงตามเพศสภาพด้วยการแต่งกายสลับขั้วไปมา จากผู้ชายที่สวมกางเกงก็เปลี่ยนมาสวมกระโปรง ส่วนผู้หญิงที่สวมกระโปรงก็เปลี่ยนมาสวมกางเกงขากระบอกแบบผู้ชาย นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ของระเบียบโครงสร้างของสังคมที่มีอยู่เดิม

เทรนด์  Androgynous  หรือการแต่งกายไม่ตรงตามเพศสภาพ ถามว่ามีความผิดร้ายแรงหรือไม่? ความจริงแล้วไม่ได้มีความผิดถึงขั้นร้ายแรงอะไร เพียงแต่เทรนด์ดังกล่าวยังไม่ได้รับความนิยมแบบที่คนทั้งโลกลุกขึ้นมาทำกัน แต่เป็นแค่เพียงคนกลุ่มหนึ่งที่สนใจเรื่องแฟชั่นและเครื่องแต่งกาย มีความคิดสร้างสรรค์ ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ศตวรรษก่อนหน้า ที่ฝรั่งเศสมีกฎหมายห้ามผู้หญิงแต่งตัวเหมือนผู้ชายเดินไปมาในที่ธารกำนัล ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายอย่างมาก

สุดท้าย เสื้อผ้าก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่เทรนด์  Androgynous หยิบยกมาใช้เพื่อขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าจนถึงจุดที่มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียม มีความสุขจากการได้รับเกียรติ และการยอมรับจากสังคม เพราะสิ่งที่บ่งบอกตัวตนถึงความเป็นหญิงหรือชาย จะดีหรือจะร้าย อยู่ที่เจตนาและการกระทำ มิใช่เพียงแค่การสังเกตผืนผ้าไม่กี่เมตรที่ตัดเย็บสำหรับห่อหุ้มร่างกายเพียงเท่านั้น และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-จ่ายเท่าไหร่ก็ไม่เกลี้ยง.jpg

kinyupen_adminMarch 4, 2019

เชื่อว่าใครหลายๆ คนมีความใฝ่ฝันว่าอยากจะมีเงินมากมายมหาศาล ไว้สำหรับซื้อในสิ่งที่ปรารถนา เพื่อบรรดาลความสุขให้ตนเอง แต่ในชีวิตจริง บางคนไม่ได้ร่ำรวย มีฐานะ มีเงินมากมายขนาดนั้น ขณะที่บางคนค่อนข้างมีฐานะ มีรายรับมากกว่ารายจ่าย คงจะไม่ต้องเครียดกับเรื่องของการใช้จ่ายมากนัก แต่ก็ไม่ควรชะล่าใจ เพราะสุดท้ายคุณก็อาจจะหมดตัวและล้มละลายจากการใช้เงินฟุ่มเฟือยในที่สุด วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตนำวิธีการใช้จ่ายแบบมหาเศรษฐีมาแนะนำ เพื่อให้ทุกคนได้นำไปปรับใช้กัน

การใช้เงินเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือจนก็ตาม เราลองมาดูแนวคิดของมหาเศรษฐีชื่อดัง Mark Cuban ที่ผ่านประสบการณ์ต่างๆ มาอย่างมากมาย จนกลายเป็นมหาเศรษฐีที่คนในแวดวงรู้จักกันเป็นอย่างดี

Mark Cuban ในวัย 60 ปี เป็นมหาเศรษฐีชื่อดัง ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากจากการการสวมบทบาทเป็นเจ้าของทีมบาสเก็ตบอลชื่อดัง ชีวิตของ Mark Cuban กว่าจะประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ ต้องพบเจอกับอะไรมามาก ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมาจากยุคฟองสบู่ไอทีแตก

ก่อนหน้านี้ Mark Cuban เคยเปิดบริษัทจำหน่ายซอฟต์แวร์เป็นของตัวเอง มีลูกค้าต่างๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัท ได้แก่ Perot Systems ก่อนจะตัดสินใจขายบริษัทดังกล่าวเมื่อปี พ.ศ.2533

ชีวิตของ Mark Cuban มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อปี พ.ศ.2543 Mark Cuban ตัดสินใจทุ่มเงินจำนวน 285 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 8.55 พันล้านบาท) เข้าถือหุ้นใหญ่ทีมบาสเก็ตบอล ดัลลัส แมฟเวอริคส์ กระทั่งทีมบาสเก็ตบอลฯ ผงาดเป็นแชมป์ NBA สมัยแรก นับตั้งแต่ก่อตั้งทีมมา 31 ปี ในที่สุด เขาก็ประสบความสำเร็จ ชื่อเสียงของทีมบาสเก็ตบอลฯ เป็นที่พูดถึงและรู้จักอย่างมากในแวดวงธุรกิจและกีฬา

นิตยสารฟอร์บส เคยจัดอันดับให้ Mark Cuban เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก อันดับที่ 459 มีทรัพย์สินมูลค่า 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท) ด้วยประสบการณ์การทำงานมากมาย Mark Cuban จึงมักมีคำแนะนำดีๆ ให้แก่คนรุ่นหลังมากมาย ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องของการจับจ่ายใช้สอยเงิน ที่เจ้าตัวมีวิธีการใช้เงินที่ถูกต้อง จนเป็นบิลเลียนแนร์อย่างทุกวันนี้

วันนี้ได้รวบรวมแนวคิดและวิธีการใช้เงินแบบเศรษฐี ตามแบบฉบับของ Mark Cuban ที่มีการวางแผนใช้เงินเป็นอย่างดี คิดหน้า คิดหลังอยู่เสมอ จนกลายเป็นเศรษฐีจนถึงทุกวันนี้ มาฝากกัน

 

เลิกใช้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด”

Mark Cuban บอกว่า “เมื่อไหร่ที่ใช้บัตรเหล่านี้ คุณจะไม่มีทางรวย” ทั้งนี้ เพราะ Mark Cuban เคยได้รับบทเรียนอันแสนโหดจากการใช้บัตรเครดิตมาแล้ว ซึ่งการใช้บัตรเครดิตจะไม่มีปัญหา ถ้าคุณจ่ายตรงเวลา นอกจากนี้ การเป็นหนี้ มันมากกว่าเงินที่คุณจะหาได้ด้วยซ้ำ เพราะดอกเบี้ยบัตรเครดิตคือเงินกู้ที่มีอัตราแพงที่สุดเท่าที่คุณเคยเจอในชีวิต

 

ฉลาดใช้เงิน

Mark Cuban บอกว่า “เวลาจะใช้เงินซื้ออะไร คุณต้องคิดให้มากเข้าไว้ แล้วคุณจะพบว่าผลตอบแทนที่มีอัตราสูงสุดที่คุณจะได้ มาจากการใช้จ่ายส่วนตัวของคุณเอง” ฉะนั้น การใช้เงินอย่างประหยัด เก็บออมให้มากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่คนส่วนใหญ่ควรจะทำ อย่างเช่น หากเจอสินค้าลดราคา 50% หรือ 1 แถม 1 ก็พร้อมจะซื้อมาให้พอใช้ล่วงหน้า หรือเลือกซื้อน้ำเปล่ารับประทานแทนเครื่องดื่มราคาแพงๆ เท่านี้คุณก็ได้ผลตอบแทนจากเงินที่ใช้ไปกลับมาแล้ว

 

ใช้เงินทำงาน

Mark Cuban บอกว่า “เมื่อไหร่ที่คุณมีเงินก้อนเท่ากับเงินเดือนหกเดือนแล้ว สิ่งที่คุณควรทำคือเริ่มต้นลงทุนผ่านกองทุนทุกเดือน” หากคุณพบว่าตัวเองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมฟุ่มเฟือย และสามารถเก็บเงินได้จำนวนหนึ่งพอสมควรแล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องทำก็คือ “ใช้เงินก้อนดังกล่าวในการลงทุน” สำหรับการใช้เงินในการทำธุรกิจนั้น Mark Cuban แนะนำว่า ควรหาคำตอบให้ได้ว่าบริษัทของคุณทำเงินอย่างไร และจะทำอย่างไรถึงจะขายสินค้าและบริการได้ จากนั้นหาคุณสมบัติหลักขององค์กรให้เจอ และยอมจ่ายแพงให้กับพนักงานที่คุณสมบัติตรงกัน นอกจากนี้ ในส่วนการบริหารให้องค์กรมีโครงสร้างซับซ้อนน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะเมื่อไหร่ที่มีพนักงานระดับผู้จัดการมากเกินไป ก็มักจะนำมาสู่การเมืองภายในบริษัทและเกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง

 

สำหรับใครที่ยังใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่าย ใช้จ่ายแบบไม่ทันคิดก่อนจ่าย หรือยังไม่มีเป้าหมายในการใช้จ่ายเงิน ลองใช้ 3 วิธีข้างต้นของ Mark Cuban ดูสักครั้ง ค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ เรียนรู้ และเมื่อเราใช้จ่ายเงินได้เป็นแล้ว เราจะรู้เลยว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ต้องจับจ่ายใช้สอยนั้นมีค่าเสมอ และคุณจะเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า “เป็นเศรษฐีที่ใช้เงินเป็น”

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


.jpg

kinyupen_adminMarch 3, 2019

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่นอนไม่ค่อยหลับ หรือนอนหลับยาก แล้วหล่ะก็ วันนี้มีวิธีดีๆที่จะทำให้นอนหลับง่ายขึ้น ไม่ต้องพึ่งยานอนหลับ เพียงแค่จดสิ่งที่ต้องทำก่อนนอนเท่านั้น!

งานวิจัยชิ้นหนึ่งเผยว่าการจดสิ่งที่ต้องทำก่อนนอน ช่วยกำจัดความคิดและลดความวิตกกังวลลงทำให้สามารถหลับได้ง่ายและตื่นมารับเช้าอันสดใส ด้วยจิตใจที่ไม่ฟุ้งซ่าน ร่างกายพร้อมที่จะทำงานในวันรุ่งขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ…เวลานอนไม่หลับอาจเป็นเพราะจิตใจยังครุ่นคิด กระวนกระวายถึงสิ่งที่ต้องทำในวันรุ่งขึ้น  ถึงแม้ว่าปิดไฟแล้วข่มตานอนแลวก็ตาม กว่าจะหลับได้ก็ปาเข้าไป ตี2-3 ทำให้เช้าวันรุ่งขึ้นที่สดใส ไม่สดใสอีกต่อไป เพราะร่างกายพักผ่อนไม่พอ

นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งจาก The Baylor University ได้ทำการวิจัยเรื่อง “การนอนหลับ” ขึ้นเพื่อที่จะหาความลับทำไมมนุษย์เราถึงหลับยากนัก! โดยมีแนวคิดที่ว่าแต่ละวันมนุษย์มีอะไรให้ทำเยอะแยะมากมาย จนทำให้มีสิ่งจำเป็นที่ต้องทำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราต้องมากังวลเกี่ยวกับงานที่ทำยังไม่เสร็จจึงเป็นที่มาของความวิตกกังวลจึงทำให้หลับยาก โดยตั้งสมมุติฐานขึ้น 2 ข้อคือ

1.การเขียนเกี่ยวกับเรื่องอนาคตจะยิ่งเพิ่มความวิตกกังวลเกี่ยวกับงานที่ยังไม่เสร็จและทำให้เรานอนดึกกว่าเดิม

2.การเขียนสิ่งที่ต้องทำในวันรุ่งขึ้นจะช่วยกำจัดความคิดและลดความวิตกกังวลลงไปได้

โดยนำกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาจำนวน 57 คน โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจดสิ่งที่จำเป็นต้องทำหลังจากนี้ 2-3 วัน ภายในเวลา 5 นาที ส่วนอีกหนึ่งกลุ่มให้จดงานที่ตัวเองทำเสร็จแล้วในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ภายในเวลา 5 นาที จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างทุกคนสามารถเข้านอนได้เวลา 22:30 น. ในห้องแล็ปที่ทดสอบการนอน ซึ่งผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่จดสิ่งที่ต้องทำ ช่วยให้นอนหลับได้เร็วกว่าคนที่จดงานที่ตัวเองทำเสร็จแล้ว

งานวิจัยค้นพบข้อเท็จจริงที่ว่า การจดสิ่งที่ต้องทำจะช่วยให้นอนหลับได้เร็วขึ้น แต่งานวิจัยนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษาที่ล้วนยังมีอายุไม่มาก มีสุขภาพดี จึงทำให้ไม่สามารถครอบคลุมถึงผู้ป่วยที่เป็น “โรคนอนไม่หลับหรือ Insomnia” ด้วยหรือไม่

โรคนอนไม่หลับ หรือ Insomnia เป็นอย่างไร?

