Cover_1.jpg

zebertoothApril 5, 2020

เมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าแล้ง หนึ่งในสิ่งที่มักพบเจอทุกปี ก็คือ ไฟป่า ซึ่งปีนี้เกิดขึ้นติดกันหลายแห่ง อาทิ เหตุการณ์ที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึงที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายในป่าสนเขาเป็นพื้นที่กว้าง เหตุการณ์ไฟไหม้ป่าบนเทือกเขามดแดงอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มรดกโลกที่ความเสียหายรวมของพื้นที่กว่า 500 ไร่ และล่าสุดที่เพิ่งผ่านมาคือไฟป่าที่เชียงใหม่ซึ่งลุกลามประชิดข้างวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ส่งผลให้ค่า PM 2.5 ในเมืองเชียงใหม่พุ่งสูงจนอยู่ในขั้นอันตรายและยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ไม่ได้นำมากล่าวถึง

 

แต่ทราบหรือไม่ว่าไฟป่าที่เกิดขึ้นในบ้านเรานั้น ส่วนใหญ่เกิดจากอะไร และเหตุใดไฟป่าจึงยังไม่หมดไปเสียที วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวมมานำเสนอกัน

 

ไฟป่าในไทย 90% เกิดจากน้ำมือมนุษย์!

ข้อมูลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่าแนวโน้มการเกิดเหตุไฟป่าในประเทศไทย นับแต่ปี พ.ศ. 2553- 2562 ที่ผ่านมา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 8%

 

สถิติการเกิดไฟไหม้ป่าทั่วประเทศ

 

ต้นเหตุไฟป่าที่เกิดในบ้านเรามาจาก 2 ส่วนหลัก

  1. เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ไฟป่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศแห้งแล้ง ดังนั้นเมื่อมีประกายไฟไม่ว่าจากการเสียดสีกิ่งไม้ ใบไม้แห้ง ประกายไฟจากการเกิดฟ้าผ่า หรือ แสงแดดเกิดตกกระทบผลึกหิน ล้วนสามารถเป็นชนวนของการเผาไหม้และก่อให้เกิด “ไฟป่า” ขึ้นเองได้ในธรรมชาติ
  2. เกิดขึ้นโดยน้ำมือมนุษย์ การเผาไร่เพื่อทำพื้นที่เกษตร เผาหาของป่า ล่าสัตว์ แม้กระทั่งจากความประมาท อาทิ ทิ้งก้นบุหรี่ การตั้งแคมป์ การเผาขยะของนักท่องเที่ยว รวมถึงประกายไฟจากการจุดพลุ ล้วนเป็นต้นเหตุของไฟป่าได้ทั้งสิ้น

 

สถิติการเกิดไฟไหม้ป่าทั่วประเทศ แยกตามสาเหตุ

 

ถ้าเราพิจารณาสถิติการเกิดไฟไหม้ป่าทั่วประเทศที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ บันทึกไว้ จะพบได้ว่า ระยะหลังสาเหตุของไฟป่าเกือบ 90% ของประเทศไทย ล้วนเกิดขึ้นโดยน้ำมือมนุษย์แทบทั้งสิ้น

 

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับความเห็นของผู้ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ โดยนายกฤตภาส ขันทะธงสกุลดี หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า (ขสป.) เวียงลอ อ.จุน จ.พะเยา ที่ให้ข้อมูลน่าสนใจไว้ในมติชน เมื่อกุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมาว่า

 

“สาเหตุไฟป่าเกิดจากฝีมือคนจุดไม่ใช่เกิดความร้อนต้นไม้เสียดสีกันเป็นประกายไฟ เมื่อมองให้ลึกลงไปที่การกระตุ้นให้คนจุดไฟเผาป่า ก็จะพบว่าไม่ใช่เผาป่าเพื่อล่าสัตว์แต่อย่างใดเลย เพราะ

1. จุดเพื่อชิงเผา หรือ ทำแนวกันไฟ ป้องกันไฟป่าที่จะเกิดขึ้นไม่ให้ลุกลามเข้าไปในที่หรือสวนของตน

2. จุดเพราะความท้าทายมาตรการของรัฐที่ห้ามเผาเด็ดขาด 90 วันอันตราย หรือ ความสนุกสนาน สะใจ เมื่อเห็นชุดปฏิบัติการไฟป่าที่เข้าเวรยามได้ทำงานกันอย่างทุลักทุเลและเหนื่อยยาก

3.ท้าทายอำนาจรัฐ เช่น เมื่อได้ยินผู้นำประกาศห้ามเผาก็หาเหตุให้เกิดไฟป่าทันที และ 4.การพยายามแยกคนให้ออกห่างจากป่าอ้างเหตุผลว่าป้องกันไฟป่า เป็นต้น”

 

ภาครัฐใช้ยาแรง แต่ยังไม่ลด

 

ที่ผ่านมาภาครัฐ โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มาตรการทางกฎหมายที่รุนแรงมาบังคับใช้อย่างจริงจังมีการจับดำเนินคดี ติดคุก และเสียค่าปรับไปแล้วหลายราย ขณะที่หลายจังหวัดต่างออกประกาศห้ามเผาชูบทลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่อย่าเผาป่าเด็ดขาด เนื่องเพราะปีนี้สภาพพื้นที่มีความแห้งแล้งที่มาเร็วกว่าทุกปีมาก ทำให้คาดว่าสถานการณ์ไฟไหม้ป่าเกิดขึ้นเร็วจากปกติมักจะเกิดขึ้นในห้วงเดือนมีนาคมของทุกปี แต่ปีนี้ปัญหาเริ่มมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 ยาวข้ามปีและเริ่มมาหนักหน่วงมาจนถึงปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตามแม้จะดำเนินมาตรการทางกฎหมายที่เข้มข้นรุนแรง แต่ไฟป่าจากฝีมือมนุษย์ก็ยังไม่ลดน้อยลงเสียที ส่วนหนึ่งเกิดพฤติกรรมและความคุ้นชินของชาวบ้านในพื้นที่ รวมถึงความประมาทเลินเล่อที่เกิดขึ้นดังที่ปรากฏหลายครั้งตามข่าว ซึ่งทราบว่าขณะนี้หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ต่างๆ ล้วนพยายามเร่งสร้างความเข้าใจใหม่ๆ ให้กับชาวบ้านเกี่ยวกับผลเสียที่เกิดขึ้นจากการเผาป่าทั้งด้านสิ่งแวดล้อม อากาศและสุขภาพ รวมถึงได้รู้คุณค่าทรัพยากรป่าไม้สร้างให้เกิดความหวงแหนที่คาดจะช่วยสร้างผลเชิงล้อมที่ดีขึ้นให้กับป่าไม้ของบ้านเราในเร็ววัน

 

ทั้งนี้ถึงแม้ว่าไฟป่าจะก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อธรรมชาติ แต่ในอีกแง่มุมก็พบว่า ไฟป่าก็มีข้อดีบางอย่างซ่อนอยู่เช่นทำให้พืชพันธุ์ต้นกล้า สามารถแตกหน่อเจริญเติบโตขึ้นมาใหม่ได้ เมื่อถูกกระตุ้นจากความร้อน ทั้งยังกระตุ้นให้เกิดดอกและเกิดผลของพืชพันธุ์บางชนิด เนื่องจากเถ้าถ่านจากการเผาไหม้ของไฟป่า เป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่าต่อพืช มีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืชหลายชนิด เช่น แมกนีเซียม โพแทสเซียม และแคลเซียม นี่ถือเป็นอีกหนึ่งความน่าพิศวงของธรรมชาติ ที่ตรงกับวลีว่าเหรียญมักมีสองด้านเสมอนั่นเอง

 

รู้จักรูปร่างของไฟป่ากันเถอะ!

รูปร่างไฟป่า

 

  • หางไฟ (Rear)เป็นจุดเริ่มต้นของไฟ โดยจะอยู่ทิศตรงกันข้ามกับหัวไฟ หรือ สวนทิศทางลม เป็นไฟที่ลุกลามช้าและดับได้ง่าย
  • ปีกไฟ (Flanks)เป็นส่วนที่ลุกลามขยายออกด้านข้างของหัวไฟ แบ่งเป็นปีกซ้ายและปีกขวา มักลุกลามตามหัวไฟ รุนแรงน้อยกว่าหัวไฟแต่มากกว่าหางไฟ
  • นิ้วไฟ (Finger)เป็นส่วนที่ลุกลามแนวแคบยื่นออกจากตัวไฟหลัก นิ้วไฟแต่ละนิ้วจะมีปีกไฟเป็นของมันเอง
  • ขอบไฟ (Edge)เป็นขอบเขตของไฟป่านั้นๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นช่วงที่ไฟกำลังลุกไหม้ หรือดับแล้วก็ได้
  • ง่ามไฟ (Bay)เป็นส่วนของขอบไฟที่อยู่ระหว่างนิ้วไฟ ลุกลามช้ากว่านิ้วไฟ
  • หัวไฟ (Head)ลุกลามได้เร็วและมีเปลวไฟยาวมากที่สุด มักลุกลามไปตามความลาดชันตามพื้นที่และทิศทางลม เป็นส่วนที่รุนแรงและอันตรายมากที่สุด
  • สุดท้ายส่วนที่ลุกลามนำหน้าตัวไฟหลัก โดยเกิดจากสะเก็ดไฟที่ลอยออกไปตกหน้าแนวไฟหลักและเกิดการลุกไหม้กลายเป็นไฟป่าขึ้นอีกลูก เรียกว่าสะเก็ด (Spot fire)

 

ที่มาข้อมูล

  • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช –
  • มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
  • มติชน

-เมื่อเกิด-ไฟไหม้_cover.jpg

kinyupen_adminApril 26, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของสถานการณ์ “ไฟไหม้” เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น โดยเฉพาะกับบ้านของตัวเอง เพราะนั่นหมายถึงสิ่งเลวร้ายที่จะนำมาสู่ความสูญเสียแถมยังลุกลามความเดือดร้อนไปยังบ้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน สิ่งมีค่า หรือแม้กระทั่งชีวิตของมนุษย์

ล่าสุด เหตุการณ์ไฟไหม้เพิ่งเกิดขึ้นไปไม่นาน เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา กับเหตุการณ์ไฟไหม้โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เพลิงลุกลามบริเวณชั้น 8 ของอาคาร และกลุ่มควันจำนวนมากกระจายตัวไปบริเวณภายในส่วนของห้างสรรพสินค้าอีกด้วย เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิต 3 ราย และได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความแตกตื่นกับประชาชนอย่างมาก เพราะเหตุการ์ที่เกิดขึ้นแม้ว่าแต่ละอาคารจะมีการวางระบบป้องกันไฟไหม้แล้วก็ตาม แต่เราก็ไม่ควรประมาท หากใครมีโอกาสติดตามข่าวสารจากสื่อต่าง ๆ จะเห็นว่า ทุกครั้งที่เกิดเหตุไฟไหม้จนทำให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน มักจะเกิดเหตุในช่วงเวลากลางคืนหรือในอาคารสำนักงานใหญ่ ๆ

เหตุการณ์ไฟไหม้นั้น ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่สิ่งที่เราควรมีเอาไว้ คือ สติ สำหรับแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำข้อมูลจากกองปราบปราม เป็น “10 ขั้นตอนวิธีการเอาตัวรอด เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้” มาฝากทุก ๆ คน เพื่อให้ศึกษาเป็นความรู้พื้นฐาน หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น จะได้รับมือได้อย่างถูกต้องและถูกวิธี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่พักอาศัยอยู่คอนโด อยู่บนอาคารสูง หรืออยู่ภายในอาคารต่าง ๆ

1. หากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ภายในห้อง สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ มีสติ อย่าตื่นตะหนกเด็ดขาด

2. หากพบเหตุไฟไหม้ ให้ดึงหรือกดสัญญานแจ้งเหตุไฟไหม้ที่กล่องแดงข้างผนังทางเดินทันที แม้จะพบเพียงเล็กน้อยก็ตาม ก็ไม่ควรปล่อยปะละเลย

3. หากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ในระยะเริ่มต้น พยายามดับเพลิงด้วยตนเองเบื้องต้นด้วยการใช้อุปกรณ์ดับเพลิงในอาคารให้ได้เร็วที่สุด อย่ามัวรอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ดับเพลิง

4. หากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้แล้วไม่สามารถดับเพลิงได้ ให้รีบออกจากห้องและปิดประตูให้สนิท เพื่อชะลอการลุกลามของเพลิง จากนั้นให้รีบออกจากอาคารให้เร็วที่สุด

5. หากต้นเพลิงเกิดจากส่วนอื่นของอาคาร เมื่อทราบว่ามีเหตุเพลิงไหม้ ให้ตั้งสติ มองหาอุปกรณ์ส่องสว่าง เช่น ไฟฉาย โทรศัพท์มือถือ ที่จะช่วยให้สามารถออกจากความมืดภายในอาคารได้

6. หาผ้าชุบน้ำปิดปาก ปิดจมูก หรือหาผ้าห่มชุบน้ำแล้วห่มตัว เพื่อป้องกันการสูดควันไฟ และความร้อนจากเปลวไฟ

7. ก่อนเปิดประตูให้แตะหรือคลำลูกบิด หากพบว่ามีความร้อนจัด แสดงว่ามีเปลวเพลิงอยู่ด้านนอก อย่าตื่นตระหนกเปิดประตูทันที เพราะเปลวไฟอาจจะพุ่งเข้าหาตัวได้

8. ห้ามใช้ลิฟต์โดยเด็ดขาด เพราะหากติดอยู่ภายในลิฟต์ ก็มีโอกาสสูงมากที่จะเสียชีวิตจากควันไฟ ขอแนะนำให้ใช้บันไดหนีไฟ

9. หากติดอยู่ในกลุ่มควันไฟ ให้ก้มตัวลงต่ำและคลานไปกับพื้น เพราะออกซิเจนจะลอยอยู่ที่ต่ำ ควันไฟเป็นเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่เสียชีวิตมากกว่าเปลวไฟถึง 3 เท่าตัว

10. กรณีที่ไม่สามารถออกจากห้องได้ เนื่องจากมีเปลวไฟอยู่บริเวณภายนอกห้อง ให้อยู่ภายในห้องพักและปิดประตู ใช้ผ้าชุบน้ำอุดบริเวณขอบบานประตู และให้ขอความช่วยเหลือที่บริเวณหน้าต่างหรือระเบียง

 

จำเอาไว้เลยว่า หากสามารถเอาตัวเองออกมาจากอาคารที่เกิดเหตุได้แล้ว แต่พบว่ายังมีคนยังติดอยู่ในอาคาร อย่ากลับเข้าไปโดยเด็ดขาด เพราะอาจจะเป็นอันตรายถึงขั้นชีวิตได้ ฉะนั้น ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเพื่อทำการช่วยเหลือแทน

สุดท้าย เหตุไฟไหม้เป็นเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ฉะนั้น ขอย้ำและแนะนำให้ทุกคนรู้จักเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุไฟไหม้อยู่ตลอดเวลา เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น จะได้รับมือกับเหตุการณ์นั้นได้อย่างปลอดภัย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต