-เพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากช่วงใกล้สิ้นเดือน_web.jpg

kinyupen_adminNovember 29, 2018

ในช่วงใกล้สิ้นเดือน หลาย ๆ คนคงจะปวดหัวกับวิธีการบริหารจัดการเงินในกระเป๋าของเราให้ประหยัดที่สุด “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” หนึ่งในอาหารประทังชีวิตของมนุษย์เงินเดือน เพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากช่วงใกล้สิ้นเดือน ที่ราคาไม่แพง แค่เติมน้ำร้อนก็สามารถรับประทานได้เลย

“ใกล้สิ้นเดือน เหมือนสิ้นใจ” มนุษย์เงินเดือนทุก ๆ คนคงจะชินกับสิ่ง ๆ นี้ไปแล้ว ซึ่งมันทรมานมาก ๆ เพราะกว่าจะถึงวันเงินเดือนออก เราก็ต้องบริหารจัดการเงินในกระเป๋าของเราให้ประหยัดที่สุด ให้มีเงินประทังชีวิตให้ได้จนถึงวันเงินเดือนออก หลายคนเงินเดือนมีมากก็ยังไม่เพียงพอกับการดำรงชีวิตในแต่ละเดือนเลย เดินทางออกมาทำงานแต่ละครั้ง แน่นอนว่าต้องมีค่าใช้จ่ายอย่างแน่นอน ทั้งค่าเดินทาง , ค่าอาหารกลางวัน , ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ไหนจะภาระค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค ทั้งค่าน้ำ , ค่าไฟ , ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ รวมถึงหนี้สิน ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก ก็คงไม่แปลกใจที่ว่าทำไมเงินเดือนออกปุ๊ป ถึงหมดปั๊บ

การดำรงชีวิตของมนุษย์ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ “อาหาร” เพราะอาหารคือเครื่องประทังชีวิตของมนุษย์ มนุษย์เราต้องรับประทานอาหารให้ได้ 3 มื้อต่อวัน ในชีวิตจริงการซื้ออาหารรับประทานตามร้านอาหารตามสั่ง ต้องเตรียมเงินขั้นต่ำไปอย่างน้อย 50 บาท ยิ่งถ้าไปร้านอาหารหรู ๆ แพง ๆ หน่อย ราคาก็จะสูงขึ้นอีกเท่าตัวเลยก็ว่าได้ ถามว่าอาหารราคาที่ถูกที่สุดมีหรือไม่ บอกเลยว่ามี เมื่อพูดถึงอาหารที่ราคาไม่แพง มนุษย์เงินเดือนทุกคนคงจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” นั่นเอง ราคาไม่แพง ตกเฉลี่ยห่อละ 6 บาท เท่านั้นเอง

จะว่าไปแล้ว บาท 6 บาท กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก็ถือเป็นการลงทุนไม่มาก ไม่แพงด้วย แค่มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซอง กับน้ำร้อน ก็สามารถอิ่มได้ ลองเปรียบดูว่า อาหาร 1 มื้อ มูลค่า 50 บาท 3 มื้อมูลค่า 150 บาท ถ้าหากเอา 150 บาท ไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรับประทาน จะได้ประมาณ 30 ห่อ สามารถรับประทานได้ 10 วันเลยทีเดียว แต่ในทางกลับกัน การรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบ่อย ๆ เป็นประจำ ไม่ใช่ข้อดีสักเท่าไหร่ หนำซ้ำเป็นอันตรายต่อร่างกายเราด้วย เพราะในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีโซเดียมที่มีอยู่ในซองเครื่องปรุงรส นอกจากนี้ยังมีคาร์บอน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เนื่องจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีการใส่สี ใส่สารที่ทำให้กรอบ และผงชูรสในปริมาณมาก รวมทั้งถูกนำไปทอดในน้ำมันซ้ำๆ หลายครั้ง อีกทั้งยังมีแคลเลอรี่สูง ซึ่งหากรับประทานบ่อย ๆ ก็อาจทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ,ความดันโลหิตสูงด้วย

และทราบไหมว่า ต้นกำเนิดของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เกิดขึ้นจากประเทศญี่ปุ่น โดย “โมโมฟุกุ อันโด” ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทนิชชิน ที่มีไอเดียริเริ่มการทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ภายหลังจากธุรกิจการเงินของเขาเกิดภาวะล้มละลายในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเกิดภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก และได้รับบริจาคแป้งสาลีจากสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก “โมโมฟุกุ อันโด” จึงนำแป้งสาลีที่ได้รับบริจาคมาแปรรูปทำเป็นเส้นบะหมี่แห้ง ๆ ซึ่งผ่านการแช่ในน้ำซุปและทอดด้วยน้ำมันร้อน ๆ จัด ก่อนนำไปตากให้แห้งเพื่อที่จะได้เก็บไว้นาน ๆ โดยเมื่อเติมน้ำร้อนเข้าไปในบะหมี่ก็สามารถนำมารับประทานได้ทันที

ทฤษฏีลำดับขั้นความความต้องการ โดยนักวิชาการ มาส์โลว์ ระบุว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาโดยธรรมชาติแล้วมีความพร้อมที่จะทำสิ่งที่ดี หากได้รับความต้องการตามลำดับ ซึ่งแสดงไว้ในรูปของฐานพีระมิด โดยความต้องการลำดับแรกจะมีมากที่สุดเป็นความต้องการพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนขาดไม่ได้ ไปจนถึงความต้องการสูงสุดในบันไดขั้นที่ 5 โดยความต้องการของมนุษย์ที่สำคัญมากที่สุด ที่ใกล้เคียงกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ คือ ความต้องการด้านร่างกายหรือด้านกายภาพ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตของมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ได้แก่ ความต้องการอาหาร น้ำ อากาศ เสื้อผ้า ฯลฯ ความต้องการดังกล่าวเกิดขึ้นทุกเพศทุกวัย มนุษย์ทุกคนมีความต้องการทางสรีระอยู่เสมอจะขาดไม่ได้ ถ้าอยู่ในสภาพที่ขาดร่างกายจะกระตุ้นให้บุคคลทำกิจกรรมขวนขวาย เพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้

ดังนั้น “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” ถือเป็นอีกหนึ่งเมนูอาหารที่ช่วยเยียวยาและประทังชีวิตของมนุษย์ในช่วงที่กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต 7 วันอันตราย เพื่อให้มีชีวิตผ่านพ้นไปจนถึงวันสิ้นเดือน วันเงินเดือนออกจนได้ในที่สุด บะหมี่กึ่งสําเร็จรูปถือเป็นอาหารที่นับว่าสามารถรับประทานได้ ไม่ได้เลยร้ายมากมาย แต่ต้องรู้วิธีที่จะกินอยู่เป็น ด้วยการรู้จักปรุงให้ถูกวิธี และไม่ควรรับประทานบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปติดต่อกันเป็นประจํานาน ๆ ซึ่งถือว่าเป็นการรับประทานอาหารที่ซ้ำซาก ดังนั้น ควรรับประทานสลับกับอาหารประเภทอื่น ๆ โดยเฉพาะข้าวเป็นอาหารหลัก เพราะการรับประทานอาหารที่ผ่านขบวนการผลิตซ้ำซาก จะทําให้เกิดความเสี่ยงต่อการสะสมสารพิษบางชนิดในร่างกาย และทําให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน หรือได้รับอย่างใดอย่างหนึ่งมากจนเกินไป บะหมี่กึ่งสําเร็จรูปรับประทานได้ แต่ต้องใส่ใจ รับประทานให้ถูก ปรุงให้สุก เติมเนื้อสัตว์และผักทุกครั้ง เพื่อโภชนาการของร่างกาย และเราเองก็สามารถประทังชีวิตได้ไปถึงวันสิ้นเดือนอย่างมีคุณภาพต่อไป

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต


-10000-บาท-อยู่อย่างไรให้ได้ทั้งเดือน.jpg

kinyupen_adminOctober 26, 2018

เงิน 10,000 บาท คุณคิดว่าจะดำรงชีวิตใน 1 เดือน ได้หรือไม่? แล้วจะใช้ชีวิตอย่างไรดีให้กินอยู่ให้ได้ภายใน 1 เดือน วันนี้ กินอยู่เป็น พามาดูวิธีใช้จ่ายเงิน 10,000บาท อย่างไรให้เหลือเก็บ

“เงินทองนั้นหายาก” กว่าจะได้เงินมาในแต่ละเดือนนั้น บอกเลยว่าเลือดตาแทบกระเด็น ต้องอดต้องทนสารพัด แต่ถ้าพูดถึงมนุษย์เงินเดือนแล้ว จบปริญญาตรีมาส่วนใหญ่ก็จะสตาร์ทอยู่ 15,000 บาท/เดือน อันนี้ยังพอประทังชีวิตได้อยู่ (ถ้าไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย) แต่ถ้าสมมุติว่าเป็นคนวัยนิสิต นักศึกษา หรือมนุษย์เงินเดือนที่มีวุฒิ ม.6 ล่ะ กรณีที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยหรือขอเงินจากพ่อแม่ ตกเดือนละประมาณ 10,000 บาท หลายคนคงบอกว่าหมื่นเดียวใช้ชีวิต 1 เดือน จะพอเหรอ? แล้วถ้าบอกว่าจริงๆ แล้ว มันพอล่ะ จะเชื่อไหม? ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ มาดูกันเลยดีกว่าว่า 10,000 บาท จะใช้ชีวิตอย่างไรให้ได้ 1 เดือน เริ่มต้นจากการลิสล์รายจ่ายประจำเดือนออกมาว่า เดือนนี้มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง แบ่งสัดส่วนให้ชัดเจน ตามนี้เลย

1. ค่าเช่าห้องพัก : กรณีที่เดินทางมาทำงานหรือศึกษาต่อนอกภูมิลำเนา ค่าใช้สำคัญอันดับต้นๆ เลยคือ ค่าที่พัก เช่าห้องพักในแต่ละเดือนมีค่าเช่าตกเฉลี่ย 3,000-5,000 บาท นี่แค่ค่าเช่าเฉยๆ นะ ฉะนั้นหาที่พักดีๆ บางทีไม่จำเป็นต้องเอาหรูหรา หรือถึงขั้นอัพเกรทเป็นคอนโด เพราะค่าใช้จ่ายจะบานปลายขึ้น หรือหากบางคนโชคดี มีที่พักอาศัยคือบ้านของครอบครัวหรืออาศัยบ้านญาติอยู่นั้น ก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะเลย

2. ค่าน้ำ-ไฟ สาธารณูปโภค : สำหรับคนที่เช่าห้องพักรายเดือน ค่าน้ำ-ค่าไฟ-ค่าโทรศัพท์ เป็นปัจจัยสำคัญรองลงมาจากค่าเช่าห้องพัก ถ้าใช้ไฟเยอะ ใช้น้ำเยอะ ก็ต้องจ่ายเยอะเหมือนกัน ตกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,500-3,000 บาท หากคนที่ไม่ค่อยได้ใช้ไฟฟ้าหรือน้ำ ราคาก็จะถูกลงมา ขณะเดียวกัน บางคนที่พักอาศัยที่บ้านพักครอบครัวหรือบ้านญาตินั้น ก็ตกลงกันเอาเอง ถ้าไม่ต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟก็ช่วยประหยัดไปได้พอสมควร

3. ค่าอาหาร : 1 เดือนมี 30-31 วัน เรื่องกินก็เป็นเรื่องสำคัญ สำหรับคนที่เช่าห้องพักแล้วนั้น ลองคำนวนดูว่าสำหรับค่าอาหารแล้วนั้นจะใช้จ่ายวันละกี่บาท ปกติแล้วจะอยู่ที่ 100 บาท/วันสำหรับเมนูอาหารปกติ ถ้า 1 เดือนก็จะอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท แต่ถ้าเลือกกินอาหารหรูจากในห้างแล้วล่ะก็ตกวันละประมาณ 200-500 บาท แต่ก็อาจจะไม่ได้รับประทานหรูหราบ่อยทุกวัน ยังไงซะก็บริหารเงินในส่วนนี้ดีๆ ขณะเดียวกัน คนที่อาศัยอยู่กับครอบครัวหรือญาติ ก็ตกลงกันเอาเอง บางบ้านพ่อแม่หรือญาติก็จะทำอาหารอยู่แล้วในทุกๆ วัน เราก็อาจจะไม่ต้องใช้จ่ายเงินส่วนนี้มากนัก

4. ค่าเดินทาง : การเดินทางไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยหรือไปทำงานนั้น ไม่ว่าจะเดินทางด้วยวิธีการใด ก็มีค่าใช้จ่ายให้ลำบากใจ ทั้งรถสาธารณะหรือรถส่วนบุคคล กรณีรถสาธารณะ หากเราเลือกนั่งเป็นรถเมล์ ก็มีค่าใช้ตกวันละประมาณ 30-50 บาท/วัน 1 เดือนก็อยู่ที่ประมาณ 1,000-1,200 บาท ขณะเดียวกัน บางคนอาศัยอยู่กับครอบครัวหรือญาติ ถ้าหากติดรถของพ่อแม่หรือญาติไปรับหรือส่ง ก็ช่วยประหยัดค่าเดินทาไปได้เยอะเลย

5. เงินออม : คนเราต้องรู้จักการออมเงิน เพื่อให้มีเงินใช้ในยามจำเป็น กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน เป็นต้น ฉะนั้นใน 1 เดือน คุณจะออมเงินสักกี่บาท อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้ว ถ้ารายจ่ายเยอะก็วันละ 10 บาท หยอดกระปุกทุกวัน ครบ 1 เดือน ได้ 300 บาท ครบ 1 ปี 3,600 บาท แต่ถ้ารายจ่ายอยู่ในระดับพอดี ก็ออมสัก 20-50 บาท/วัน 1 เดือนก็จะได้เงินอยู่ที่ 600-1,500 บาท ครบ 1 ปี 6,000-18,000 บาท หรือถ้าอยากลองสูตรการออมเงินด้วยวิธีอื่นๆ ก็ลองใช้สูตรนี้ได้ เปิดสูตรการออมเงินของมนุษย์เงินเดือน “ออมอย่างไร ให้มีเงินใช้ในยามแก่”
ขณะเดียวกัน คนที่พักอาศัยกับครอบครัวหรือบ้านญาติ ถือว่าค่อนข้างได้้ปรียบเพราะไม่ต้องจ่ายค่าที่พัก ค่าน้ำค่าไฟ รายจ่ายสำคัญๆ อาจจะมีรายจ่ายแค่ค่าอาหารนอกสถานที่ ปาร์ตี้สังสรรค์ เป็นต้น ฉะนั้น ก็ควรเก็บเงินออมเอาไว้ ถ้าเก็บได้เดือนละ 2,000-3,000 บาท ก็จะดีเลย ครบ 1 ปี มีเงินมากถึง 24,000-36,000 บาทเลยทีเดียว

6. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ : ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็คือค่าใช้จ่ายที่คิดว่าจะฟุ่มเฟือย อยากได้ของอันนั้น อันนี้ สำหรับรายจ่ายอย่างเราก็ถ้าพอมีเงินเหลืออยู่นิดนึงก็แบ่งมาสัก 500-1,000 บาท ซื้อของที่อยากได้ เช่น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย รองเท้า เป็นต้น หรืออาจะไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด ก็มีค่าใช้จ่ายอยู่ประมาณ 500-1,000 บาท แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องบริหารจัดการเงินของคุณให้ดี เพราะไม่ฉะนั้นคุณก็จะไม่มีเงินพอใช้ทั้งเดือนแน่นอน ถ้าอยากได้ของใหญ่ๆ เช่น สมาร์ทโฟนสักเครื่อง ก็ต้องเก็บหอมรอมริบ หรือหางานพิเศษทำ เพื่อหารายได้เสริม

ทั้งนี้ จะบอกว่า 10,000 บาท กับการใช้ชีวิต 1 เดือนนั้น ถ้ารู้จักบริหารจัดการเงินเป็น ยังไงก็ตามก็สามารถใช้จ่ายได้เพียงพอตลอด 1 เดือนแน่นอน และถ้าวางแผนดีๆ หน่อย คุณอาจจะมีเงินเหลืออีกด้วย ทั้งหมดทั้งมวลนี้ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองว่าจะบริหารจัดการเงินได้ดีมากน้อยแค่ไหน ถ้ารายได้ไม่พอรายจ่ายก็หางานพาร์ทไทม์ทำเพิ่มเพื่อหารายได้พิเศษ รับรองว่า 1 เดือนคุณจะใช้ชีวิตอยู่รอดอย่างแน่นอน เพียงแค่คุณ “ไม่ฟุ่มเฟือย” หรือ “สิ้นเปลือง” แค่นั้นเอง…นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต