-ซื้อสินค้าออนไลน์-ของคนยุคใหม่_web.jpg

kinyupen_adminAugust 18, 2018

สำรวจพฤติกรรมการซื้อสินค้าและใช้บริการทางออนไลน์สำหรับคนยุคใหม่ วันนี้ กินอยู่เป็น พามาดูว่าปัจจัยใดบ้างที่มีอิทธิพลต่อการซื้อสินค้าออนไลน์

เพราะยุคนี้คือยุค Thailand 4.0 เป็นยุคที่ให้ความสำคัญในด้านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ จะเห็นได้ว่าหลายผู้ประการธุรกิจมีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสังคมยุคดิจิทัล ไม่ต้องไปตั้งร้านขายของตลาดเหมือนแต่ก่อน ขณะเดียวกัน ตัวของผู้บริโภคเองก็ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาซื้อสินค้าหรือรับสินค้าถึงหน้าร้าน เพราะสมัยนี้ เทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตของมนุษย์อย่างมาก ทำให้ในปัจจุบัน การซื้อขายสินค้า ผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่จำเป็นที่จะต้องเจอกันแบบ Face to Face ขนาดนั้น

จากการสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ทำการสำรวจเกี่ยวกับ “พฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ปี 2560” โดยในประเด็น “พฤติกรรมการซื้อสินค้าและใช้บริการทางออนไลน์ของคนไทย” พบว่า ผู้บริโภคเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ขายของออนไลน์จากโฆษณาและสื่อออนไลน์ต่างๆ มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 55.9 โดยมีข้อมูลจากการรีวิวและคอมเมนต์ของผู้เคยใช้สินค้า , ส่วนลดและของแถม และอันดับของเว็บไซต์จากการค้นหาทาง Search Engine เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลรองลงมา คิดเป็นร้อยละ 54.9% , 47.5% และ 41.9% ตามลำดับ

จากการสำรวจยังพบว่า ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อการซื้อสินค้าและใช้บริการออนไลน์ของคนไทยมากที่สุด คือขั้นตอนการซื้อที่ง่าย (85%) โดยมีปัจจัยรอง ได้แก่ การได้รับสินค้าที่สะดวกรวดเร็ว (53.4%), โปรโมชั่นที่ถูกใจผู้ซื้อ (51.4%) และราคาที่ถูกกว่าการซื้อผ่านหน้าร้าน (49.7%)

ส่วนสินค้าและบริการที่คนไทยนิยมซื้อออนไลน์มากที่สุด ประกอบด้วยสินค้าแฟชั่นและเครื่องแต่งกาย (44%), สินค้าด้านสุขภาพและความงาม (33.7%), อุปกรณ์ไอที (26.5%), เครื่องใช้ภายในบ้าน (19.5%), บริการสั่งอาหารออนไลน์ (18.7%), บริการเกี่ยวกับการเดินทางและท่องเที่ยว (17.9%) เป็นต้น แต่หากพิจารณาในเรื่องความถี่ในการซื้อสินค้าและใช้บริการ กลับพบว่าในระยะเวลา 3 เดือน บริการด้านการเงินและการลงทุนเป็นประเภทบริการที่คนไทยเลือกใช้ซ้ำมากที่สุดที่ 4.8 ครั้ง รองลงมาคือบริการดาวน์โหลด 4 ครั้ง สินค้าบริการด้านความบันเทิงและด้านการเดินทางและท่องเที่ยวเท่ากันที่ 2.5 ครั้ง ตามด้วยสินค้ากลุ่มแฟชั่นและบริหารสั่งอาหาร เท่ากันที่ 2.4 ครั้ง

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุอีกว่าสินค้าและบริการในเกือบทุกกลุ่มที่คนไทยนิยมซื้อทางออนไลน์มากที่สุดจะอยู่ในช่วงราคาไม่เกิน 1,000 บาท ยกเว้นบริการด้านการเงินและการลงทุนที่ส่วนใหญ่จะเลือกซื้อที่มูลค่ามากกว่า 10,000 บาท โดยช่องทางการชำระเงินที่มีการใช้มากที่สุดคือบัตรเครดิต (35.1%) รองลงมาคือ การโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร (31.9%), การโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม (27.1%) และการโอนเงินผ่านเว็บไซต์ธนาคาร (22.6%)

ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก : สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)


_website_pic.jpg

kinyupen_adminAugust 16, 2018

มนุษย์เงินเดือนทุกคนต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ “ทำงาน” เพื่อแลกกับ “เงิน” งานบางประเภทเป็นงานแบกงานหามเงินอาจจะไม่มากนัก ขณะเดียวกัน งานบางประเภทเป็นสายราชการ , บริษัทเอกชน พนักงานส่วนใหญ่จะได้พบเจอกับภาวะงานหนักเอาการ แต่บางรายก็ต้องอดทน เพราะบางองค์กรถึงแม้ว่างานหนัก แต่ว่ามีเพื่อนร่วมงานดี ได้ค่าตอบแทนหรือเงินเดือนค่อนข้างสูง

แต่ปัญหาใหญ่หลวงของเหล่ามนุษย์เงินเดือนในยุคนี้ คือการใช้เงินแบบสุรุ่ยสุร่าย แบบที่ว่าเงินเดือนออกปุ๊ป ก็กดออกมาจับจ่ายใช้สอยซื้อโน่นซื้อนี่ไปซะหมด ประกอบกับข้าวของช่วงนี้ที่จำหน่ายตามท้องตลาดก็มีราคาแพงมาก จนทำให้เหล่ามนุษย์เงินเดือนเกิดปัญหา “ไม่มีเงินเก็บ-เงินออม” สำหรับสำรองไว้ใช้ในกรณีจำเป็นหรือในช่วงบั้นปลายชีวิต

วันนี้ กินอยู่เป็น ขอนำเสนอสูตรการเก็บออมเงิน แบบชนิดที่เรียกได้ว่า เมื่อครบ 1 ปี จะมีเงินออมแบบรวยเละแน่นอน

 

สูตรที่ 1 : ออมเงินตามวันที่ (Daily saving money challenge)

ในกระทู้ของพันทิป โดยผู้ใช้งานชื่อ “พระสนมนางใน” ได้ตั้งกระทู้แบ่งปันวิธีการเก็บออมเงินตามแบบฉบับของเขาเอง การออมเงินในวิธีก็คือ ออมเงินตามวันที่ในปฏิทิน เช่น วันนี้เป็นวันที่ 1 ก็หยอดเงินใส่กระปุก 1 บาท วันที่ 2 ก็หยอด 2 บาท วันที่ 3 หยอด 3 บาท ทำไปเรื่อยๆ พอถึงสิ้นเดือนวันที่ 30 ก็หยอด 30 บาท เมื่อขึ้นเดือนใหม่ วันที่ 1 ก็หยอด 1 บาท ทำแบบนี้วนไป จนครบ 1 ปี มาดูกันดีกว่าว่าจะมีเงินออมทั้งหมดกี่บาท

ครบ 1 ปี เก็บเงิน 5,738 บาท และหากเก็บออมเงินด้วยวิธีนี้เป็นเวลา 30 ปี จะมีเงินออมจำนวน 172,140 บาท สูตรนี้เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มการเก็บออมเงิน สบายๆ ที่ไม่เครียดกับการออมเงิน ออมเงินในปริมาณที่ไม่เยอะมาก เป็นเศษเงินที่เหลือจากค่าขนมในแต่ละวัน มนุษย์เงินเดือนที่เงินเดือนอาจจะไม่เยอะมากนัก กินอยู่เป็นแนะนำให้ลองเก็บออมเงินโดยใช้วิธีนี้

 

สูตรที่ 2 : ออมเงินรายวัน แบบขั้นบันได (365 day saving money challenge)

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ Artinuch Lalita ได้โพสต์วิธีการเก็บออมเงินที่ฟังดูอาจจะคล้ายคลึงกับสูตรที่ 1 แต่สูตรนี้มีการเก็บออมเงิน คือ เริ่มเก็บออมเงินตั้งแต่ต้นปี (1. ม.ค.) ไปจนถึงสิ้นปี (31 ธ.ค.) โดยเพิ่มจำนวนเงินขึ้นตามขั้นบันได อธิบายง่ายๆ คือ วันที่ 1 ของปี (1 ม.ค.) หยอดเงินใส่กระปุก 1 บาท , วันที่ 2 (2 ม.ค.) หยอด 2 บาท , วันที่ 10 (10 ม.ค.) หยอด 10 บาท , วันที่ 120 ของปี (30
เม.ย.) หยอด 120 บาท , วันที่ 320 ของปี (8 พ.ย.) หยอด 320 บาท ทำไปเรื่อยๆ จนถึงวันสุดท้ายของปี (31 ธ.ค.) หยอด 365 วัน

ครบ 1 ปี ก็จะมีเงินเก็บถึง 66,795 บาท และหากเก็บออมเงินด้วยวิธีนี้เป็นเวลา 30 ปี จะมีเงินออมเป็นจำนวนสูงถึง 2,003,850 บาท เลยทีเดียว สูตรนี้เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มองการณ์ไกล มีเงินเดือนสูง ใช้เงินเป็นในระดับหนึ่ง เพราะสูตรนี้ดูแล้วเหมือนจะไม่ยาก แต่พอเข้าสู่วันที่ 100 ของปี จำนวนเงินออมจะเริ่มสูงขึ้น มนุษย์เงินเดือนที่ใช้สูตรนี้อาจจะมีท้อ ปวดหัวบ้าง แต่เชื่อเถอะว่า หากสามารถเก็บเงินด้วยสูตรนี้ไปจนถึงสิ้นปีได้ คุณก็จะมีเงินเก็บมากมายมหาศาลแน่นอน

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับวิธีการเก็บออมเงินของมนุษย์เงินเดือน ที่ต้องบอกเลยว่า มนุษย์เงินเดือนทุกคนควรฝึกนิสัยการเก็บออมเงินตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เมื่อผ่านไป 1 ปี ก็จะมีเงินเก็บไว้ใช้หลายพันบาท และถ้าหมั่นเก็บออมเงินเป็นประจำแล้วลองจินตนาการตามดูว่าเมื่อเราทำงานเก็บออมเงินตามสูตรข้างต้นเป็นเวลาสัก 30 ปี คุณก็จะมีเงินออมหลักแสนหลักล้านไว้ใช้ในยามเกษียณหรือแก่เฒ่าอย่างแน่นอนหรือจะพูดง่ายๆ เลยว่า “รวยตอนแก่” ก็ว่าได้ นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : พระสนมนางใน  / เฟซบุ๊ก Artinuch Lalita


Banner_welltitude_แพทย์ห่วงใยผู้ป่วยกล้ามเนื้อใบหน้าพิการ.jpg

kinyupen_adminAugust 10, 2018

สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์  จัดตั้งคลินิกผู้ป่วยใบหน้า (Facial Clinic) ดูแลผู้ป่วยกล้ามเนื้อใบหน้าพิการ แก้ปัญหารูปลักษณ์ภายนอกและภายในจิตใจ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเข้าสังคมและทำงานได้ตามปกติ

นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ผู้ป่วยที่มีใบหน้าเบี้ยวผิดรูป ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาเส้นประสาทควบคุมการทำงานกล้ามเนื้อใบหน้าพิการ โดยอาจเกิดขึ้นชั่วคราวหรือถาวร สาเหตุที่พบ เช่น อาการอักเสบของเส้นประสาท อุบัติเหตุฐานกะโหลกศีรษะแตก หรือหลังการผ่าตัดเนื้องอกเยื่อหุ้มเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 ซึ่งเส้นประสาทดังกล่าวควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้า ทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาตาปิดไม่สนิท กระจกตาเป็นแผล หายใจไม่สะดวก เคี้ยวอาหารลำบาก พูดไม่ชัด ทำให้ขาดความมั่นใจในการเข้าสังคมและมีปัญหาทางด้านจิตใจ ทั้งนี้การรักษาจะเป็นแบบประคับประคองตามอาการ เช่น ให้ยาลดการอักเสบ ยาหยอดตา หากมีร่องรอยความพิการทางใบหน้าหลงเหลือมาก หรือเส้นประสาทเสียหาย  แพทย์จะพิจารณาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เพื่อให้การรักษาต่อไป วิธีดังกล่าวทำให้ผู้ป่วยต้องมาพบแพทย์หลายระบบ ซึ่งแพทย์ออกตรวจไม่ตรงกัน นอกจากนี้ผู้ป่วยและญาติต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาโรงพยาบาลหลายครั้ง

แพทย์หญิงไพรัตน์ แสงดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากความสำคัญของปัญหาดังกล่าว สถาบันประสาทวิทยาจึงได้จัดตั้งคลินิกผู้ป่วยใบหน้า (Facial Clinic)  เพื่อดูแลผู้ป่วยกล้ามเนื้อใบหน้าพิการ บูรณาการทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา ทั้งในและนอกสังกัดกรมการแพทย์ โดยมีจักษุแพทย์  ซึ่งประกอบด้วยทีม
ดร.นพ.วุฒิพงษ์ ฐิรโฆไท ประสาทศัลยแพทย์ สถาบันประสาทวิทยา พญ.พัชรพิมพ์  มัศยาอานนท์ จักษุแพทย์   สถาบันประสาทวิทยา และนพ.ธิติ เชาวนลิขิต  นพ.ศุภศิษฎ์ จิรวัฒโนทัย ศัลยแพทย์ตกแต่ง โรงพยาบาลเลิดสิน ซึ่งผู้ป่วยจะได้รับการประเมินถึงปัญหาเบื้องต้น ตั้งแต่การมองเห็น ความผิดรูปของใบหน้า  ความสามารถในการทำงานของเส้นประสาท  ที่ยังเหลืออยู่ การหายใจ และสภาพจิตใจ ภายหลังการรักษาจะได้รับการดูแลจาก นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยา ช่วยแก้ไขปัญหาในการดำรงชีวิตประจำวัน ตลอดจนแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ  ให้ผู้ป่วยเกิดความมั่นใจในการเข้าสังคมและทำงานได้ตามปกติ  เพื่อให้ผู้ป่วยยิ้มได้อีกครั้ง

เป็นเรื่องที่น่าปลื้มใจที่สถาบันการแพทย์ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ในสังคมไทยที่มองคนที่ภายนอก ทำให้ผู้ป่วยหลายคนเกิดสภาวะปัญหาทางจิต  ขาดความมั่นใจ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ส่งผลไม่น้อยอย่างที่คิด!


Banner_welltitude_นอนวันละกี่ชั่วโมงถึงเหมาะสมต่อร่างกายของคนแต่ละช่วงวัย.jpg

kinyupen_adminAugust 10, 2018

มูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติเผยผลการวิจัย “ระยะเวลาในการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการทางร่างกายของคนแต่ละช่วงวัย” โดยแต่ละช่วงวัยจะมีระยะเวลานอนหลับแตกต่างกันไป

โดยปกติมนุษย์จะใช้เวลาในการนอนหลับเฉลี่ยอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง/วัน หากนอนมากเกินไปหรือน้อยเกินไปก็อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายได้ การนอนหลับเป็นสิ่งสำคัญของมนุษย์ เพราะหมายถึงการพักผ่อนร่างกายหลังจากใช้พลังงานในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ มาตลอดทั้งวัน แต่ในความจริงแล้ว รู้หรือไม่ว่า การนอนหลับในแต่ละช่วงวัยของมนุษย์มีระยะเวลาในการนอนหลับแตกต่างกันออกไป ไม่ได้ยึดติดอยู่ที่ 6-8 ชั่วโมง/วันเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติ (National sleep foundation) ของสหรัฐฯ เปิดเผยผลการศึกษาวิจัยถึงเรื่องของระยะเวลาในการนอนหลับพักผ่อนของคนแต่ละช่วงวัย โดยสามารถสรุปได้ดังนี้

นอนหลับ

ทารกแรกเกิด (อายุตั้งแต่ 0 – 3 เดือน) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 14 – 17 ชั่วโมง/วัน

ทารก (อายุตั้งแต่ 4 – 11 เดือน) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 12 – 15 ชั่วโมง/วัน

เด็กเล็ก (อายุตั้งแต่ 1 – 2 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 11 – 14 ชั่วโมง/วัน

เด็กก่อนวัยเรียน (อายุตั้งแต่ 3 – 5 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 10 – 13 ชั่วโมง/วัน

เด็กวัยเรียน (อายุตั้งแต่ 6 – 13 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 9 – 11 ชั่วโมง/วัน

วัยรุ่น (อายุตั้งแต่ 14 – 17 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 8 – 10 ชั่วโมง/วัน

วัยรุ่นตอนปลาย (อายุตั้งแต่ 18 – 25 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 7-9 ชั่วโมง/วัน

ผู้ใหญ่/วัยทำงาน (อายุตั้งแต่ 26 – 64 ปี) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 7 – 9 ชั่วโมง/วัน

ผู้สูงอายุ (อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป) ควรใช้เวลานอนหลับอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง/วัน

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่อยู่ในช่วงวัยใด และรู้ตัวว่าตนเองนั้นใช้เวลาในการนอนหลับน้อยหรือมากเกินไป ก็อย่าลืมที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการให้เวลากับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอต่อช่วงอายุในวัยนั้นๆ เพื่อสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี ในการลุกขึ้นมาทำงานสำหรับเช้าวันใหม่อย่างมีชีวิตชีวา กระปรี้กระเปร่าไปตลอดทั้งวัน