โรคนอนไม่หลับ (Insomnia) เป็นอาการอย่างหนึ่งที่พบได้ในโรคทางกายและโรคทางจิตเวชหลายโรค หรืออาจมีสาเหตุจากยาบางชนิด หรือจากสารที่ออกฤทธิ์ทางสมอง เช่น สารเคเฟอีนที่มีอยู่ในชา กาแฟ น้ำอัดลม เช่น โคล่า เครื่องดื่มชูกำลัง และการดื่มสุราอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับได้เช่นกัน โรคนอนไม่หลับเป็นอาการที่ร่างกายรู้สึกอยากจะนอน แต่ไม่สามารถหลับได้ หรือหลับไปแล้วก็จะตื่นเร็วกว่าที่เป็น แล้วไม่สามารถนอนหลับต่อได้ หรืออาการ หลับ ๆ ตื่น ๆ ทำให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนเพลีย ขาดสมาธิ อารมณ์เสีย

อาการนอนไม่หลับแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

อาการนอนไม่หลับชั่วคราว (Transient insomniaมักพบในช่วงเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวัน หรือสิ่งแวดล้อม หรือ Jet lag เป็นต้น

อาการนอนไม่หลับระยะสั้น (Short-term insomnia) มักเป็นแค่ 2-3 วัน จนถึง 3 สัปดาห์ อาจพบได้ในภาวะเครียด

อาการนอนไม่หลับเรื้อรังเป็นเดือน หรือเป็นปี (long-term or chronic insomnia) อาจเป็นผลจากการใช้ยา การเจ็บป่วยเรื้อรัง ไม่ว่าทางกาย หรือทางจิตใจ หรือเป็นแบบไม่ทราบสาเหตุ

การรักษาโรคนอนไม่หลับ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1.การรักษาแบบไม่ใช้ยา เป็นการรักษาหลักสำหรับภาวะนอนไม่หลับ ได้แก่ การปรับให้มีสุขอนามัยการนอนที่ดี (Good sleep hygiene)  เช่น ด้วยการปรับสภาพแวดล้อมในห้องนอนให้เหมาะสมต่อการนอนหลับ  การฝึกเทคนิคการผ่อนคลาย (Progressive relaxation training) ซึ่งช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเพื่อทำให้นอนหลับได้ดียิ่งขึ้น การรักษาด้วยความคิดและพฤติกรรมบำบัด (Cognitive-Behavioral therapy) โดยเน้นที่การปรับความคิดเพื่อปรับพฤติกรรมและอารมณ์ที่เหมาะสมแก่การนอน  การควบคุมปัจจัยกระตุ้น (Stimulus control)  การจำกัดชั่วโมงในการนอน (Sleep restriction) สำหรับรายที่มีอาการรุนแรงหรือมีโรคประจำตัวอื่นๆ ร่วมด้วย แพทย์จะให้การรักษาด้วยการปรับสุขอนามัยการนอนและการรักษาโดยการไม่ใช้ยา

2.การรักษาแบบใช้ยา การรักษาด้วยยานั้นเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในสังคม ยาเหล่านี้มักถูกเรียกว่า “ยานอนหลับ” โดยยานอนหลับมีหลายชนิด มีกลไกการออกฤทธิ์และผลข้างเคียงที่แตกต่างกันไป

ปัจจุบันมีการใช้ เมลาโทนิน (Melatonin) เป็นฮอร์โมนตามธรรมชาติที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับมาใช้ในการรักษา ได้ผลดีในกลุ่มผู้ป่วยจากอาการ Jet lag หรือในรายที่ต้องทำงานเป็นกะ แต่ประสิทธิภาพในการรักษาภาวะโดยตรงยังไม่ชัดเจนและยังขาดข้อมูลการศึกษาผลของการใช้ยานี้ในระยะยาว

อย่างไรก็ตามหากใครมีอาการนอนไม่หลับแล้วหล่ะก็ ให้เริ่มการรักษาจากวิธีที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการลองจดบันทึกสิ่งที่ต้องทำก่อนนอนเพียงแค่ 5 นาที หรือจะปรับสภาพแวดล้อมในห้องนอน หากไม่ได้ผลรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาดีที่สุด อย่างซื้อยามาเพื่อรับประทานเองอาจจะเสี่ยงอันตรายเพิ่มขึ้นได้

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก : www.webmd.com


-_Socail-media_.jpg

kinyupen_adminFebruary 28, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวงานวิจัยที่ระบุว่า ผู้คนที่ใช้โซเชียลมีเดียมากๆ มีค่าไม่ต่างจากการติดยาเสพติด เนื่องจากมีแนวโน้มตัดสินใจทำอะไรที่เสี่ยงอันตราย ไม่สามารถเรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองได้ และยังคงทำสิ่งที่ผิดๆ อยู่ต่อไป

ทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามนุษย์ติดโซเชียลมีเดียมากประหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว จนตอนนี้โซเชียลมีเดียเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า จนถึงก่อนนอนตอนดึก จากสถิติการใช้งานโซเชียลมีเดีย พบว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้งานโซเชียลมีเดียสูงติดอันดับต้นๆ ของโลก โดยเฟซบุ๊กเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มีผู้ใช้งานกว่า 47 ล้านราย ติดอันดับ 9 ของโลก รองลงมาคืออินสตาแกรมมีผู้ใช้งาน 11 ล้านราย และทวิตเตอร์มีผู้ใช้งาน 9 ล้านราย ตามลำดับ

ปัจจัยที่ทำให้โซเชียลมีเดียได้รับความนิยมในประเทศไทยอย่างมาก มีด้วยกันหลายปัจจัย อย่างเช่น ประเทศไทยมีการสื่อสารผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และสามารถตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตของคนไทย จนทำให้โซเชียลมีเดียกลายเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารที่ให้คนที่อยู่ห่างไกลกันสามารถติดต่อกันได้ทุกที่ ทุกเวลา จนทำให้ภาคธุรกิจเข้าร่วมสงครามโซเชียลมีเดียอย่างระบบ E-Commerce อีกทั้งยังปรับตัวให้สื่อโซเชียลมีเดียเป็นแพลตฟอร์มการสื่อสารการตลาดและการขาย เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่มากขึ้น เนื่องจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ติดโซเชียลมีเดียเป็นอย่างมาก

เมื่อผู้คนมีโซเชียลมีเดียเป็นปัจจัยหนึ่งของการดำเนินชีวิต ในแต่ละวันต้องเลื่อนดูไทม์ไลน์เพื่อติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ความบันเทิง อัพเดทชีวิตประจำวัน รวมไปถึงความเคลื่อนไหวของเพื่อนสนิทที่ใช้โซเชียลมีเดีย จนกลายเป็นว่าผู้คนใช้โซเชียลมีเดียมากจนเกินไป และสื่อช่องทางนี้ก็กลายเป็นแหล่งรวมของมิจฉาชีพอีกช่องทางหนึ่ง เนื่องจากผู้คนที่ใช้สื่อชนิดนี้ มักไม่ระมัดระวังตัวเท่าที่ควร เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณด้วยควมรู้เท่าไม่ถึงการ

มีผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยรัฐมิชิแกนและมหาวิทยาลัยโมนาชในประเทศออสเตรเลีย ระบุว่า ผู้คนที่ใช้โซเชียลมีเดียมากๆ จะมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจทำอะไรที่เสี่ยงอันตรายแบบที่พบเห็นกันในผู้ที่ติดยาเสพติด เนื่องจากผู้ที่ติดยาเสพติดมักจะมีปัญหาในเรื่องของการตัดสินใจที่ผิดพลาด บางครั้งไม่สามารถเรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองได้ และยังคงทำสิ่งที่ผิดๆ อยู่ต่อไป

 

ติดโซเชียลฯ มาก เสี่ยงโรคร้าย

การติดโซเชียลมีเดียมากๆ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อปัญหาการตัดสินใจที่สุ่มเสี่ยงแล้ว ยังส่งผลทำให้เสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้อีกด้วย อาทิ

1. โรคซึมเศร้าจากเฟซบุ๊ก : การใช้เฟซบุ๊กมากเกินไปอาจจะเป็นการบั่นทอนความพึงพอใจในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะอาการซึมเศร้าได้เมื่อเห็นโพสต์ของคนอื่นที่โพสต์สเตตัสหรืออวดรูปภาพการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เช่น ไปเที่ยว หรือการ Cyberbully เป็นต้น

2. โรคละเมอแชท : เป็นอาการติดการส่ง Message เป็นประจำ เมื่อมีสัญญาณเตือน Message เข้ามาในเวลานอน ทำให้เกิดการตอบสนองโดยอัตโนมัติ ลุกขึ้นมาทั้งๆ ที่กึ่งหลับกึ่งตื่นไปตอบ Message นั้น ซึ่งบางครั้งก็ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเขียนอะไรไปบ้าง ทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ พักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลต่อโรคซึมเศร้าในที่สุด

3. โรควุ้นในตาเสื่อม : การใช้เฟซบุ๊กผ่านช่องทางคอมพิวเตอร์นหรือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานๆ ทำให้ดวงตาของเราไม่ได้พัก ส่งผลเสียทำให้วุ้นในตาเสื่อมได้ มีอาการเห็นภาพเป็นคราบดำๆ คล้ายกับหยากไย่ มีอาการปวดตา

4. โรคสมาร์ทโฟนเฟซ : เกิดจากการใช้สายตามองหน้าจอเป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดการเกร็งบริเวณคอเเละเพิ่มเเรงกดดันบริเวณเเก้ม อาการนี้จะเห็นได้ชัดเมื่อถ่ายภาพตัวเอง จะเห็นการหย่อยคล้อยบนใบหน้าของตัวเอง

5. โรคโนโมโฟเบีย หรือ โรคกลัวไม่มีมือถือใช้ : โรคนี้เป็นโรคจิตเวชประเภชหนึ่ง เกิดกับคนที่ติดมือถือมากๆ ว่างเมื่อไหร่ต้องหยิบสมาร์ทโฟนมาเช็คว่ามีคนเข้ามากดไลท์หรือคอมเมนท์หรือไม่ หมั่นโพสต์ข้อความ/ภาพอยู่บ่อยๆ ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเรามีเปอร์เซ็นจะเป็นโรคโนโมโฟเบียได้

 

เปลี่ยนพฤติกรรมติดโซเชียลฯ

หากรู้ตัวว่าอยู่ในเกณฑ์เข้าข่ายติดโซเชียลมีเดียมากจนเกินไป แล้วอยากจะลด ละ เลิก พฤติกรรมการเสพติดโวเชียลมีเดียแบบบ้าคลั่ง ลองใช้วิธีนี้ดู

1. จำกัดเวลาใช้งานว่า ใน 1 วันจะใช้งานโซเชียลมีเดียวันละกี่ชั่วโมง ค่อยๆ ลดลงมาตามความเหมาะสม

2. หากิจกรรมหรืองานอดิเรกใหม่ๆ ทำ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเอง เช่น ไปออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ฯลฯ อาจช่วยให้คุณเพลิดเพลินจนลืมท่องโซเชียลฯ ไปเลยก็ได้

3. อย่าจดจ่อกับโซเชียลมีเดียมากนัก ประมาณว่า หลังโพสต์ข้อความหรือรูปไปแล้ว ก็ต้องเฝ้าตลอดว่าจะมีใครมากดไลท์หรือคอมเมนท์ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตตัวเราเอง

 

สุดท้าย โซเชียลมีเดียเปรียบเสมือนดาบสองคมที่มีประโยชน์และมีโทษควบคู่กันไป หากรู้จักใช้อย่างถูกต้องและถูกวิธีก็จะเป็นประโยชน์ แต่หากนำไปใช้ในทางที่ผิดมันก็จะกลายเป็นโทษที่จะเดือดร้อนทั้งตัวเราเองและคนรอบข้าง จำไว้เสมอว่าโซเชียลมีเดียควรใช้งานอย่างมีสติ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของโลกไซเบอร์

 

และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต