-ขึ้นอันดับ-17-สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก_web.jpg

kinyupen_adminSeptember 25, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของเว็บไซต์ด้านการท่องเที่ยวชื่อดัง tripadvisor จัดให้มีการโหวตสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในปี 2561 โดย “วัดโพธิ์” ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลกอยู่ที่อันดับที่ 17 จากการโหวตของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

ต้องบอกว่าสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในประเทศไทยมีเยอะแยะไปหมด ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด จะเห็นได้ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจำนนวนมากเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยอยู่เรื่อยๆ ล่าสุด มีข่าวดีให้คนไทยได้ภาคภูมิใจกันอีกครั้ง เมื่อ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร” หรือ “วัดโพธิ์” ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก

โดยเว็บไซต์ tripadvisor เว็บไซต์ด้านการท่องเที่ยวชื่อดัง ได้จัดให้มีการโหวตสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ในปี 2561 ซึ่งผลโหวตของนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้โหวตให้ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร” หรือ “วัดโพธิ์” เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก โดยปีนี้ขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 17 และเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย แซงหน้ากำแพงเมืองจีน หลังจากปีที่แล้ว “วัดโพธิ์” อยู่ในอันดับที่ 24

 

 

 

ทั้งนี้ ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศเดินทางเข้ามาเที่ยวชม “วัดโพธิ์” กันเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน, เกาหลีใต้, อังกฤษ, อเมริกา, อินเดีย เป็นต้น วันละประมาณ 10,000 คน และในช่วงไฮซีซั่นจะมีจำนวนสูงถึง 15,000 คน เลยทีเดียว

สำหรับ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร” หรือ “วัดโพธิ์” เป็นวัดสำคัญที่อยู่คู่กรุงรัตนโกสินทร์ เป็นวัดประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 นอกจากศาสนสถานสำคัญต่างๆ ภายในวัดแล้ว ยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนจารึกวัดโพธิ์เป็นมรดกความทรงจำโลกของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เมื่อเดือนมีนาคม 2551 อีกด้วย

 

สำหรับ 25 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก ได้แก่
อันดับที่ 1   Angkor Wat กัมพูชา
อันดับที่ 2   Plaza de Espana สเปน
อันดับที่ 3   Sheikh Zayed Grand Mosque Center สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
อันดับที่ 4   St. Peter’s Basilica อิตาลี
อันดับที่ 5   Mezquita Cathedral de Cordoba สเปน
อันดับที่ 6   Taj Mahal อินเดีย
อันดับที่ 7   Duomo di Milano อิตาลี
อันดับที่ 8   Alcatraz Island สหรัฐอเมริกา
อันดับที่ 9   Golden Gate Bridge สหรัฐอเมริกา
อันดับที่ 10   Parliament ฮังการี
อันดับที่ 11   Old Town Square สาธารณรัฐเช็ก
อันดับที่ 12   Notre Dame Cathedral ฝรั่งเศส
อันดับที่ 13   Corcovado Christ the Redeemer บราซิล
อันดับที่ 14   Eiffel Tower ฝรั่งเศส
อันดับที่ 15   Tower of London สหราชอาณาจักร
อันดับที่ 16   Acropolis กรีซ
อันดับที่ 17   Temple of the Reclining Buddha (Wat Pho) ไทย
อันดับที่ 18   Mutianyu Great Wall สาธารณรัฐประชาชนจีน
อันดับที่ 19   Burj Khalifa สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
อันดับที่ 20   Sydney Opera House ออสเตรเลีย
อันดับที่ 21   Santuario Historico de Machu Picchu เปรู
อันดับที 22   El Ateneo Grand Splendid อาร์เจนตินา
อันดับที่ 23   Notre-Dame Basilica ควิเบก
อันดับที่ 24   Fushimi Inari-taisha Shrine ญี่ปุ่น
และ อันดับที่ 25   Shwedagon Pagoda เมียนมา

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : เว็บไซต์ www.tripadvisor.com


-จีนเปิดตัว-โรงแรมน้ำตก-ไหลจากตึกระฟ้าใจกลางเมือง-สูงถึง-108-เมตร_website_pic.jpg

kinyupen_adminAugust 21, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของอาคารแห่งหนึ่งภายในเมืองกุ้ยหยางของประเทศจีน เปิดตัว “โรงแรมน้ำตก” น้ำตกเทียมที่มีขนาดสูงถึง 108 เมตร สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับชาวจีนและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

สำนักข่าวของประเทศจีน รายงานว่า โรงแรมตึกเลี่ยเปี้ยน ซึ่งตั้งอยู่เมืองกุ้ยหยาง ของมณฑลกุ้ยโจว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน เปิดตัวน้ำตกเทียมที่มีขนาดสูงถึง 108 เมตร โดยอาคารดังกล่าวถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ ซึ่งบริเวณด้านล่างของอาคารมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และเครื่องสูบน้ำจำนวน 4 เครื่องที่สูบน้ำไปยังปากปล่องด้านบน ซึ่งการเปิดตัวในครั้งนี้ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับชาวจีนและนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวเมืองกุ้ยหยางเป็นจำนวนมาก หลายคนเรียกโรงแรมแห่งนี้ว่า “โรงแรมน้ำตก”

สำหรับตึกแห่งนี้จะทำการเปิดน้ำตกเฉพาะเนื่องในโอกาสสำคัญ โดยเปิดเพียง 10-20 นาทีเท่านั้น เนื่องจากการเปิดน้ำตกเป็นเวลานาน 1 ชั่วโมง ทางตึกจะต้องเสียค่าไฟสูงถึง 800 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 4,000 บาท และนี่ก็ถือได้ว่าเป็นจุดท่องเที่ยวและเป็นแลนด์มาร์ตแห่งใหม่ของประเทศจีนเลยก็ว่าได้ นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

ขอขอบคุณภาพจาก : สำนักข่าว new.qq.com


_web.jpg

kinyupen_adminAugust 21, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของทางการนิวซีแลนด์ประกาศงดใช้ “ถุงพลาสติก” เพื่อลดปัญหามลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของนิวซีแลนด์

รู้หรือไม่ว่า การใช้ถุงพลาสติกส่งผลต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง หลายประเทศจึงมีการจัดกิจกรรมรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติก และแนะนำให้ใช้ถุงผ้าแทน เพื่อลดการเกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมขึ้น เพราะขยะที่ทำมาจากพลาสติก โดยเฉพาะถุงพลาสติกต้องใช้ระยะเวลานานกว่า 5 ศตวรรษ จึงจะย่อยสลายได้ ด้วยเหตุนี้เอง ล่าสุดที่ประเทศนิวซีแลนด์เล็งเห็นความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม จึงเตรียมที่จะประกาศยกเลิกการใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวในการจับจ่ายซื้อของ

โดย “เจซินดา อาร์เดิร์น” นายกรัฐมนตรีของนิวซีแลนด์ กล่าวว่า ถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของนิวซีแลนด์ในการลดปัญหามลพิษจากการใช้พลาสติก เนื่องจากก่อนหน้านี้ประชาชนของนิวซีแลนด์ใช้ถุงพลาสติกจำนวนสูงถึงหลายร้อยล้านใบต่อปี ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก ซึ่งกฏดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในปีหน้า (ส.ค.2562) ทั้งนี้ เพื่อลดปัญหามลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของนิวซีแลนด์ ในฐานะประเทศที่ให้ความสำคัญต่อเรื่องของสิ่งแวดล้อม

ภายใน 6 เดือนหลังจากนี้ ร้านค้าภายในนิวซีแลนด์จะต้องยกเลิกการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งหากพบว่าร้านค้าใดมีการฝ่าฝืนกฎดังกล่าว จะถูกปรับเป็นเงิน 100,000 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 2,200,000 บาท

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าหลายประเทศต่างได้มีการรณรงค์และให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว ซึ่งปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมจะลดลงได้ เริ่มต้นที่ตัวของเราเอง และถ้าทุกๆ คนร่วมมือร่วมใจกันช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกและลดพฤติกรรมการทำลายสิ่งแวดล้อม ก็เชื่อว่าโลกของเราจะน่าอยู่ยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

ขอขอบคุณเนื้อหาและภาพประกอบจาก : เว็บไซต์ www.nzherald.co.nz


-อร่อยแซงหน้าพิซซ่า-ขึ้นเบอร์หนึ่งโลก_website.jpg

adminMay 14, 2018
“มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา”

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาไปรู้จักกับ “แกงมัสมั่น” คนไทยหลายคนคงคุ้นชินกับหนึ่งบทสำคัญของกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่ทำให้เราเห็นภาพว่าแกงมัสมั่นน่าลิ้มรสเพียงใด และวันนี้ทราบไหมว่า “มัสมั่นไทย” ดังไกลจนติดอันดับอาหารอร่อยที่สุดในโลกแล้ว!

เมื่อเร็วๆ นี้ CNN Travel เว็บไซต์ท่องเที่ยวชื่อดังในเครือ CNN ได้จัดอันดับ 50 สุดยอดอาหารอร่อยทั่วโลก ซึ่งมีอาหารไทยได้รับการคัดเลือก 3 รายการ คือ แกงมัสมั่น ต้มยำกุ้ง และส้มตำ โดย “มัสมั่น” ของไทย ซึ่งมีรสชาติกลมกล่อมจากความเผ็ดร้อนของเครื่องเทศ ผสานความหวานมันของกะทิ ถูก CNN Travel ยกเป็น “อาหารรสชาติดีที่สุดในโลก” แซงหน้าพิซซ่านโปเลียนจากอิตาลี ขณะที่ “ต้มยำกุ้ง” เมนูขึ้นชื่ออยู่ในอันดับที่ 8 ขณะที่ส้มตำอยู่ลำดับ 46

ทั้งนี้ การจัด 50 อันดับอาหารที่ดีที่สุด มีอาหารอาเซียนติดอันดับถึง 11 รายการ อาทิ เฝอ และ ปอเปี๊ยะกุ้งสดจากเวียดนาม ข้าวมันไก่ และปูผัดผงกะหรี่จากสิงคโปร์ ขณะที่ “ปีนัง อัสสัม ลักซา” ของมาเลเซีย อยู่ลำดับที่ 7 แซงหน้าต้มยำกุ้งของไทย

แกงมัสมั่น หรือ ซาละหมั่น ได้รับอิทธิพลจากอาหารมลายู สันนิษฐานว่าถูกนำเข้ามาแพร่หลายตั้งแต่สมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์จากต้นเครื่องชาวอินเดีย โดยอ้างจากบันทึกคณะทูตชาวเปอร์เซียว่าแกงมัสมั่นถือเป็นแกงถ้วยเอกของตระกูลบุนนาค ด้วยสืบเชื้อสายมาจากเฉกอะหมัดเป็นพ่อครัวชาวเปอร์เซียผู้รับราชการในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ต่อมาก็ถูกนำมาดัดแปลงให้มีรสชาติแบบไทยให้มีรสหวานนำเค็มและอมเปรี้ยวๆ ต่างจากตำรับมุสลิมที่เน้นรสเค็มมัน โดยมีส่วนผสมหลัก ได้แก่ พริกแห้ง ข่า ตะไคร้ หอม กระเทียม ลูกผักชี ยี่หร่า ดอกจันทน์ กานพลู ปรุงรส  ปัจจุบันถูกดัดแปลงด้วยเนื้อสัตว์หลายเมนูมากขึ้น ทำให้มีทั้งมัสมั่นไก่ มัสมั่นหมู มัสมั่นเนื้อ แม้กระทั่งมัสมั่นทูน่า หรือ ปลาอื่นๆ

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นอาหารเลิศรส แต่ด้วยความที่เป็นอาหารประเภทแกงกะทิ ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับไขมัน หรือ คอเลสเตอร์รอล ควรระมัดระวังในการรับประทานด้วย……

 

สูตรอาหาร : แกงมัสมั่น

เครื่องปรุง + ส่วนผสม

เนื้อวัว 400 กรัม หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ (นอกจากเนื้อวัว สามารถใส่เนื้ออื่นได้เช่น หมู ไก่, แกะ,ฯลฯ), กะทิ 1/2 ถ้วยตวงน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ, เกลือ 1/2 ช้อนโต๊ะ, หอมใหญ่ 2 ลูก (หั่นเป็นชิ้นขนาดกลาง), มันเทศ 1 ถ้วยตวง (ปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นใหญ่ๆ), น้ำพริกแกงมัสมั่น 1 ช้อนโต๊ะ-น้ำมะขาม 1 ช้อนโต๊ะ, อบเชย 1 แท่ง, มะม่วงหิมพานต์ 1/4 ถ้วยตวง, ลูกกระวาน 1 ช้อนชา, ใบกระวาน 2 ใบ

วิธีทำ

  1. นำกะทิและน้ำพริกแกงมัสมั่นไปตั้งบนไฟอ่อน คนจนเครื่องแกงเริ่มแตกมัน (ประมาณ 5 นาที)
  2. ใส่เนื้อสัตว์และคนต่อไปอีกสักพัก เติมน้ำลงไปพอท่วมเนื้อ
  3. ใส่ส่วนผสมที่เหลือทั้งหมด ยกเว้นมัน, หอมใหญ่ และมะม่วงหิมพานต์ ตุ๋นด้วยไฟอ่อนต่อไปอีกประมาณ 40 นาที จนกระทั่งเนื้อนุ่ม
  4. ใส่มัน, หอมใหญ่ และมะม่วงหิมพานต์ และตุ๋นต่อไปอีกประมาณ 30 นาที ระหว่างตุ๋นนี้ถ้าน้ำแห้งสามารถเติมน้ำลงไปได้ เสร็จแล้วตักใส่ถ้วย และเสิรฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ หรือ แผ่นแป้งโรตี

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอบคุณ

ข้อมูลสูตรอาหาร : http://www.ezythaicooking.com


-เผชิญ-“มลภาวะทางการท่องเที่ยว”_website.jpg

adminMay 10, 2018
กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาไปติดตามเรื่องราวของญี่ปุ่น ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าไปเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลก ทั้งจากความสวยงามของวัฒนธรรม ประเพณี ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตลอดจนสภาพภูมิอากาศที่ “มีดีทุกฤดู” เลือกท่องเที่ยวได้ตลอดปี โดย ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่ ธันวาคม-มีนาคม ต่อด้วยฤดูใบไม้ผลิ เมษายน-กรกฎาคม ฤดูร้อน สิงหาคม-กันยายน ฤดูใบไม้ร่วง ตุลาคม-พฤศจิกายน กลายเป็นแรงดึงดูด “นักท่องเที่ยว” ซึ่งญี่ปุ่นต้องรองรับเป็นจำนวนมาก

 

สถิติสำนักงานการท่องเที่ยวญี่ปุ่น พบว่าปี 2560 ที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติเข้าไปเที่ยวกว่า 28 ล้านคน โดยกว่าครึ่งเป็นชาวจีนและเกาหลีใต้ ขณะที่นักท่องเที่ยวจากตะวันตกมีร้อยละ 10 ส่วนนักท่องเที่ยวไทย มีประมาณ 1 ล้านคน และคาดการณ์ว่าภายในปี 2563 ญี่ปุ่นจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 40 ล้านคน

 

แต่ทราบไหมว่า…ยิ่งจำนวนนักท่องเที่ยวพุ่งสูงขึ้นเท่าใด ชาวญี่ปุ่นต้องปวดหัวมากขึ้นเท่านั้น!

 

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักข่าวเจแปนไทม์ รายงานว่า ญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง จนกระทบต่อวิถีชีวิตคนท้องถิ่น โดยต้นเหตุปัญหามาจากวิธีกระตุ้นการท่องเที่ยว ที่ไม่สัมพันธ์กับสภาพและขนาดพื้นที่ ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งไม่สามารถบริหารจัดการนักท่องเที่ยวที่ล้นเกินนี้ได้ดีพอ จนสื่อญี่ปุ่นเรียกภาวะนี้ว่า “มลภาวะทางการท่องเที่ยว” ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับที่บรรดาเมืองเก่าขึ้นชื่อด้านการท่องเที่ยวในยุโรป อาทิ  เวนิส ฟลอเรนซ์ เกาะคาปรีในอิตาลี บาร์เซโลนาของสเปน  เกาะซานโตรินีของกรีซ กำลังประสบ

“นักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังล้นเมืองเกียวโตในแต่ละวัน แต่คนท้องถิ่นส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบ แม้จะช่วยนำรายได้มายังท้องถิ่น  เห็นได้ชัดจาก การใช้รถสาธารณะของนักท่องเที่ยวที่ทำให้คนท้องถิ่นต้องแออัดยัดเยียด การส่งเสียงดัง การรับประทานอาหารตามข้างถนนของนักท่องเที่ยว เนื่องจากร้านอาหารส่วนใหญ่ถูกจองเต็มและไม่เพียงพอต่อนักท่องเที่ยว” มัสซารุ ทาคายามา ชาวเมืองเกียวโต ซึ่งเป็นซีอีโอบริษัทท่องเที่ยวท้องถิ่น กล่าวระบายความรู้สึก

สิ่งที่เกิดขึ้นต้องมาติดตามกันต่อไปว่า ทางการญี่ปุ่นจะมีมาตรการจัดการเรื่องนี้อย่างไร เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและการรักษาวิถีชุมชน แต่ไม่ว่าจะมาตรการใด สิ่งที่นักท่องเที่ยวควรพึงตระหนักนั่นคือ ควรศึกษากฎ ประเพณี วิถีปฏิบัติในท้องถิ่นนั้นๆ ให้เข้าใจก่อนเที่ยว เพื่อไม่เข้าไปทำผิดกฎ หรือ สร้างความวุ่นวายในที่นั้นๆ เหมือนเป็นการเอาใจเขามาใส่ใจเรานั่นเอง เพราะปัจจุบันหลายเมืองท่องเที่ยวของไทย ก็เริ่มเจอปัญหาแบบเดียวกัน และ ปรากฏเสียงบ่นทางโซเชียลมีเดียเป็นระยะ

/////////////////////////////////////////////////////////////////

รู้ไหม…ทำแบบนี้ผิดกฎหมายในญี่ปุ่น
  1. แซงคิว เป็นความผิดลหุโทษ มาตรา 1 ข้อ 13 ในกฎหมายอาญาพิเศษว่าด้วยเรื่องระเบียบในสังคม มีโทษสูงสุด จำคุก 30 วัน หรือปรับ 1,000-10,000 เยน / บันทึกประวัติอาชญากรรม
  2. รับคำท้าที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต มีโทษจำคุก 6 เดือน ถึง 2 ปี
  3. ถ่มน้ำลาย-เสลด ในที่สาธารณะ เป็นความผิดลหุโทษ มาตรา 1 ข้อ 26 ในกฎหมายอาญาพิเศษว่าด้วยเรื่องระเบียบในสังคม มีโทษสูงสุดจำคุก 30 วัน หรือปรับ 1,000-10,000 เยน / บันทึกประวัติอาชญากรรม
  4. รับเงินทอนเกินแล้วไม่คืน เข้าข่ายหลอกลวง ต้มตุ๋น
  5. เมาแล้วปั่นจักรยาน ผิด พ.ร.บ. จราจร มาตรา 65 ข้อ 1 มีโทษจำคุกต่ำกว่า 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 1,000,000 เยน / ซ้อนท้ายจักรยาน

 

และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

/////////////////////////////////////////////////////////////////

ขอบคุณ

ข้อมูลอ้างอิง :  news.thaipbs.or.th


-“เปิดให้บริการ”_กินอยู่เป็น_website-1.jpg

adminMay 8, 2018
กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาไปติดตามภัตตาคารใต้น้ำแห่งแรกในยุโรป เตรียมเปิดให้บริการครั้งแรกที่ประเทศนอร์เวย์ ปี 2019  ภัตตาคารแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดย Snohetta ทีมสถาปนิกชาวนอร์เวย์ได้วางแผนไว้ว่าภัตตาคารแห่งนี้จะอยู่ลึกลงไป 5.5 เมตรจากระดับผิวน้ำ ใช้คอนกรีตหนาเป็นวัสดุหลัก ภายในจะประกอบด้วยห้องอาหาร 3 ชั้น สามารถจุคนได้สูงสุด 100 คน

 

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง จะแล้วเสร็จและพร้อมเปิดให้บริการในเดือนมีนาคม 2019   สำหรับชั้นแรกที่นับจากทางเข้าลงมา จะเป็นส่วนของบาร์และห้องรับรองระหว่างหาดและใต้ทะเล  ชั้น 2 จะเป็นส่วนของห้องอาหารที่สามารถมองเห็นข้างนอกได้  โซนนี้นั้นจะเป็นจุดที่สามารถจุคนได้มากที่สุดและชั้นที่ 3 จะเป็นโซนพิเศษที่ลูกค้าสามารถมองเห็นใต้ทะเลผ่านหน้าต่างขนาดใหญ่ และมีโต๊ะอาหารเพียง 14 ที่เท่านั้น แน่นอนว่าอาหารที่นี้ก็จะเป็นอาหารซีฟู้ด   ซึ่งล่าสุดเชฟได้ทดลองปรุงอาหารเมนูต่างๆ เพื่อเตรียมรองรับลูกค้า

 

หากใครได้ไปประเทศนอร์เวย์ในปี 2019 หรือในอีกหนึ่งปีข้างหน้า ภัตตาคารแห่งนี้คงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่ไม่ควรพลาด ถ้าได้ไปรับประทานอาหารกับคนรู้ใจ กับมื้อพิเศษและสถานที่พิเศษแล้ว คงเป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่ยากจะลบเลือน นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

22-เอาใจคนรัก-The-Lord-of-the-Rings-_กินอยู่เป็น_Website-1280x720.jpg

adminApril 17, 2018
“อเมซอน” เอาใจคนรัก The Lord of the Rings เอาจริงด้วยการสร้าง Series 5 season!!

 

หลังจาก “อเมซอน” ได้ลิขสิทธิ์หนังสือ “The Lord of the Rings” จาก J.R.R. Tolkien เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในราคา 250 ล้านเหรียญสหรัฐ และอเมเซอนมีแผนจะหยิบนิยายเรื่องนี้มาทำเป็นซีรีส์ทั้งหมด 5 ซีซั่น ไม่ต่ำกว่า 50 ตอน ด้วยงบประมาณกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรวมทั้งค่าตัวนักแสดง โปรดิวเซอร์ เทคนิคพิเศษ ซึ่งทำให้ซีรี่ส์เรื่องนี้มีมูลค่าสูงกว่าซีรี่ส์ในตำนานหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น The Crown, Friends, ER หรือแม้กระทั่ง Game of Thrones ก็ตาม!!

“Sharon Tal Yguado” หัวหน้าทีมผู้เขียนบทซีรี่ส์ให้กับ “อเมซอน สตูดิโอ“ ให้สัมภาษณ์ว่า The Lord of the Rings เป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ทางวัฒนธรรม ได้สร้างจินตนาการให้กับแฟนๆ รุ่นสู่รุ่น ทั้งผลงานหนังสือและในจอภาพยนตร์

 

อย่างไรก็ตาม TV Series เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่แพงมากที่สุด หากดูจากงบการผลิตน่าจะแพงกว่า Game of Thrones มากกว่าถึงเท่าตัวเลยทีเดียว หากใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ของหนังเรื่องนี้แล้ว การกลับมาครั้งนี้ของ The Lord of the Rings จัดว่าไม่ควรพลาด!!

_website-1280x720.jpg

adminFebruary 20, 2018
มองผ่านหนุ่มรัสเซียซำเหมา ตรวจแถวกองทัพแบกแพคเกอร์พันธุ์ใหม่ ทำงานแลกเงินต่อชีวิต แลกค่าตั๋วเดินทาง ฟรีแลนเซอร์แบกเป้ท่วมโลก หรือจะหมดยุคทำงานเก็บเงินเที่ยว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำท่านไปติดตามเรื่องราวของแบกแพคเกอร์หรือนักเดินทางพวกแบกเป้ นอนง่าย กินถูก เที่ยวถูก เกิดขึ้นมานานหลายสิบปี เพิ่มมากขึ้นและแตกเหล่าออกไปในยุคที่โลกเสมือนไร้พรมแดนการสื่อสารคือสะพานเชื่อมโลก คนเหล่านี้ตามรอยพวกนักสำรวจรุ่นแรกๆอย่าง เอ็ดมันด์ ฮิลลารี่ผู้พิชิตเอเวอเรสต์ หรือคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสผู้คนพบทวีปอเมริกาแสวงหาแผ่นดินและความเร้าใจบนดินแดนที่น่าค้นหา การเดินทางของแบกแพคเกอร์ขนานไปกับ “ทัวริสต์” หรือนักท่องเที่ยวที่ทำงานเก็บเงินประเภทซื้อกรุ๊ปทัวร์มีไกด์นำทาง ไม่ต้องหาข้อมูล ไม่ต้องจองตั๋วเอง ไม่ต้องหาห้องพัก แต่เมื่อโลกแห่งข้อมูลข่าวสารเติบโตขึ้น ไกด์บุ๊กมีหลากหลาย อินเตอร์เน็ตเป็นคำตอบของทุกสิ่ง ทำให้คนเดินทางแสวงหาทางเลือกของตนเอง ทำให้ “ทัวริสต์” แบบเก่าๆ ลดน้อยลง

 

จะเห็นได้ว่า พฤติกรรมนักเดินทาง นักท่องเที่ยวในปัจจุบันต่างไปจากเดิมคือ แทนที่จะเก็บเงินก้อนแล้วออกเที่ยวโดยเลือกบริษัทและโปรแกรมทัวร์ แต่ลงมือหาข้อมูลจากไกด์บุ๊กหรือข้อเขียนของบล็อกเกอร์ที่ไปเส้นทางนั้นๆ มาก่อน หนึ่งในนั้นเป็นประเภทเที่ยวไปใช้ชีวิตไป อย่างที่เราจะเห็นได้จากเรื่องราวของเหล่าบล็อกเกอร์ทั้งไทยและต่างประเทศในลักษณะของการใช้ชีวิตอิสระ โดยเฉพาะกลุ่มฟรีแลนซ์ที่ทำงานอิสระหารายได้จากโลกดิจิทัล คือนั่งตรงไหนที่มีสัญญานไวไฟแรงๆ ก็ทำงานได้

 

นักท่องเที่ยวขาเข้าที่ผ่านเข้าประเทศมมีปีละกว่า 15 ล้านคน ทำเงินให้ประเทศเราปีละเกือบ 800 ล้านบาท สัญชาติที่เพิ่มมากที่สุดเป็นนักท่องเที่ยวจากจีนที่เปลี่ยนจากเป้เป็นกระเป๋าลาก จากเดิมที่เป็นกลุ่มแบกเป้เดินทางจากยุโรปและอเมริกา และต้องยอมรับว่า คนที่มาก็มีทั้งแบบคุณภาพและไม่คุณภาพซึ่งเป็นเรื่องแยกแยะได้ยาก หนึ่งในคนพวกนี้เป็นฝรั่งหน้าตาหล่อ เหมือนแขกปนฝรั่ง ปนจีน  นั่งอยู่ ริมทางเท้า ริมทางเดินของถนนสีลมใกล้สวนลุมพินี มีเป้ใบใหญ่ขนาดจุสัก 20 ลิตรวางข้างกาย พิงไม้เท้าเดินเขาไว้อีกข้าง ถอดรองเท้าเดินเขาหุ้มข้อไว้อีกมุม

 

เบื้องหน้ามีภาพถ่ายขนาดโปสการ์ดวางเรียงรายบนผ้าปู เป็นภาพสวยๆ สถานที่ต่างๆ ที่ไม่ใช่เมืองไทย และมีแผ่นกระดาษเขียนภาษาไทยบอกว่า “ต้องการขายภาพแลกเงิน จะให้กี่บาทก็ได้” ไมเคิล เป็นแบกแพกเกอร์หนุ่มจากรัสเซียที่ใช้ภาพถ่ายขนาดโปสการ์ดแลกเงินเพื่อเดินทางไปในที่ต่อไป ซึ่งถือว่า เป็นวิธีการที่เชยมากสำหรับยุคนี้ ดูจากภาพที่นำมาวางโชว์  เขาคงเดินทางมาไม่น้อยทีเดียว ขึ้นเขา ลงห้วย ลุยหิมะ นอนหนาวกลางหุบเขาในอุณหภูมิเยือกแข็งมาหลายที่

 

คุยกันสั้นๆ ได้ความว่า เขาเดินทางมาจากเมืองชื่อแปลกๆ ในประเทศรัสเซียเป็นเมืองที่มีคนมุสลิมอยู่เยอะ และจะเอาเงินที่ได้ซื้อตั๋วเครื่องบินต่อไปยังประเทศอินเดีย แววตาแล้วดูใสซื่อ ไม่น่าเป็นพวกต้มมนุษย์ด้วยกัน แต่ถ้าคิดแง่ร้ายหนุ่มคนนี้อาจแค่อยากหาค่าเกสต์เฮ้าส์คืนนี้ เมื่อก่อนนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไม่ค่อยสนใจตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เพราะใช้จ่ายเงินน้อย เลือกไปสนใจกลุ่ม “อีลิท” ที่รวยและมาเที่ยวแบบ กินแพงอยู่แพงมากกว่า บางทีอาจจะลืมนึกไปว่า คนพวกนี้บางคนอาชีพการงานดี แต่เลือกเดินทางแบบประหยัดเพื่ออยู่กันยาวๆ เขาอยากเดินทางเพื่อมา “ใช้ชีวิต” ได้มองหามุมใหม่ๆ ของโลก พวกเขาเป็น “นักเดินทาง” ชอบซอกแซกเข้าซอย เข้าตลาด ใช้ชีวิตกับผู้คนในชุมชน ไม่ใช่ท่องเที่ยวแบบ ชะโงก ชิม ช้อบ แชะ และเช็คอิน

 

คนสายพันธุ์นี้เติมเงินเติมความรู้ให้ชุมชนทีละนิดเหมือนหยอดกระปุกน้อยๆ แต่นานๆ ไม่ใช่เทเงินใส่กระเป๋าบริษัททัวร์ที่บางครั้งเปิดร้านอาหาร ร้านของที่ระลึกเอง  และหลายคนกลับมาอีกเมื่อมีหน้าที่การงาน มีเวลาและฐานะดีขึ้น ทุกวันนี้เกสต์เฮ้าส์ระดับดีและโฮสเตลเท่ๆ เกิดขึ้นมากมายเพื่อรองรับคนเดินทางกลุ่มนี้ ซึ่งได้กลายพันธุ์ไปเป็น “แฟลชแพคเกอร์” (flashpacker)  หรือแบกแพคเกอร์ยุคพัฒนาที่มีกำลังซื้อ มีหน้าที่การงาน มีรายได้ดี แน่นอนรสนิยมดีขึ้น

 

กลุ่มนี้ไม่ชอบให้ใครมาจับใส่รถพาไปช้อบปิ้งตามร้านของที่ระลึก เลือกที่จะเที่ยวเองแต่เพิ่มความสะดวกให้ตัวเองมากขึ้น บางคนเปลี่ยนจากแบกเป้มาเป็นลากกระเป๋ามีล้อ  ขึ้นรถทัวร์ รถไฟ หรือเครื่องบินราคาประหยัดแทนการโบกรถแบบแต่ก่อน  เลือกกินอาหารอร่อย นอนดี เพราะไม่อยากฟังคนอื่นกรน หรือดมขี้เต่าคนแปลกหน้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คนพันธุ์นี้ยังคงนิสัยเดิมอยู่คือ ชอบซอกแซกเข้าหาชุมชน พบปะผู้คน  กินของอร่อยข้างทางหรือร้านที่ไกด์บุ๊กแนะนำ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ขยายตัวมากขึ้นจนโรงแรมใหญ่ๆ 5-6 ดาว ต้องปรับตัวก้มลงมามองคนพวกนี้  โดยหันมาทำโรงแรมเล็กๆพวกโฮสเตล หรือ ดอมิทอรี ที่มีเตียงหลายชั้นแบบหอพักนักศึกษา ที่ทั้งดีและสะอาดแบ่งตลาดไป

 

นักเดินทางประเภทไมเคิลมีมากมายหลายแบบและมีอยู่ทั่วโลก บางคนพกเงินมาพอแค่พอมาใช้ชีวิต มาอยู่ มากิน มานอนกับชาวบ้าน แต่เมื่อจะเดินทางไปต่อก็งัดเอาความถนัดของตนเองมาขาย บางคนนำงานหัตถกรรมจากที่หนึ่งมาขายอีกที่หนึ่ง เช่น เปลถัก กำไล สายสร้อยแปลกๆ บางคนเอางานศิลปะมาขายบวกกำไรนิดหน่อย  บ้างก็มาขอทำงานตามร้านอาหารตามเกาะ ตามเกสต์เฮาส์ หรือทำงานในสวนในไร่ และมีไม่น้อยมาช่วยสอนภาษาให้เด็กตามโรงเรียนชนบทแลกประสบการณ์หรือที่พัก นอกจากประหยัดเงินได้หลายบาทแล้ว  เงินส่วนนี้คือ ต่าตั๋วและต้นทุนในการเดินทางไปในเมืองอื่นหรือประเทศอื่นต่อไป

 

โลกกำลังเปลี่ยนไปมนุษย์สายพันธุ์ที่เรียกว่า “นักเดินทาง” ก็หลากหลายมากขึ้นด้วย คนแบบไมเคิลเป็นสายพันธุ์หนึ่งที่น่าสนใจ อาจมีประโยชน์กับการท่องเที่ยวไทยไม่มากก็น้อย นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต