-งบน้อย_Cover_1-1.jpg

kinyupen_adminMay 7, 2020

แม้ด้วยเทคโนโลยีของสมาร์ทโฟนจะทำให้การถ่ายภาพเป็นเรื่องง่ายสำหรับใครหลายคน แต่การถ่ายให้สวยนั้นก็อาจยังเป็นเรื่องยากอยู่ดี  กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำ “3 เทคนิคง่ายๆ ในการถ่ายภาพอาหารให้ดูดีขึ้นในงบ 0 บาทด้วยโทรศัพท์มือถือ” โดยเพจ Kaan Photographer มาฝากกัน

 

1. เลือกแสง

เอาแสงธรรมชาติไว้ก่อนนะครับ จากรูปตัวอย่างนี้จะเห็นว่ารูปที่ถ่ายด้วยแสงธรรมชาติจะให้สีสันสดใส สมจริงของตัวอาหาร ส่วนรูปที่ถ่ายด้วยแสง warm light ของห้องจะมีสีเพี้ยน ถ้าเป็นไปได้ใช้แสงธรรมชาติครับ

2. เลือกมุม

วิเคราะห์อาหารของเราว่า มันเป็นรูปทรงไหน ถ้าเป็นอาหารแบนๆอย่างพิซซ่าหรือแกงต่างๆ มุม top จะสื่อสารออกมาได้ดีที่สุด

มุม 45 องศาคือมุมมาตรฐาน สามารถใช้ได้กับอาหารทุกรูปทรง
มุมต่ำกว่า 45 เหมาะกับอาหารที่ทรงสูงเช่นเบอร์เกอร์ เป็นต้นครับ

 

3. เลือกระยะ

แม้ช่วงนี้เราต้องห่างๆกัน แต่การถ่ายอาหารเข้าใกล้ๆได้นะครับ ฮ่าๆ กล้องของมือถือในยุคนี้สามารถเข้าไปถ่าย close up ได้ใกล้มาก เราก็เอาข้อได้เปรียบนี้ไปใช้ในการถ่ายอาหารได้

หันด้านที่เราอยากจะโชว์ แล้วเข้าไปถ่ายใกล้ๆ อื้มมมม อาโหร่ย

3 เทคนิคง่ายๆในการถ่ายภาพอาหารให้ดูดีขึ้นในงบ 0…

โพสต์โดย Kaan Photographer เมื่อ วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2020


_Cover_1.jpg

kinyupen_adminMay 4, 2020

#ไม่เหลือที่ให้สักแล้ว

หนุ่มอังกฤษสักรอยบนผิวหนังตัวเองเต็มตัว หลังถูกล็อกดาวน์ เพราะพิษโคโรนา

บันทึกทุกเรื่องราวระหว่างกักตัว พร้อมระบายอารมณ์ “When will it end!”

 

เพราะความระบาดของโรคโควิด 19 ในหลายประเทศจนรัฐบาลของแต่ละประเทศต้องออกมาตรการล็อกดาวน์ ไม่ให้ผู้คนออกจากบ้านเพื่อป้องกันการระบาดของโรคที่มากขึ้น ทำให้ที่ผ่านมาผู้คนจากทั่วโลกต้องติดอยู่กับบ้าน ไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการประกอบอาชีพตามปกติได้ บนโซเชียลเน็ตเวิร์กจึงมักปรากฏภาพกิจกรรมแปลกๆ ของผู้คนเพื่อผ่อนคลายจากความเครียดที่ต้องติดอยู่กับบ้านเป็นเวลานาน

 

เช่นเดียวกับ คริส วู้ดเฮดชายชาวอังกฤษคนนี้ ที่มีกิจกรรมที่ดูจะแปลกแตกต่างออกไป เมื่อเขาลงมือสักรอยต่างๆ ลงบนผิวหนังของตัวเองตลอดช่วงเวลาที่ต้องกักตัวอยู่ในอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งย่าน วอลท์แธมสโตว์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงลอนดอน โดยจะใช้เวลาออกแบบรอยสักเพื่อสักลงบนตัวเขาเองทุกวันตั้งแต่ช่วง 8 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น ก่อนที่จะลงมือสักลายที่ออกแบบไว้ด้วยหมึกลงบนผิวหนังของเขาอย่างถาวร

 

คริส เป็นช่างสักลายบนผิวหนังในสตูดิโอแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ระบาดของโรค รัฐบาลได้ออกมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้สตูดิโอที่เขาทำงานอยู่ต้องปิดตัวลง ในขณะที่ภรรยาซึ่งกำลังตั้งครรภ์ได้แยกตัวออกไปอยู่อีกที่หนึ่ง ทำให้ต้องอยู่คนเดียวภายในอพาร์ทเม้นท์และในช่วงเวลานี้เองเขาจึงตัดสินใจที่สักลวดลายต่างๆ ลงบนผิวหนังของตัวเอง ในช่วงที่ไม่สามารถออกไปไหนมาไหนได้ นอกจากจะเป็นการฆ่าเวลาไม่ให้เบื่อแล้ว เขายังบอกว่ามันยังเป็นการฝึกฝีมือของเขาเหมือนกับตอนทำงานในช่วงปกติอีกด้วย

 

Instagram : adverse.camber

 

บนร่างกายของคริส ในเวลานี้เต็มไปด้วยรอยสักรูปต่างๆ ตั้งแต่ปลายนิ้วไปจนถึงฝ่าเท้าเต็มไปด้วยภาพสักรอยต่างๆ ที่มีความหลากหลายจากการออกแบบของเขาในช่วงที่ต้องติดกับอยู่ในห้องคนเดียว ไม่ว่าจะเป็น รูปคู่ของลูกเต๋าเหนือนิ้วเท้าขวาและแมงป่องที่ต้นขาด้านใน นอกจากนี้สักลายต้นปาล์มที่ล้อมรอบหัวใจแห่งความรัก และรูปตุ๊กตาวูดูที่ลอยอยู่บนต้นเชอร์รี่สุกสว่างอีกด้วย

 

คริสเล่าว่า เขาเริ่มสักลายลงบนตัวเองตั้งแต่อยู่ได้ 18 ปี และเมื่อเติบโตขึ้นมาเขาก็ได้แต่หมกมุ่นอยู่กับวงการเพลงพังก์ของชาวอเมริกันที่ทราบกันดีว่าศิลปินมักจะมีลายสักบนร่างกายจนโด่งดัง ต่อมาก็ได้เริ่มเรียนรู้การสักลายจาก ศิลปินไอคอนด้านการสักลายชื่อดังของอังกฤษซึ่งจะใช้วิธีการวาดลายด้วยที่หมึกสีดำเท่านั้น

 

ในตอนต้นของการล็อกดาวน์จากโรคระบาด คริส มีลายสักบนตัวของเขามากกว่า 1,000 รูป และตอนนี้มันเพิ่มขึ้นมามากกว่า 40 รูปแล้ว และจะยังเพิ่มขึ้นต่อไปอีกจนกว่าสถานการณ์การระบาดจะดีขึ้นและทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ

 

“ตอนที่เมียไม่อยู่ ผมรู้สึกเคว้งคว้างมาก ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง อาหารก็เริ่มหมด การสักรอยบนร่างกายทุกวันทำให้รู้สึกมีสมาธิและสามารถจัดการกับความคิดของตัวเองให้มีทิศทางมากขึ้นว่าจะทำอะไรต่อไปอย่างไร” คริสกล่าวและว่า การสักถือเป็นการรักษาจิตใจของเขาอย่างหนึ่งในช่วงที่เกิดวิกฤติเช่นนี้ โดยเขายังได้สักข้อความ “When will it end!” หรือ “มันจะจบเมื่อไหร่” ลงบนฝ่าเท้าของเขา รวมถึงรูปภาพที่บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีของโคโรนาไวรัสเพื่อระบายความรู้สึกอึดอัดต่อสถานการณ์ที่ยากลำบากในขณะนี้ และยังมีรูป คือเสือกระโดด จากสารคดี Netflix “Tiger King” ที่เขาเพิ่งดูจบไปเมื่อเร็วๆ นี้อีกด้วย

 

View this post on Instagram

Self-isolation tattoo no.14

A post shared by Chris Woodhead (@adverse.camber) on

 

คริสบอกว่าใช้เทคนิคการสักที่เรียกว่า “การฝังเข็มด้วยมือ” เป็นการใช้เข็มมือถือ จิ้มหมึกแล้ววาดลายลงบนผิวหนังโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าซึ่งเป็นวิธีที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเพราะมันเจ็บปวดน้อยกว่าการสักด้วยวิธีเดิมๆ

 

สิ่งที่คริสต้องคิดต่อไปในตอนนี้ก็คือเขาพยายามจะหาพื้นที่ว่างบนตัวของเขาเพื่อเตรียมพร้อมไว้สำหรับการสักภาพที่เกี่ยวข้องกับลูกของเขาที่จะคลอดในเดือนกรกฎาคมนี้ แต่ถ้าหากการล็อกดาวน์ยังคงดำเนินต่อไปมันจึงเป็นเรื่องท้าทายมากว่าเขาจะหาพื้นที่ตรงไหนเพิ่มเติมได้อีกเพราะคริสยังคงมุ่งมั่นสักรอยสักต่างๆ ลงบนตัวเองทุกวัน

 

“แต่ผมคิดว่าการล็อกดาวน์น่าจะไม่เกิน 1 เดือนนี้และบนตัวของผมก็น่าจะมีพื้นที่พอ และหวังว่าทุกอย่างจะจบในเร็วๆ นี้” คริสกล่าวในตอนท้าย


-photoshop_Cover_2.jpg

kinyupen_adminApril 30, 2020

จากการระบาดของไวรัสโควิด 19 ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้หลายคนต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน การเดินทางท่องเที่ยวตามแผนต่างๆที่วางไว้ถูกยกเลิกไปหมด แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของนักท่องเที่ยวตัวยงที่คิดหาวิธีการอย่างสร้างสรรค์เพื่อฉลองวันพักผ่อนที่หายไป อย่าง Mr. Pollak และ Ms. Palenzuela ที่ใช้เวลากว่า 5 เดือนในการท่องเที่ยวจากนครนิวยอร์กถึงปาตาโกเนียว ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรสบัสเดินทางในประเทศชิลี ภาพยอดเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ หรือแม้กระทั่งขณะที่หลงทางอยู่ในป่า ภาพเหล่านี้ได้ถูกแชร์ผ่าน Instagram โดยเขาทั้งคู่จัดฉากและตกแต่งทริปการเดินทางด้วยโปรแกรม Photoshop

 

Not hiking the Fitz Roy mountain in Patagonia. Credit Suze Shih

 

Actually hiking in Bear Mountain State Park, about an hour’s drive north of Brooklyn. Credit Suze Shih

Ms. Palenzuela กล่าวว่า “พระเจ้าต้องหัวเราะกับแผนคุณอย่างแน่นอน” ด้วยวิธีนี้ทำให้เราสามารถมองหาความสุขได้ไม่ว่ามันจะเป็นอย่างไรก็ตาม การมองดูแผนการเดินทางในแต่ละวันช่วยให้เราตระหนักถึงการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ และเราสามารถที่จะทำมันได้ทั้งปี

 

ยิ่งไปกว่านั้น Laura Dannen Redman ผู้อำนวยการด้าน Digital Content ของ Afar บริษัทสื่อการท่องเที่ยวกล่าวว่า “เราเดินทางเพื่อหลีกหนี  เพื่อผ่อนคลาย แต่ยังรู้สึกตื่นเต้นในการทำสิ่งใหม่ทั้งหมด ทำไมคุณถึงไม่ลองคิดว่ามันเป็นวันหยุดพักผ่อน ถ้ามันจะทำให้เรายิ้ม หัวเราะและรู้สึกถึงบางสิ่งที่ดีสักนาที ฉันมักจะวางแผนกิจกรรมทุกๆวัน ในวันหยุดพักผ่อนตลอด ถึงแม้ไม่ได้หมายถึงการหยุดพักผ่อนจริงๆ” โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาโพสต์หนึ่งของ Laura Dannen Redman ได้ติดแฮชแท็ก #TravelAtHomeChallenge โดยเธอสวมชุดสีขาวพร้อมเข็มขัดสีแดง พร้อมกับลูกสาววัย 2 ขวบ กำลังถูกไล่ล่าจากวัวกระทิงในสเปน

 

หรืออย่างที่ประเทศออสเตรเลีย มีคู่รักคู่หนึ่งสวมเสื้อคลุม ถือแก้วไวน์และดูภาพของมหาสมุทรจากช่อง YouTube บนจอทีวี ปรากฏเป็น Viral ออกมาอย่างแพร่หลาย เมื่อลูกสาวของพวกเขาทวีตข้อความว่า “ล่องเรือถูกยกเลิกเหรอ? ไม่มีปัญหา”

 

โดยสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับทุกคน การใช้เวลาบนโซเชียลมีเดียกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคนต้องการหาความสุขและทำในสิ่งที่อยากทำ ท่องเที่ยวสถานที่ที่อยากไป แม้จะเป็นเพียงแค่ความฝันก็ตาม

 

ขอบคุณที่มาจาก The New York Times


Cover_1-6.jpg

kinyupen_adminApril 27, 2020

เพราะต้องเก็บกักตัวอยู่กับบ้านเป็นเวลานานเพราะสถานการณ์โควิด 19 หลายคนก็คงเบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิตในพื้นที่จำกัด การแต่งแต้มความสนุกให้กับชีวิตจึงเกิดจากหลากหลายไอเดีย ซึ่งไม่เพียงที่จะฝึกสมองในระหว่างอยู่บ้านเฉยๆ แล้วยังสามารถเรียกรอยยิ้ม สร้างเสียงหัวเราะให้คนอื่นได้คลายเครียดกันอีกด้วย

 

ล่าสุดในโลกออนไลน์ เกิดเป็นแฟชั่นสนุกที่เริ่มจากไอเดียของ ดาเนียล เอสคิว ครูอนุบาลเมืองเฮอร์เวย์เบย์ รัฐควีนส์แลนด์ ในออสเตรเลีย ที่คิดไอเดียแก้เบื่อด้วยการเขียนเรื่องราวออนไลน์ท้าทายเพื่อนฝูงในการคิดค้นการแต่งการเพื่อนำขยะออกมาทิ้งนอกบ้าน เป็นแฟนซีแก้เบื่อ กระทั่งภาพปรากฏกลายเป็นไวรัล ไปทั่วโลก ทำให้ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊กที่สูงกว่า 470,000 คน ทำให้ไอเดียการแต่งการทิ้งขยะนอกบ้านกลายเป็นคอสเพลย์หลากหลายรูปแบบ ชนิดเกินจินตนาการ เมื่อทุกคนต่างสรรหาไอเดียมาแต่งตัวเพื่อแบกขยะไปทิ้ง เรียกได้ว่าก่อนจะเอาขยะไปทิ้งหน้าบ้านพวกเขาและเธอต้องใช้เวลาแต่งตัวนานกว่าออกไปรวมงานปาร์ตี้สำคัญๆ ที่เคยแต่งมาซะอีก ….ก็เพราะงานนี้มันยอมไม่ได้เพราะภาพของคุณจะปรากฏไปทั่วโลก …ดังนั้นจึงต้องเต็มที่

 

วิคตอเรีย แอนโธนี

 

วิคตอเรีย แอนโธนี ดีเจวัย 30 ในนครซิดนีย์ของออสเตรเลีย ถือเป็นอีกคนหนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจไกลข้ามทวีปไปถึงอเมริกา ยุโรป และรวมถึงไทยด้วย เมื่อเธอโพสต์รูปตัวเองติดแฮชแท็ก #BinIsolationOuting ลงอินสตาแกรม ขณะเดินไปทิ้งขยะด้วยชุดปาร์ตี้ จัดเต็ม พร้อมขนนกแต่งหน้าฟูลเซตเครื่องประดับครบ เดินบนรองเท้าส้นสูงปรี๊ดกรุยกรายทิ้งขยะ เรียกว่าเป็นการทิ้งขยะที่เลอค่าที่สุดในประวัติศาสตร์การเดินออกไปทิ้งขยะหน้าบ้านเลยล่ะ

 

เมื่อเทรนด์มาถึงยุโรป ภาพของ สจ๊วต คันนิงแฮม พนักงานขับรถเมล์เมืองกลาสโกว ในสกอตแลนด์ ก็ดูจะล้ำขึ้นไปอีก เมื่อเขาโพสต์ภาพของตัวเองในชุดกระโปรงสั้น พับจีบ ลายสกอต ของชาวสกอตแลนด์ พร้อมขวดเหล้าวิสกี้บนถังขยะ ไม่ว่าจะอย่างไรขอมีถังขยะเป็นพร็อพ ขณะที่คริสเตียนเลอแลนด์ โพสต์ภาพซุปเปอร์แมน พร้อมวิกและผ้าคลุมสีแดงกำลังลากขยะฟ่าหิมะออกไปทิ้งขยะหน้าบ้าน และเฉลยว่านั่นคือสามีของเธอเองที่ถูกสั่งให้เอาขยะออกไปทิ้งหน้าบ้าน และเขายังต้งแต่งตัวตามที่ภรรยาบังคับเพื่อให้เข้ากับเทรนด์อีกด้วย ถึงไม่เต็มใจก็ต้องทำตามคำสั่งภรรยา ส่วนนายไซมอน เวต แฟนพันธุ์แท้แฟนเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ที่เมืองนิวคาสเซิล รัฐนิวเซาท์เวลส์ เลือกเอาชุดกันดั้ม สุดยอดหุ่นยนต์ฮีโร่ญี่ปุ่น ลากขยะออกไปทิ้งหน้าบ้านเหมือนกัน เพราะเป็นคนชอบประดิษฐ์ชุดทั้งเสื้อผ้าและพร็อพหรืออุปกรณ์ประกอบเสริมชุดอยู่แล้ว

 

 

สำหรับประเทศไทยเราก็แอบเห็นว่ามีดาราบางคนไม่ยอมตกเทรนด์ เลือกชุดราตรีจัดเต็มออกไปทิ้งขยะกับเขาเหมือนกัน ….เพราะช่วงนี้มันเครียดกันเกินไป ….แค่การทิ้งขยะก็ช่วยคลายเครียดได้นะ …ช่วงนี้ใครเคยมีฝันจะเป็นอะไรก็สามารถจัดเต็มที่กันได้เลย ..แต่อย่าลืมพร็อพ …ถังขยะ เดี๋ยวถึงแม้จะเลอค่า …แต่จะกลายเป็นไม่เข้าพวกไปซะนี่!!!

 


1.jpg

kinyupen_adminFebruary 26, 2020

สาวอเมริกันสอนวิธีโพสต์ท่าสวย แทนการใช้แอพฯ แต่งรูป ตั้งใจสื่อ โลกนี้ไม่มีร่างกายที่สมบูรณ์แบบ

เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนย่อมอยากมีความสมบูรณ์แบบในทุกครั้งที่โพสต์รูปภาพของตัวเองลงบนสื่อโซเชียลออนไลน์ แต่มีหญิงสาวคนหนึ่งเธอกลับตั้งใจที่จะโพสต์ภาพเปรียบเทียบให้เห็นระหว่างความจริงๆ และภาพที่ถูกแต่งเติมที่ทำให้ดูสมบูรณ์แบบเกินจริงลงบนอินสตาแกรมส่วนตัว  เพื่อให้ผู้คนตระหนักว่า ภาพที่เห็นกับความเป็นจริงอาจจะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และนั่นไม่ได้สำคัญไปกว่าการเป็นตัวของตัวเอง ที่ย่อมไม่มีใครสมบูรณ์แบบ

 

ซาร่า พูห์โต คือหญิงสาวอเมริกันวัย 23 ปี กลายเป็นที่สนใจบนสื่อสังคมออนไลน์สหรัฐขึ้นมา  เมื่อเธอได้โพสต์ภาพส่วนตัวของเธอแสดงให้เห็นความเป็นตัวตนที่แท้จริงของเธอ กับ สิ่งที่ถูกแต่งเติมออกมาจนดูดีเกินเหตุ

 

 

ซาร่า บอกว่าเธอโพสต์ภาพแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2559 โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้คนเห็นว่ารูปที่ถูกโพสต์ตามสื่อโซเชียลทั่วไปสามารถทำให้ดูสวยเกินจริงได้ ด้วยการเปลี่ยนการโพสต์ท่าถ่ายรูป ที่จะทำให้แต่ละคนมีบุคลิก หรือภาพที่ปรากฏแตกต่างออกไป โดยเฉพาะการอวดรูปบนอินสตาแกรม

 

จุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้ เกิดจากที่ซาร่า เริ่มโพสต์ภาพของความคืบหน้าของเธอหลังการออกกำลังกายมาตั้งแต่ ปี 2558 โดยในการถ่ายรูปตอนนั้นเธอเพียงแค่เกร็งกล้ามเนื้อ เพื่อให้เกิดมุมที่ดีที่สุดในการถ่ายภาพแต่ละครั้ง แต่หลังจากนั้นได้เปลี่ยนการโพสต์รูปใหม่หลังจากเห็นว่าบรรดาอินฟลูเอนเซอร์ด้านการออกกำลังกายคนอื่นล้วนแล้วแต่โพสต์ภาพที่มีร่างกายดูดีทั้งสิ้น  ทำให้ตัวเธอเองรู้สึกไม่มั่นใจในรูปร่างของตัวเองเมื่อเปรียบเทียบกับพวกเขาเหล่านั้นที่มักจะสวยงามอยู่เสมอ

 

“ฉันคิดว่าหลายคนที่ได้ดูรูปภาพสวยๆ ที่ฉันพยายามสื่อออกไป ก็อาจจะรู้สึกเช่นเดียวกับฉันก็ได้” ซาร่าบอก เพราะในตอนที่โพสต์รูปสวยๆ เธอต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อหามุมที่ดีที่สุดและมุมที่สวยที่สุดอยู่นาน ทั้งที่จริงๆ แล้วร่างกายที่แท้จริงของเธอก็ไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่โพสต์ตลอดเวลา ดังนั้นจึงคิดที่จะแบ่งปันความคิดของตัวเองในเรื่องของความเป็นจริงที่ว่า ส่วนใหญ่แล้วรูปร่างของเธอก็ไม่ได้สวยงามเหมือนในรูปภาพสักหน่อย จากนั้นจึงเริ่มที่จะโพสต์รูปเปรียบเทียบระหว่างภาพที่ใช้มุมในการโพสต์ถ่ายภาพระหว่างมุมที่ดี และมุมปกติที่อาจจะทำให้ดูไม่สวย  ซึ่งทุกคนล้วนมีมุม หรือท่าโพสต์ท่าส่วนตัวของตัวเองที่ในการถ่ายรูปที่จะทำให้ตัวเองดูดีในรูปถ่ายอยู่แล้ว

 

ซาร่าบอกว่า ก่อนหน้านี้เธอมักรู้สึกไม่ดีเมื่อเห็นร่างกายคนอื่นที่สวยงามได้รูป จนทำให้รู้สึกเปรียบเทียบ และตั้งคำถามว่าเป็นเพราะเธอออกกำลังกายน้อยเกินไปหรือเปล่า จริงๆ แล้วส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหานี้กับคนที่มักนำไปเปรียบเทียบกับตัวเอง คือสังคมมักจะยกย่องความสวยงามกับร่างกายประเภทหนึ่งเท่านั้น  ทำให้คุ้นเคยกับการดูภาพที่ถูกชื่นชมว่า “ร่างกายที่สมบูรณ์แบบ” บนโซเชียลมีเดียจนทำให้เกิดความอยากเป็นเหมือนในภาพบ้าง จนลืมสิ่งที่เรียบง่าย และปกติของมนุษย์ทั่วไปต้องเป็น เช่น ท้องอืด หรือ มีหน้าท้องหนา อยู่บ้างอยู่แล้ว

 

แต่เมื่อสื่อสังคมออนไลน์กำลังกลายเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงในปัจจุบัน มันก็ย่อมจะเป็นเรื่องยากที่ผู้คนที่เสพสื่อพวกนี้จะไม่เปรียบเทียบตัวเรากับภาพถ่ายที่เห็นในโซเชียลมีเดียอยู่แล้ว  จนนำไปสู่การใช้เครื่องมือแอพลิเคชั่นตกแต่งภาพจนทำให้ดูไม่สมจริง

 

ดังนั้นสิ่งที่ซาร่าพยายามทำและโพสต์รูปลงบนอินสตาแกรมของเธอ คือการใช้มุมกล้อง แสง หรือการโพสต์แทนการใช้เทคโนโลยีพิเศษ และนั่นทำให้โพสต์ของเธอกลายเป็นที่สนใจและได้รับความนิยม เพราะสะท้อนให้เห็นความเป็นธรรมชาติ และการแก้ไขด้วยสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ได้เริ่มทำให้ผู้ที่ติดตามของเธอมีความมั่นใจในรูปร่างของตัวเอง และยอมรับความเป็นจริงของร่างกายมนุษย์ตามธรรมชาติทั่วไป

 

“ฉันคิดว่ามันช่วยให้เราตระหนักว่าความสมบูรณ์แบบที่เรากำลังไล่ล่านั้นไม่มีอยู่จริงและเราควรเรียนรู้ที่จะเริ่มเห็นคุณค่าของตัวเองว่าเราเป็นอย่างไร ดังนั้นเราไม่ควรรู้สึกว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง และรักตัวเองในสิ่งที่เป็น แต่ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพของตัวเองด้วย” ซาร่ากล่าวในตอนท้าย

 


-ทำให้คนซึมเศร้า_web.jpg

kinyupen_adminDecember 20, 2018

งานวิจัยเผยการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต ทำให้คนเกิดภาวะความซึมเศร้า

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากวารสาร Journal of Social and Clinical Psychology ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2561 ได้เผยแพร่งานวิจัยของทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ อย่างเฟซบุ๊ก , อินสตาแกรม และ สแนปแชต โดยศึกษาเกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดียดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของมนุษย์หรือไม่ อย่างไร

การวิจัยในครั้งนี้ มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 143 คน ผ่านการตอบเเบบสำรวจทางอารมณ์เเละส่งภาพถ่ายหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่แสดงระยะเวลาของการใช้งานโทรศัพท์มือถือเพื่อเปิดใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ โดยการวิจัยได้แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกสามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้ตามปกติโดยไม่ต้องปรับพฤติกรรม ส่วนอีกหนึ่งกลุ่มควบคุมใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้เพียงวันละ 10 นาทีต่อสื่อเเต่ละอย่าง การควบคุมระยะเวลาในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์นี้นานเป็นเวลา 3 สัปดาห์ติดต่อกัน และผู้เข้าร่วมการศึกษากลุ่มควบคุมได้รับการทดสอบผลการวิจัย โดยวัดดูความรู้สึกต่าง ๆ อาทิ ความกลัวว่าจะพลาดอะไรไป หรือ FOMO ความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และความเหงา ซึ่งผลการวิจัยนี้ชี้ถึงความเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนระหว่างการใช้สื่อสังคมออนไลน์เเละการเพิ่มขึ้นของระดับความซึมเศร้า และความเหงา

จากผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีการใช้สื่อโซเชียลมีเดียน้อยกว่าปกติที่เคยใช้ ทำให้ความซึมเศร้าเเละความเหงาลดลงอย่างชัดเจน ส่งผลดีต่อจิตใจจากการใช้สื่อโซเชียลมีเดียน้อยลง เห็นได้ชัดเจนมากในคนที่ซึมเศร้ามากกว่าคนอื่นตอนที่เริ่มต้นการวิจัย ทำให้เกิดคำถามว่า อะไรทำให้สื่อโซเชียลมีเดียส่งผลให้ผู้ใช้เกิดภาวะความซึมเศร้าขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจัยหลัก 2 อย่างด้วยกัน คือ (1.) สื่อสังคมออนไลน์สร้างความรู้สึกเปรียบเทียบกับตนเองในทางลบ เช่น คนรู้สึกว่าเมื่อดูรูปภาพเเละอ่านโพสต์ของคนอื่นเเล้ว คนอื่นน่าสนใจกว่าตนเอง ทำให้ตนรู้สึกว่าไม่มีโอกาสเเบบนั้น ทำให้เกิดความน้อยใจในชีวิต และ (2.) การใช้เวลาไปโดยเสียเปล่า เพราะทุกนาทีที่ใช้ไปกับสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้ผู้ใช้ไม่ได้ทำงานอย่างที่ควรทำ หรือพลาดโอกาสในการไปทำกิจกรรมสังสรรค์ต่าง ๆ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นความรู้สึกดีต่อตนเองและรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตทีมงานเตรียมเริ่มต้นการศึกษาวิจัย ที่วัดดูผลกระทบทางจิตใจจากการใช้แอพลิเคชั่นต่าง ๆ ที่ใช้ในการหาคู่อีกด้วย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


-ผุดฟีเจอร์ใหม่-ส่งข้อความเสียงทาง-Direct-Message_web.jpg

kinyupen_adminDecember 12, 2018

“อินสตาแกรม” เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ส่งข้อความเสียงโดยสามารถบันทึกเสียงตัวเองส่งทาง Direct Message ได้แล้ว ทั้งในระบบ iOS และ Android

เมื่อสังคมออนไลน์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก , ทวิตเตอร์ , อินตาแกรม ฯลฯ ก็ต่างงัดฟีเจอร์เด็ด ๆ เพิ่มลูกเล่นให้กับแอปพลิเคชั่นนั้น ๆ เพื่อเอาใจผู้ใช้งานในยุค 4.0 ล่าสุด “อินสตาแกรม” ก็เพิ่งเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ด้วยการส่งข้อความเสียงผ่าน Direct Message ได้แล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ “อินสตาแกรม” เครือข่ายสังคมยอดฮิต ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ walkie-talkie ในการส่งข้อความเสียงทาง Direct Message สามารถส่งได้ทั้งแบบตัวต่อตัวหรือแบบกลุ่ม ทั้งนี้ ผู้ใช้ทุกคนจะต้องอัพเดตแอปพลิเคชันอินสตาแกรมให้เป็นเวอร์ชันใหม่ก่อน จึงจะสามารถใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวได้

 

วิธีใช้งานก็ไม่ยาก เพียงแค่ใช้นิ้วแตะไปที่ปุ่ม Direct Message จากนั้นเลือกเพื่อนผู้ใช้งาน แล้วแตะที่ปุ่มรูปไมโครโฟนค้างไว้เพื่อบันทึกเสียง ซึ่งสามารถบันทึกได้นานสุด 1 นาที เมื่อปล่อยมือออกมาจะเป็นการส่งไฟล์เสียงดังกล่าวไปยังคู่สนทนาทันที หรือหากต้องการลบเสียงที่บันทึกไว้โดยไม่ต้องการส่ง ก็กดไปที่รูปถังขยะ อย่างไรก็ตาม สามารถใช้งานได้แล้ววันนี้ทั้งในระบบ iOS และ Android

ทั้งนี้ ฟีเจอร์ดังกล่าวของอินสตาแกรมถือเป็นอีกหนึ่งลูกเล่นที่ทำให้การใช้งาน Instagram Direct สะดวกและมีสีสันมากขึ้น ซึ่งตลอดปี 2018 อินสตาแกรมได้เพิ่มฟีเจอร์มาให้ผู้ใช้ได้เล่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ฟีเจอร์วิดีโอแชตที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และเมื่อเดือนที่แล้ว (พฤศจิกายน 2018) ได้มีการเปิดตัวฟีเจอร์แชร์สตอรีเฉพาะเพื่อนสนิทเท่านั้น

การเพิ่มฟีเจอร์ของอินสตาแกรมนั้นในอนาคต อินสตาแกรมจะมีฟีเจอร์อะไรเด็ด ๆ มาให้ผู้ใช้ได้ใช้งานบ้าง และฟีเจอร์ที่ผุดขึ้นมาใหม่นั้นจะสามารถรักษาเสน่ห์ของอินสตาแกรม ในฐานะแอปพลิเคชั่นแชร์รูปภาพไว้ได้หรือไม่ ที่สำคัญจะแย่งชิงผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียอื่น ๆ อย่าง เฟซบุ๊ก , ทวิตเตอร์ หรือไม่ คงต้องดูกันต่อไปว่าเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ รวมไปถึงโซเชียลมีเดียอื่น ๆ จะงัดฟีเจอร์อะไรเด็ด ๆ มาอีกหรือไม่ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ ภาพประกอบจาก ทวิตเตอร์ @instagram