_เลี่ยงซะ-6-พฤติกรรมการใช้เงินแบบยอดแย่_WEB.jpg

kinyupen_adminJuly 22, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 6 พฤติกรรมการใช้จ่ายเงินแบบยอดแย่ หากมีพฤติกรรมแบบนี้อยู่บ่อย ๆ ไม่ดีต่อตัวเองอย่างแน่นอน เลี่ยงได้ควรเลี่ยงเสียดีกว่า

ปัจจุบัน หลาย ๆ คนพยายามที่จะเก็บเงินก้อนเป็นของตัวเองสักก้อนหนึ่ง เพื่อที่ว่าจะเอาเก็ยไว้ใช้ในช่วงบั้นปลายชีวิต หรือเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น แต่ก็มีหลากหลายอุปสรรคที่เข้ามาขัดขวางความตั้งใจในชีวิตคุณ ทำให้คุณไม่สามารถเก็บเงินได้และไปไม่ถึงเป้าหมายในการออมเงิน พฤติกรรมอะไรบ้างที่เราควร “เปลี่ยน” ตัวเอง เพื่อให้เป้าหมายในการออมเงินที่ดี

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 6 การใช้เงินแบบยอดแย่ ยิ่งทำบ่อย ๆ ไม่เป็นผลดีต่อตัวเองแน่นอน มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

 

1. ไม่วางแผนการเงิน

การมีเป้าหมายทางการเงิน จำเป็นต้องวางไว้ทั้งเป้าหมายในระยะสั้นและระยะยาว คนที่ไม่วางแผนจึงมักจะพบว่า ตัวเองมักมีเรื่องเร่งด่วนอื่นโผล่มาก่อนถึงเป้าหมายเป็นระยะ ๆ ระหว่างการออม เช่น อยากซื้อรถเพราะต้องย้ายที่ทำงานใหม่ เดินทางไกล และเดินทางลำบากกว่าเดิม , อยากได้สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ที่เห็นในโฆษณา หรือแม้แต่อยากต่อเติมห้องนอน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ที่ไม่ได้อยู่ในแผนจะทำให้เราหยุดออมสำหรับเป้าหมายวัยเกษียณ แล้วหันไปจ่ายเพื่อเรื่องอื่น ๆ ที่คิดว่าสำคัญกว่า และไม่ได้อยู่ในแผนไว้แต่แรก จนทำให้การออมสำหรับเป้าหมายหลักลดระดับความเข้มข้นลงไปจากความต้องการ

 

2. ใช้จ่ายแบบไม่รอบคอบ

บางคนประมาทเพราะคิดว่าตัวเองมีหลักประกันในอนาคต เช่น คิดว่ายังมีเงินจากกองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ฯลฯ สำรองอยู่เสมอ โดยหลงลืมไปว่า รายได้จากกองทุนเหล่านี้ พอถึงเวลาเข้าจริง ๆ ก็ไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ หรือเหตุฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากความเจ็บไข้ได้ป่วยที่ไม่ได้คาดคิดไว้ก่อน

 

3. ก่อหนี้ไว้จนเกินตัว

เพราะเป็นหนี้ จึงเป็นเหตุให้ต้องเอาเงินที่จะได้มาในอนาคตไปหักหนี้ที่ก่อไว้ เช่น ปล่อยให้ตัวเองเป็นหนี้บัตรเครดิตทับถม จนต้องกู้เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินจากกองทุนบำเหน็จบำนาญ เงินจากประกันชีวิต จนท้ายที่สุดไม่มีเงินเหลือไว้ใช้จ่ายเมื่อเกษียณ

 

4. ไม่รู้ว่าตัวเองมีเงินสดเท่าไหร่

ได้เงินมาเท่าไหร่ก็ใช้ไปเท่าที่มี เงินหมดก็เบิกธนาคารออกมาใช้อยู่เรื่อย ๆ ไม่มีการกันเงินไว้เป็นก้อนเป็นประเภทว่าประเภทไหนใช้ได้เมื่อไร พูดง่าย ๆ คือ ไม่เคยทำบัญชีรายรับรายจ่ายของตนเองอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

 

5. รายได้ต่ำแต่มีรสนิยมสูง

คนประเภทนี้คือพวกที่ชอบใช้จ่ายเงินเกินตัว จนแต่ไม่เจียม เวลาได้เงินมาก็คิดถึงแต่เรื่องจะใช้เงินอย่างไรจนหมดไม่เหลือเก็บ แถมยังเหนียวหนี้ โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต ที่มักประวิงเวลาตัวเองด้วยการทยอยจ่ายแต่จ่ายหนี้ขั้นต่ำ ทำให้ต้องเสียค่าดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมทบต้นหลายตลบ กว่าจะรู้ตัวก็หมดทั้งบัญชี ไม่มีเหลือให้เบิก คราวนี้ละต้องกู้หนี้ยืมสินให้เสียดอกเบี้ยหนักขึ้นไปอีก

 

6. บริหารเงินแบบไม่มีความรู้

เห็นใครเขาฮิตอะไรก็แห่ไปลงทุนตามเขา ซื้อทองซื้อหุ้นแบบไม่เคยทำการบ้าน วัน ๆ ก็เอาแต่ตามกระแสโดยไม่สนใจศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งไม่มีการจัดสรรสินทรัพย์ที่ดีพอ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มพูนความมั่งคั่ง

 

สำหรับใครที่มีพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินแบบข้างต้นอยู่ ควรเปลี่ยนพฤติกรรมแย่ ๆ ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป และหันมาใส่ใจในเรื่องของการใช้เงินอย่างมีสติ ชาญฉลาด จะทำให้เรามีเงินเก็บไว้ใช้ใยยามจำเป็นอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ที่มา : บทคัดย่อจากหนังสือ ยิ่งจ่ายยิ่งรวย เขียนโดย คุณพรพรรณ จันทรภพ

 

 

 


5-วิธีเก็บเงินใส่กระปุกให้อยู่หมัด-มีเงินเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น.jpg

kinyupen_adminDecember 11, 2018

ใกล้เข้าสู่ปี 2562 กันแล้ว สำหรับใครที่ยังไม่เคยออมเงิน แล้วคิดหรือตั้งใจที่จะลองเริ่มเก็บเงินใส่กระปุกสักครั้ง วันนี้ กินอยู่เป็น พามาลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและฝึกโดยใช้ 5 วิธีเก็บเงินใส่กระปุกให้อยู่หมัด เพื่อที่จะได้มีเงินเก็บเงินออมสำหรับเอาไว้ใช้ในยามจำเป็นจริง ๆ 

ใกล้เข้าสู่ปี 2562 กันแล้ว ลองถามตัวเองดูว่ามีเงินเก็บเหลืออยู่ตอนนี้กี่บาท บางคนมีเงินเก็บ บางคนไม่มีเงินเก็บเลย เพราะไม่เคยคิดเรื่องของการออมเงินเลย ปีหน้าฟ้าใหม่ลองเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเริ่มฝึกกการออมเงิน ค่อย ๆ เก็บเล็กผสมน้อย อย่างน้อยสักเดือนละ 500-1,000 บาท ก็ยังดี เพราะในยามจำเป็นหรือมีเรื่องฉุกเฉินที่จะต้อใช้เงิน เราก็จะได้หยิบเงินจากส่วนนี้ไปใช้งานได้

สำหรับใครที่ยังไม่เคยออมเงิน ไม่คิดว่าไม่รู้จะออมไปทำไม ออมไปเพื่ออะไร แล้วถ้าจะออมเงินจริง ๆ จะใช้วิธีไหนบ้างในการออมเงิน ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและฝึกการออมเงินตั้งแต่วันนี้

1. เปิดบัญชีสำหรับเงินออม เงินฉุกเฉิน เงินใช้จ่ายประจำเดือน : วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีมาก ๆ สำหรับคนที่ต้องการจะออมเงิน โดยเปิดบัญชีฝากเงินแบบฝากประจำ จะช่วยฝึกวินัยการออมเงินของคุณได้อย่างดีเลยทีเดียว เพราะบัญชีฝากประจำถอนเงินไม่ได้

2. เก็บธนบัตร 20 หรือ 50 บาท เอาไว้ อย่านำมาใช้ : ในทุก ๆ วันลองตรวจสอบเงินในกระเป๋าดูว่า มีธนบัตร 20 หรือ 50 ติดกระเป๋าอยู่บ้างไหม ถ้ามีลองเก็บออมสักวันละ 1 ใบ ฝึกจนเป็นวินัย ครบ 1 ปี คุณจะมีเงินประมาณ 7,300 บาท (หากเก็บเป็นธนบัตรใบละ 100 บาท ทุก ๆ วัน ครบ 1 ปี จะมีเงินอยู่ประมาณ 36,500 บาท)

3. เก็บเศษเหรียญที่เหลือหยอดใส่กระปุก : ต่อจากธนบัตร ถ้าสมมุติว่าธนบัตรมันดูหนักไป ลองเปลี่ยนเป็นเหรียญบาท เหรียญ 5 บาท เหรียญ 10 บาท หรือเหรียญสลึง วันไหนที่มีเหรียญหลงมาในกระเป๋าสตางค์ ก็หยอดใส่กระปุกออมสินซะเลย ทำแบบนี้้ทุก ๆ วัน จนครบ 1 ปี ก็มีเงินเก็บแล้ว

4. พกเงินให้น้อยลง บังคับตัวเองให้ทำได้ ใช้เงินภายในงบจำกัด : ในต่ละวัน ไม่ว่าจะไปทำงาน ไปเรียนหนังสือ หรืออาจจะออกไปทำภารกิจนอกสถานที่ต่าง ๆ ต้องกำหนดวงเงินที่จะใช้ให้ชัดเจนว่าวันนี้จะใช้เงินกี่บาท พยายามพกเงินไปให้น้อย และใช้อย่างคุ้มค่าและประหยัดที่สุด ส่วนเงินที่เหลือก็นำไปหยอดกระปุก

5. สร้างแรงบันดาลใจ : ตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองด้วยการเก็บออมเงินใส่กระปุก โดยตั้งเป้าหมายเอาไว้เลยว่าจะนำเงินไปทำอะไร เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถ ฯลฯ เพื่อที่คุณจะได้มีแรงบันดาลใจและแรงจูงใจในการเก็บเงินใส่กระปุก มีเงินออมเป็นของตัวเองบ้าง

ยังไงซะ เข้าสู่ปี 2562 ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและลองใช้ 5 วิธีนี้ฝึกการออมเงินตั้งแต่วันนี้ เชื่อว่าถ้าคุณมีความตั้งใจ คุณทำได้อย่างแน่นอน แล้วปลายปี 2562 มานับเงินดูว่าออมไปได้กี่บาท หากคุณสามารถทำได้ นั่นล่ะคือความภาคภูมิใจของคุณเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความซื่อสัตย์คือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง คุณเองต้องซื่อสัตย์กับตัวเองว่าจะไม่แคะกระปุกหรือแอบถอนเงินออกมาใช้แบบสุรุ่ยสุร่ายโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้คุณขาดวินัยในการออมเงิน และสุดท้ายคุณก็จะไม่มีเงินออมเป็นของตัวเองในที่สุด…นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ตามสไตล์คนรุ่นใหม่.jpg

kinyupen_adminNovember 6, 2018

พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยเงินของคนรุ่นใหม่ ที่ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยจนถึงขั้นเป็นหนี้สินกัน ควรต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ กินอยู่เป็น แนะนำให้ฝึกการ “จัดระเบียบการเงิน” ตามสไตล์คนรุ่นใหม่ เพื่อให้รู้จักการใช้เงินอย่างประหยัด

การจับจ่ายใช้สอยเงินของคนรุ่นใหม่ในสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักเรียน-นักศึกษา หรือว่าเหล่ามนุษย์เงินเดือน ซึ่งอยู่ในยุคที่มีเทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกในชีวิต ทำให้การซื้อสินค้าไม่จำเป็นต้องไปที่ร้านค้าเสมอไป เพราะปัจจุบันร้านค้าส่วนใหญ่ก็มีการเปิดให้สั่งสินค้าทางออนไลน์แล้ว เพื่ออำนวยความสะดวก และขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของคนรุ่นใหม่ในสมัยนี้ลดลงแต่อย่างใด บางรายถึงขั้นต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งของนั้นๆ บางรายก็รายรับไม่เพียงพอต่อรายจ่ายก็มี

จากปัญหาการเกิดขึ้นของหนี้สิน ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า สถานการณ์หนี้สินครัวเรือนของประเทศไทยยังอยู่ในขั้นน่าเป็นห่วง โดยมีหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงถึง 77.6% และมียอดคงค้างหนี้ครัวเรือนสูงกว่า 12 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้จ่ายที่เกินตัวและไม่ระวัง และกลุ่มคนที่มีอายุระหว่าง 25-35 ปี เป็นกลุ่มที่ไม่สามารถจัดสรรราย
จ่ายให้เหมาะสมกับรายรับได้

จากปัญหาการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของคนรุ่นใหม่ ทำให้กลุ่มคนดังกล่าวควรต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินใหม่ เพื่อให้รู้จักการใช้เงินอย่างประหยัด ไม่สุรุยสุร่าย และที่สำคัญสามารถเก็บเงินออมส่วนหนึ่งได้ และลดภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นได้อีกด้วย โดยมีวิธีทั้งหมด 4 หลัก ประกอบด้วย

1. วางเป้าหมาย : กำหนดเป้าหมายทางการเงินให้ชัดเจน ว่าต้องการเก็บเงินกี่บาท ภายในระยะเวลากี่ปี และเงินก้อนดังกล่าวจะนำไปทำอะไรในอนาคต เพื่อวางเป้าหมายนี้จะช่วยทำให้เกิดการจัดสรรเงินที่เหมาะสมและบรรลุเป้าหมายได้

2. วางแผนการใช้จ่ายในแต่ละเดือน : พยายามจดบัญชีรายรับ-รายจ่าย ในแต่ละเดือนว่า เดือนนั้นๆ คุณจะต้องมีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ขณะเดียวกันคุณจะได้รายได้จำนวนกี่บาท เพื่อที่จะได้วางแผนการใช้เงินในแต่ละเดือนได้อย่างถูกต้อง

3. ออมเงิน : ควรฝึกการเก็บออมเงินอย่างสม่ำเสมอ โดยจะออมเป็นรายวันหรือรายเดือนนั้นขึ้นอยู่กับความสะดวกของตัวคุณเอง การที่ฝึกการออมเงินนั้นจะช่วยให้เรามีเงินเก็บในอนาคตได้

4. จัดการหนี้สินที่มีอยู่ : หนี้สินต่างๆ ที่คุณมี ไม่ว่าจะเป็นบัตรเคตดิต บัตรกดเงินสด หนี้จากการยืมคนโน้นคนนี้ คุณต้องหมั่นชำระให้ตรงเวลา ไม่ควรเบี้ยวหรือผลัดการจ่าย เพราะหนี้สินถือเป็นหมวดที่มีความสำคัญมาก หากเรามีการบริหารจัดการ วางแผนทางการเงินอย่างเหมาะสม ก็จะทำให้หนี้สินของเราลดลงเรื่อยๆ และหมดหนี้ในที่สุด

สำหรับ 4 หลักที่กล่าวไปนั้น ต้องบอกเลยว่าไม่ยากเกินความสามารถเลย ถ้าเรามีความตั้งใจที่จะเริ่มตั้งเป้าวางแผนทางการเงิน ฝึกการสร้างวินัยทางการเงินของเราเอาไว้ เพื่อที่ว่าในอนาคตเราจะได้สามารถจัดสรรระเบียบทางการเงินได้ และมีเงินเก็บเงินออมไว้ใช้ในยามแก่อย่างแน่นอน…นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_website_pic.jpg

kinyupen_adminAugust 16, 2018

มนุษย์เงินเดือนทุกคนต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ “ทำงาน” เพื่อแลกกับ “เงิน” งานบางประเภทเป็นงานแบกงานหามเงินอาจจะไม่มากนัก ขณะเดียวกัน งานบางประเภทเป็นสายราชการ , บริษัทเอกชน พนักงานส่วนใหญ่จะได้พบเจอกับภาวะงานหนักเอาการ แต่บางรายก็ต้องอดทน เพราะบางองค์กรถึงแม้ว่างานหนัก แต่ว่ามีเพื่อนร่วมงานดี ได้ค่าตอบแทนหรือเงินเดือนค่อนข้างสูง

แต่ปัญหาใหญ่หลวงของเหล่ามนุษย์เงินเดือนในยุคนี้ คือการใช้เงินแบบสุรุ่ยสุร่าย แบบที่ว่าเงินเดือนออกปุ๊ป ก็กดออกมาจับจ่ายใช้สอยซื้อโน่นซื้อนี่ไปซะหมด ประกอบกับข้าวของช่วงนี้ที่จำหน่ายตามท้องตลาดก็มีราคาแพงมาก จนทำให้เหล่ามนุษย์เงินเดือนเกิดปัญหา “ไม่มีเงินเก็บ-เงินออม” สำหรับสำรองไว้ใช้ในกรณีจำเป็นหรือในช่วงบั้นปลายชีวิต

วันนี้ กินอยู่เป็น ขอนำเสนอสูตรการเก็บออมเงิน แบบชนิดที่เรียกได้ว่า เมื่อครบ 1 ปี จะมีเงินออมแบบรวยเละแน่นอน

 

สูตรที่ 1 : ออมเงินตามวันที่ (Daily saving money challenge)

ในกระทู้ของพันทิป โดยผู้ใช้งานชื่อ “พระสนมนางใน” ได้ตั้งกระทู้แบ่งปันวิธีการเก็บออมเงินตามแบบฉบับของเขาเอง การออมเงินในวิธีก็คือ ออมเงินตามวันที่ในปฏิทิน เช่น วันนี้เป็นวันที่ 1 ก็หยอดเงินใส่กระปุก 1 บาท วันที่ 2 ก็หยอด 2 บาท วันที่ 3 หยอด 3 บาท ทำไปเรื่อยๆ พอถึงสิ้นเดือนวันที่ 30 ก็หยอด 30 บาท เมื่อขึ้นเดือนใหม่ วันที่ 1 ก็หยอด 1 บาท ทำแบบนี้วนไป จนครบ 1 ปี มาดูกันดีกว่าว่าจะมีเงินออมทั้งหมดกี่บาท

ครบ 1 ปี เก็บเงิน 5,738 บาท และหากเก็บออมเงินด้วยวิธีนี้เป็นเวลา 30 ปี จะมีเงินออมจำนวน 172,140 บาท สูตรนี้เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มการเก็บออมเงิน สบายๆ ที่ไม่เครียดกับการออมเงิน ออมเงินในปริมาณที่ไม่เยอะมาก เป็นเศษเงินที่เหลือจากค่าขนมในแต่ละวัน มนุษย์เงินเดือนที่เงินเดือนอาจจะไม่เยอะมากนัก กินอยู่เป็นแนะนำให้ลองเก็บออมเงินโดยใช้วิธีนี้

 

สูตรที่ 2 : ออมเงินรายวัน แบบขั้นบันได (365 day saving money challenge)

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ Artinuch Lalita ได้โพสต์วิธีการเก็บออมเงินที่ฟังดูอาจจะคล้ายคลึงกับสูตรที่ 1 แต่สูตรนี้มีการเก็บออมเงิน คือ เริ่มเก็บออมเงินตั้งแต่ต้นปี (1. ม.ค.) ไปจนถึงสิ้นปี (31 ธ.ค.) โดยเพิ่มจำนวนเงินขึ้นตามขั้นบันได อธิบายง่ายๆ คือ วันที่ 1 ของปี (1 ม.ค.) หยอดเงินใส่กระปุก 1 บาท , วันที่ 2 (2 ม.ค.) หยอด 2 บาท , วันที่ 10 (10 ม.ค.) หยอด 10 บาท , วันที่ 120 ของปี (30
เม.ย.) หยอด 120 บาท , วันที่ 320 ของปี (8 พ.ย.) หยอด 320 บาท ทำไปเรื่อยๆ จนถึงวันสุดท้ายของปี (31 ธ.ค.) หยอด 365 วัน

ครบ 1 ปี ก็จะมีเงินเก็บถึง 66,795 บาท และหากเก็บออมเงินด้วยวิธีนี้เป็นเวลา 30 ปี จะมีเงินออมเป็นจำนวนสูงถึง 2,003,850 บาท เลยทีเดียว สูตรนี้เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มองการณ์ไกล มีเงินเดือนสูง ใช้เงินเป็นในระดับหนึ่ง เพราะสูตรนี้ดูแล้วเหมือนจะไม่ยาก แต่พอเข้าสู่วันที่ 100 ของปี จำนวนเงินออมจะเริ่มสูงขึ้น มนุษย์เงินเดือนที่ใช้สูตรนี้อาจจะมีท้อ ปวดหัวบ้าง แต่เชื่อเถอะว่า หากสามารถเก็บเงินด้วยสูตรนี้ไปจนถึงสิ้นปีได้ คุณก็จะมีเงินเก็บมากมายมหาศาลแน่นอน

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับวิธีการเก็บออมเงินของมนุษย์เงินเดือน ที่ต้องบอกเลยว่า มนุษย์เงินเดือนทุกคนควรฝึกนิสัยการเก็บออมเงินตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เมื่อผ่านไป 1 ปี ก็จะมีเงินเก็บไว้ใช้หลายพันบาท และถ้าหมั่นเก็บออมเงินเป็นประจำแล้วลองจินตนาการตามดูว่าเมื่อเราทำงานเก็บออมเงินตามสูตรข้างต้นเป็นเวลาสัก 30 ปี คุณก็จะมีเงินออมหลักแสนหลักล้านไว้ใช้ในยามเกษียณหรือแก่เฒ่าอย่างแน่นอนหรือจะพูดง่ายๆ เลยว่า “รวยตอนแก่” ก็ว่าได้ นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : พระสนมนางใน  / เฟซบุ๊ก Artinuch Lalita