-ห้ามใช้-ถุงพลาสติก-หากฝ่าฝืนเจอปรับอ่วม_web.jpg

kinyupen_adminJanuary 3, 2019

เกาหลีใต้ออกกฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง ตามห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าทั่วประเทศ เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หากฝ่าฝืนจะถูกปรับเป็นเงินปรับ 3 ล้านวอน

เชื่อว่าหลายประเทศต่างพยายามรณรงค์ในเรื่องของการลดปัญหาภาวะโลกร้อนด้วยวิธีต่าง ๆ หนึ่งในวิธีที่หลายประเทศพยายามรณรงค์กันคงหนีไม่พ้นเรื่องของการลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกนั่นเอง หลายประเทศพยายามรณรงค์เรื่องดังกล่าว แต่ในบางประเทศกเอาจริงกับเรื่องนีถึงขั้นออกเป็นกฎหมายเลยก็ว่าได้ อย่างก่อนหน้านี้ที่ประเทศนิวซีแลนด์ก็มีการประกาศยกเลิกการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งหากพบว่าร้านค้าใดมีการฝ่าฝืนกฎดังกล่าว จะถูกปรับเป็นเงิน 100,000 ดอลลาร์นิวซีแลนด์เลยทีเดียว ล่าสุด เกาหลีใต้เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เดินหน้าออกกฎระเบียบในเรื่องดังกล่าวแล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ประเทศเกาหลีใต้ออกกฎหมายลดการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา โดยได้มีการบังคับห้างสรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าทั่วประเทศ ห้ามนำถุงพลาสติกประเภทถุงพลาสติกใช้แล้วทิ้งมาใช้หรือให้บริการกับลูกค้าโดยเด็ดขาด ยกเว้น จะใช้สำหรับบรรจุผลิตภัณฑ์ประเภทเนื้อปลาและสัตว์ หากพบว่ามีการฝ่าฝืน จะถูกลงโทษโดยการปรับเป็นเงินสูงถึง 3 ล้านวอน (ประมาณ 8.6 หมื่นบาทไทย)

โดยหลังจากที่มีการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวแล้ว ซุปเปอร์มาร์เก็ตในเกาหลีใต้ก็เตรียมเสนอแนวทางเลือกใหม่ โดยนำถุงผ้าหรือถุงกระดาษที่สามารถรีไซเคิลได้มาให้บริการแก่ลูกค้าแทน

รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมเกาหลีใต้ กล่าวว่า สำหรับกฎหมายดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและบริหารจัดการเรื่องขยะรีไซเคิล และเดินหน้าลดการใช้ถุงพลาสติกและพลาสติกชนิดใช้แล้วทิ้งประเภทอื่น ๆ รวมถึงหลอดพลาสติกอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้มีหลายประเทศที่ออกกฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติกหรือให้เก็บภาษีถุงพลาสติกไปแล้ว ได้แก่ ออสเตรเลีย อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน นิวซีแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และ เกาหลีใต้ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ไม่ใช่-ปลาบึก-ชื่อนี้ได้มาแต่ใด_web.jpg

kinyupen_adminJanuary 3, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปทำความรู้จักกับชื่อของ “พายุปาบึก” พายุที่กำลังจะเข้ามาในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยในช่วงเร็ว ๆ นี้ และชื่อ “พายุปาบึก” ชื่อนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ใครเป็นคนริเริ่มตั้งชื่อนี้ขึ้นมา?

เวลานี้คงไม่มีใครที่จะไม่รู้สึกวิตกกังวลกับข่าวที่ “พายุปาบึก” กำลังจะพัดเข้าพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยในช่วงระหว่าง 3-5 มกราคมนี้ ซึ่งทางกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศแจ้งเตือนถึง “พายุปาบึก” ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาในเร็ว ๆ นี้ นอกจากนี้ ในโลกของโซเชียลมีเดียได้มีการแชร์ข้อมูลที่ระบุว่า “พายุปาบึก” ลูกนี้มีความรุนแรงอย่างมาก มีฤทธิ์ทำลายล้างเทียบเท่ากับพายุโซนร้อนแฮเรียต ซึ่งเกิดขึ้น เมื่อปี 2505 สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยประเทศไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากไร้ที่อยู่อาศัยจำนวนมาก

นี่คือผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก “พายุปาบึก” ที่มีการบอกเล่ากันในสมัยก่อน แต่สงสัยกันหรือไม่ว่า “ปาบึก” ที่เรียก ๆ กันอยู่นั้นเป็นชื่อของพายุหรือชื่อของปลาชนิดหนึ่งกันแน่ แล้วชื่อนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่ วันนี้เรามาไขคำตอบเรื่องนี้กันดีกว่า

สำหรับ “ปาบึก” (Pabuk) เป็นชื่อของพายุหมุนเขตร้อนในชุดที่ 2 ที่มาจากการเสนอชื่อโดยสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งชื่อ “ปาบึก” นั้น ก็มีที่มาจาก “ปลาบึก” ปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่อยู่ในแม่น้ำโขง เป็นพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวทางมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตกตอนบนและทะเลจีนใต้

แล้วเคยสงสัยกันหรือไม่ว่า ชื่อของพายุที่เรามักได้ยินมาจากการประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ทั้งชื่อที่เป็นภาษาไทยและชื่อที่เป็นภาษาต่างประเทศนั้น ทำไมถึงต้องมีชื่อเรียกของพายุ แล้วมีหลักเกณฑ์ในการตั้งชื่อพายุอย่างไรบ้าง จริง ๆ แล้ว ในช่วงสมัยปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 มีนักพยากรณ์อากาศชาวออสเตรเลีย “คลีเมนต์ แรกกี” มีแนวคิดในการตั้งชื่อพายุ โดยเริ่มแรกจะใช้เป็นชื่อของบุคคลทั่วไป มี 2 แบบ คือ แบบที่ 1 ใช้ชื่อสตรี เพื่อให้ดูอ่อนโยน และแบบที่ 2 ชื่อนักการเมือง เพื่อเปรียบเปรยว่า นักการเมืองคือผู้นำความหายนะมาให้

ต่อมา ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสหรัฐฯ ได้ไอเดียในการเริ่มนำชื่อภรรยาหรือคู่รักมาตั้งเป็นชื่อพายุ จากนั้น พ.ศ. 2493 เริ่มตั้งชื่อพายุหมุนเขตร้อนเป็นชื่อของผู้หญิงสลับผู้ชาย โดยไล่ตามตัวอักษร A-Z

ในปี พ.ศ. 2543 การตั้งชื่อพายุเริ่มแพร่กระจายไปยังภูมิภาคอื่น ๆ จึงทำให้ในช่วงนั้นประเทศต่าง ๆ เริ่มเข้าเป็นสมาชิกของคณะกรรมการพายุไต้ฝุ่นขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก เพื่อจัดระบบการตั้งชื่อพายุหมุนเขตร้อนในแถบนี้ใหม่ โดยมี 14 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา , จีน , เกาหลีเหนือ , เกาหลีใต้ , ฮ่องกง , ญี่ปุ่น , ลาว , มาเก๊า , มาเลเซีย , ไมโครนีเซีย , ฟิลิปปินส์ , ประเทศไทย , สหรัฐอเมริกา และ เวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในโซนมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกตอนบนและทะเลจีนใต้

โดยให้แต่ละประเทศส่งชื่อพายุในภาษาของประเทศนั้น ๆ ประเทศละ 10 ชื่อ ซึ่งเกณฑ์ในการตั้งชื่อพายุลูกนั้น ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางพายุต้องมากกว่า 34 น็อต หรือ 63 กม./ชม. จึงจะสามารถมีชื่อเป็นตัวเองได้ ซึ่งชื่อของพายุจะแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ๆ ละ 28 ชื่อ แต่ละชื่อจะเรียงตามชื่อประเทศของลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษ โดยเริ่มจากกัมพูชาไปจนถึงเวียดนาม ซึ่งประเทศไทยอยู่อันดับที่ 12 และเมื่อใช้หมด 1 กลุ่ม ก็จะขึ้นชื่อแรกในกลุ่มที่ 2 เรียงกันไปจนครบทุกกลุ่ม แล้วจึงกลับมาใช้ชื่อแรกของกลุ่มที่ 1 ใหม่อีกครั้ง

และก่อนหน้านี้ เราเคยได้ยินชื่อของ “พายุมังคุด” กันมาบ้างแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าจริง ๆ แล้วมีชื่อก่อนหน้านี้ด้วย นั่นคือชื่อ “พายุทุเรียน” แต่วสาเหตุที่มีการเปลี่ยนชื่อมาเป็นพายุมังคุดนั้น เนื่องจากเมื่อปี 2549 พายุทุเรียนมีความรุนแรงจนทำให้มีผู้เสียชีวิตนับพันคน จึงมีการเสนอต่อคณะกรรมการว่าด้วยเรื่องพายุของ ESCAP/WMO เพื่อขอเปลี่ยนชื่อเพื่อแก้เคล็ด และเปลี่ยนมาเป็น “พายุมังคุด” แทน

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้พายุปาบึกกำลังเคลื่อนตัวลงอ่าวไทยในช่วงวันที่ 2-3 มกราคม 2562 ซึ่งพื้นที่ภาคใต้จะได้รับผลกระทบในช่วงวันที่ 3-5 มกราคม 2562 ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากไว้ ณ ที่นี้ด้วย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก : กรมอุตุนิยมวิทยา


10-ของขวัญปีใหม่สุดฮิต-ที่ผู้รับต้องประทับใจอย่างแน่นอน_web.jpg

kinyupen_adminDecember 25, 2018

ใกล้ช่วงเทศกาลปีใหม่ หลายคนก็เตรียมตัวหาของขวัญเพื่อไปมอบให้กับญาติ ๆ เพื่อน ๆ หรือจะนำไปจับฉลากปีใหม่ ฯลฯ แต่ถ้าไม่รู้ว่าจะเลือกซื้ออะไรดี มาดู 10 ของขวัญปีใหม่สุดฮิต ที่ใครได้ของขวัญชิ้นนี้ไป มีอันต้องยิ้มเเฉ่งเเน่นอน

เมื่อเข้าถึงช่วงของเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ทุก ๆ ปี หลายคนก็เตรียมตัวหาของขวัญที่เก๋ไก๋สไลด์เดอร์ไม่มีใครเกิน เพื่อเอามาไว้จับฉลากในงานปาร์ตี้หรือจะนำมามอบให้กับคนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น เพื่อน แฟน พ่อ แม่ พี่ ป้า น้า อา ฯลฯ

แต่จะว่าไปแล้ว ของขวัญเเต่ละอย่าง จะซื้ออะไรมาเป็นของขวัญทั้งที ก็ต้องคิดเเล้วคิดอีก จะมาแบบธรรมดา ๆ มันก็ไม่สนุกสักเท่าไหร่ ของเเบบนี้มันต้องอาศัยไอเดียกันสักหน่อย แต่อย่าเพิ่งเครียดไป เพราะ “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้รวบรวม 10 ของขวัญปีใหม่สุดฮิต ที่ใครได้ของขวัญชิ้นนี้ไป มีอันต้องยิ้มเเฉ่งเเน่นอน

 

1. Power bank
บอกเลยว่าของขวัญชิ้นนี้ถูกใจสาวกนักท่องโซเชียลทั้งหลายเเน่นอน เพราะต้องยอมรับว่าโลกเราวันนี้กลายเป็นสังคมก้มหน้ากันไปหมดเเล้ว ได้ของขวัญชิ้นนี้ไปไม่ต้องกลัวแบตหมดอัพโซเซียลได้ไม่มีสะดุดระหว่างวันเเน่นอน

 

 

 

 

 

2. กระปุกออมสิน
กระปุกออมสิน ของขวัญที่สาว ๆ อาจเห็นว่าดูธรรมดา แต่ถ้าเป็นแบบแปลก ๆ เเล้วล่ะก็ถูกใจผู้รับชัวร์ ๆ เพราะนอกจากน่ารัก แปลกไม่เหมือนใครเเล้ว เริ่มต้นปีใหม่แบบเก็บออมหยอดเหรียญใส่กระปุกก็ถือว่าเป็นเรื่องราวดี ๆ ในการใช้ชีวิตเลยก็ว่าได้

 

 

 

 

 

 

 

 

3. Thumb drive
ของขวัญชิ้นนี้เหมาะมากสำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศที่มีเอกสารให้ต้องสะสางเป็นจำนวนมาก หรือหนุ่มสาวที่ต้องย้ายรูป ย้ายไฟล์งาน จากเครื่องนู้นไปเครื่องนี้ จำเป็นมาก ๆ ที่ต้องมีเจ้า Thumb Drive เป็นตัวช่วย ของขวัญชิ้นนี้รับรองเก๋ไก๋ แถมใช้งานได้ดีอีกด้วย

 

 

 

 

 

 

4. โคมไฟ
ดูเหมือนจะเป็นของที่แค่ได้ยินก็ร้องยี้! กันเเล้ว แต่อย่าลืมว่าโคมไฟเก๋ ๆ มีสไตล์ยังมีอยู่บนโลกใบนี้ เพียงเเค่คุณอาจจะต้องเสียเวลาเลือกสักนิด นอกจากโคมไฟจะให้เเสงสว่างเเล้ว ถ้าอันไหนแบบสวย ๆ แปลก ๆ เป็นของแต่งบ้านได้สบาย ถือเป็นของขวัญจับฉลากที่ดีอีกหนึ่งชิ้นเลยทีเดียว

 

 

 

 

 

 

5. Organizer Planner
ถือเป็นของขวัญอีกชิ้นที่ควรค่าแก่การนำมาจับฉลากมาก ๆ เพราะผู้รับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการลงตารางเวลานัดลูกค้า จดบันทึกเรื่องราวสำคัญ ๆ หรือวันสำคัญรับรองไม่มีพลาด ถึงเเม้ว่าเดียวนี้สมาร์ทโฟนจะเข้ามามีบทบาท แต่เชื่อเถอะว่าการขีด ๆ เขียน ๆ ก็ยังเป็นอะไรที่คลาสสิคเเละดูใส่ใจกว่าอยู่ดี

 

 

 

 

6. นาฬิกาปลุก
นาฬิกานี่แทบจะเป็นตัวเลือกสิ้นคิดเลยก็ว่าได้ แต่นาฬิกาปลุกก็ยังมีประโยชน์มากในช่วงเช้าที่เร่งรีบกับการต้องตื่นไปทำงาน นาฬิกาปลุกเสียงดัง ๆ ดี ๆ สักอันก็เข้าท่าไม่น้อย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

7. วิตามิน
สำหรับวิตามินใคร ๆ ก็ทานได้ เพราะฉะนั้นนำมาจับฉลากได้ไม่ผิดเเต่อย่างใด แต่จะให้ดีควรเลือกวิตามินรวมหรือทานเเล้วได้ครบครันตั้งแต่หัวจรดเท้า และคนที่ได้ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็สามารถทานได้หมด แบบนี้รับรองครีเอทสุด ๆ อย่างแน่นอน

 

 

 

 

8. ลำโพงพกพา
สมัยนี้อะไร ๆ ก็ต้องเป็นเทคโนโลยีอย่างเจ้าลำโพงพกพาเล็ก ๆ จิ๋ว ๆ แบบนี้ ยิ่งเป็นที่นิยมมาก ๆ ในหมู่คอหนังและซีรีย์ทั้งหลาย เพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถมีโรงภาพยนตร์ส่วนตัวต่อลำโพงเข้ากับโทรศัพท์มือถือได้เลย

 

 

 

 

 

 

 

9. เครื่องชงกาแฟแบบเฟรนช์เพรส
คอกาแฟต้องถูกใจเจ้า “เครื่องชงกาแฟแบบเฟรนช์เพรส” อย่างแน่นอน เพราะเครื่องชงกาแฟแบบเฟรนช์เพรสจะให้ความเข้มข้น แถมใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ใช้งานง่าย ถ้าจับฉลากได้ช่วงปีใหม่นี้ จะเหมาะมาก ๆ สำหรับการพักผ่อนแบบสบาย ๆ จิบกาแฟถ้วยโปรด ฟินได้ใจสุด ๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

10. กรอบรูปตกเเต่งบ้าน
กรอบรูปดีไซน์เก๋ๆ แปลกๆ ไม่ได้เป็นเเค่ที่ใส่รูปภาพเพื่อเป็นความทรงจำอย่างเดียว ยังสามารถนำมาเป็นกรอบไม้เพื่อนำไปประดับตกแต่งบ้านได้อีก ยิ่งมีหัวสร้างสรรค์จับอันนั้นผสมอันนี้รับรองบ้านคุณจะสวยได้ด้วยของขวัญจับฉลากเลยล่ะ

 

 

 

 

 

 

 

จะว่าไปแล้วของขวัญทั้ง 10 อย่างที่กล่าวมานี้ ล้วนเป็นของขวัญที่ผู้รับนั้นสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย แล้วคุณล่ะครับ จะเลือกซื้ออะไรเป็นของขวัญดี ยังไงเสีย จะซื้ออะไรมาเป็นของขวัญนั้น อย่าลืมดูงบประมาณในกระเป๋าสตางค์ของคุณด้วย เพราะจริงๆ แล้ว การมอบของขวัญซึ่งกันและกันนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าของชิ้นนั้นจะมีราคาถูกหรือแพงมากมายมหาศาล แต่ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของผู้ให้มากกว่า ยังไงก็ขอให้มีความสุขกับการฉลองปีใหม่และส่งมอบของขวัญที่แสดงออกถึงมิตรภาพที่ดีงามด้วยนะครับ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ซานตาคลอส-คุณลุงใจดีคืนวันคริสต์มาส_web.jpg

kinyupen_adminDecember 25, 2018

25 ธันวาคม “วันคริสต์มาส” สิ่งแรกที่หลาย ๆ คนมักจะนึกถึงเลยก็คือ “ซานตาครอส” อีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของวันคริสต์มาส แต่รู้หรือไม่ว่า “ซานตาครอส” กำเนิดขึ้นมาอย่างไรบ้าง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของวันที่ 25 ธันวาคม ของทุกปี “วันคริสต์มาส” ถือเป็นวันแห่งความสุขส่งท้ายปีอีกหนึ่งวัน เป็นอีกหนึ่งเทศกาลของชาวตะวันตกที่แพร่หลายไปทั่วโลก เปรียบเสมือนวันสงกรานต์ของบ้านเรานั่นเอง

แต่จริง ๆ แล้ว เมื่อย้อนกลับไปในอดีต วันที่ 25 ธันวาคม “วันคริสต์มาส” ที่เรื่องเล่าในอดีต มีที่มาที่ไป ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 200 ปี จริง ๆ ในวันนี้ถือเป็นวันประสูติของพระเยซู ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์ เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซู และเป็นการฉลองความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์โลก โดยส่งพระเยซูลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยไถ่บาป และช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากการทำชั่ว ดังนั้นในวันคริสต์มาสนี้ถือเป็นวันที่มีความหมายสำคัญชาวคริสต์ทั่วโลก ผู้คนทั่วโลกจะมีการส่งบัตรอวยพร ให้ของขวัญแก่กันและกัน รวมทั้งประดับประดาตกแต่งบ้านเรือนด้วยแสงไฟและต้นคริสต์มาสอย่างสวยงาม

ถือกำเนิด “ซานตาคลอส”

ถือกำเนิด-ซานตาคลอส-คุณลุงใจดีคืนวันคริสต์มาส_webเมื่อพูดถึงวันคริสต์มาส สิ่งแรกที่หลาย ๆ คนมักจะนึกถึงและขาดไม่ได้อย่างยิ่งก็คือ “ซานตาครอส” นั่นเอง ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของวันคริสต์มาสที่สำคัญอย่างยิ่ง เรื่องราวของซานตาคลอสมีที่มาที่ไปคือ มีเด็กชายคนนี้มีชื่อว่า “นิโคลัส” ซึ่งเกิดอยู่บนกองเงินกองทอง ภายหลังจากพ่อแม่ถึงแก่กรรม ทรัพย์สมบัติทั้งหมดตกเป็นของนิโคลัสเพียงผู้เดียว นิโคลัสเป็นคนมีจิตใจโอบอ้อมอารี ชอบช่วยเหลือคนยากจนหรือคนตกทุกข์ได้ยาก

นิโคลัส ได้รับการยกย่องว่าเป็นซานตาครอสคนแรก เป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือว่าเป็นนักบุญผู้อุปถัมภ์ของเด็ก ๆ เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ในสหรัฐฯ ก็ยังรักษาประเพณีการฉลองนักบุญนิโคลาสเอาไว้ ซึ่งในวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี นิโคลัสจะมาเยี่ยมเด็ก ๆ และเอาของขวัญมาให้เด็กอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมา ประเพณีดังกล่าวจึงเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายในอเมริกา โดยมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง คือ นักบุญนิโคลัสเปลี่ยนชื่อเป็น “ซานตาคลอส” มียานพาหนะเป็นกวางเรนเดียร์คอยลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ในโอกาสวันคริสต์มาส โดยลงมาทางปล่องไฟของบ้านเพื่อเอาของขวัญมาให้เด็ก ๆ เหล่านั้นตามความประพฤติของเขา

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าซานตาคลอสจะเป็นเพียงตำนานที่เกิดขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองวันคริสต์มาส แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่รวมเอาวิญญาณและความหมายของคริสต์มาสไว้อย่างมากมาย อาทิ ความปิติยินดีชื่นชม ความโอบอ้อมอารี ความรัก และความเป็นกันเอง

ไขข้อสงสัย! ทำไมต้อง “แขวนถุงเท้า” ในคืน “วันคริสต์มาสอีฟ”

เนื่องจากวันหนึ่งซานตาครอสปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่ง เด็กหญิงทั้ง 3 มีฐานะยากจนอย่างมาก กระทั่งคิดจะขายตัวเป็นโสเภณี เพื่อหาเงิน ทำให้ซานตาครอสคิดหาทางช่วยเหลือเด็กหญิงทั้ง 3 ซึ่งในคืนวันคริสมาสอีฟ (24 ธันวาคม) โดยได้แอบไปที่บ้านของเด็กหญิงทั้ง 3 คน จากนั้นแอบปีนขึ้นไปบนปล่องไฟ พร้อมกับหย่อนเหรียญทองจำนวน 3 เหรียญ ลงไปในปล่องไฟ บังเอิญถุงเงินหล่นไปทางถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้ข้างเตาผิงพอดี กระทั่งรุ่งเช้า เมื่อเด็กหญิงทั้ง 3 ตื่นขึ้นมา ก็พบว่ามีเหรียญทองในถุงเท้า ทำให้พวกเธอดีใจมาก

“ต้นคริสต์มาส” อีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่ขาดไม่ได้ของเทศกาลนี้

“ต้นคริสต์มาส” ถือเป็นอีกหนึ่งอย่างที่ขาดไม่ได้สำหรับเทศกาลนี้ ต้นคริสต์มาสเป็นต้นสนที่นำมาประดับตกแต่งด้วยแอปเปิ้ลและขนมปัง เพื่อเป็นการระลึกถึงศีลมหาสนิท จากนั้นได้เริ่มมีการเพิ่มสีสันโดยการประดับด้วยดวงไฟหลากสีสันเพื่อความสวยงามขึ้น

ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 8 เมื่อเซนต์บอนิเฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษ เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนี ได้ช่วยเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นเครื่องสังเวยบูชาที่ใต้ต้นโอ๊ก โดยเมื่อโค่นต้นโอ๊กทิ้งก็ได้พบต้นสนเล็ก ๆ ต้นหนึ่งขึ้นอยู่ที่โคนต้นโอ๊ก ท่านจึงได้ขุดให้คนที่ร่วมพิธีกรรมเหล่านั้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต และตั้งชื่อว่า “ต้นกุมารพระคริสต์” กระทั่งต่อมา “มาร์ติน ลูเธอร์” ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมัน ตัดต้นสนไปตั้งในบ้านในเดือนธันวาคม ค.ศ.1540 หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก

ในสมัยโบราณนั้น “ต้นคริสต์มาส” หมายถึง ต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากินและทำบาป ไม่เชื่อฟังพระเจ้า โดยตามพระคัมภีร์นั้นได้เปรียบพระเยซูเจ้าเสมือนเป็นต้นไม้แห่งชีวิต เป็นต้นไม้ที่เขียวเสมอในทุกฤดูกาล สื่อถึงนิรันดรภาพของพระเยซูเจ้า อีกทั้งความสว่างของพระองค์ยังเหมือนแสงเทียนที่ส่องสว่างในความมืด รวมถึงความชื่นชมยินดี และความสามัคคี ที่พระเยซูประทานให้ เพราะต้นไม้นั้นเป็นจุดศูนย์รวมของครอบครัวในเทศกาลคริสต์มาสเลยก็ว่าได้

 

และในปีนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่วันคริสต์มาสเวียนมาบรรจบอีกหนึ่งปี ประชาชนในหลายประเทศ รวมไปถึงประเทศไทยบ้านเราเองก็มีการเฉลิมฉลองในคืนเทศกาลดังกล่าวกันอย่างคึกคัก มีการจัดกิจกรรมปาร์ตี้สังสรรค์กันอย่างสนุกสนาน ยังไงก็ขออวยพรให้มีความสุขในวันคริสต์มาสปีนี้ด้วยนะครับ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-สวยงามราวอยู่กับดินแดนเทพนิยาย_web-1.jpg

kinyupen_adminDecember 24, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของ “ป่าคริสตัล” หนึ่งในสถานที่ในประเทศจีน ที่นักท่องเที่ยวควรค่ากับการไปสัมผัสความสวยงามบวกความหนาวเย็น ราวกับอยู่ภายในเทพนิยายจากนิทานชื่อดัง

ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูหนาว หลายคนต่างเลือกใช้ช่วงเวลาดังกล่าวหาสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ เพื่อสัมผัสอากาศหนาว ลมเย็น ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งต้องบอกเลยว่าสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ มีมากมายนับไม่ถ้วน อย่างประเทศจีนก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่นอกจากจะมีพื้นที่กว้างใหญ่แล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามมากมายอีกด้วย

วันนี้ “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะขอแนะนำอีกหนึ่งสถานที่สวยงาม ควรค่ากับการไปถ่ายรูป สัมผัสกับอากาศหนาวกันที่ “ป่าคริสตัล” ริมแม่น้ำซงฮวา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน ที่ความหนาวเย็นที่แผ่ปกคลุมมณฑลจี๋หลินได้เปลี่ยนทัศนียภาพบริเวณริมแม่น้ำซงฮวา ให้กลายเป็นดินแดนคริสตัลที่สวยงาม ราวกับอยู่ภายในเทพนิยายจากนิทานชื่อดัง เรียกได้ว่ากำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปท่องเที่ยวบริเวณดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมากก็ไม่พลาดที่จะออกมาสัมผัสกับบรรยากาศความสวยงามภายใต้ความหนาวของสภาพอากาศในช่วงนี้ และก็ไม่พลาดที่จะหยิบสมาร์ทโฟนและกล้องถ่ายรูปมาถ่ายภาพเก็บความสวยงามของสถานที่แห่งนี้เอาไว้เป็นที่ระลึกกันเป็นจำนวนมาก เพราะต้องบอกเลยว่าบรรยากาศแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยครั้งนัก

สำหรับซงฮวาเป็นแม่น้ำที่ตั้งอยู่ภายในมณฑลเฮยหลงเจียง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นอีกหนึ่งในสถานที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันมีค่า ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมของชาวจีน ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวจำนวนมาก นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก China Xinhua News


-ส่งผลต่อสุขภาพ-เทียบเท่าสูบบุหรี่วันละ-15-มวน_web-1.jpg

kinyupen_adminDecember 24, 2018

นักวิจัยเผย 3 ช่วงอายุที่มนุษย์จะเผชิญ “ภาวะความเหงา” และส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่วันละ 15 มวนเลยทีเดียว

เพราะ “ความเหงา” เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัยอยู่เสมอ การได้อยู่คนเดียว การไม่ได้รับการเลี้ยงดู ได้รับความสนใจจากคนรอบข้าง เปรียบเสมือนว่าตัวเองนั้นต้องอยู่คนเดียว โดดเดี่ยวเดียวดาย ภาวะความเหงา จึงบังเกิดขึ้น ดังนั้น การเกิดขึ้นของภาวะความเหงาจึงเป็นที่มาที่ทำให้นักวิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาในประเด็นดังกล่าว

ดร.ดิลิป เจสเตอ อาจารย์ด้านจิตเวชและระบบประสาทวิทยา จาก University of California ซึ่งเป็นเจ้าของงานวิจัย ได้ศึกษาวิจัยและตีพิมพ์ในวารสารด้านจิตวิทยาผู้สูงอายุ International Psychogeriatric โดยได้ศึกษาและเก็บข้อมูลจากผู้คนในซานดิเอโก เคาน์ตี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย ช่วงอายุระหว่าง 27-101 ปี โดยผลการศึกษาพบว่า “ความเหงา” ไม่ได้หมายถึงความโดดเดี่ยวเดียวดายเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงความเศร้าจากความแตกต่างระหว่างความสัมพันธ์ทางสังคมที่ต้องการกับความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่จริง

นอกจากนี้ การศึกษาพบว่า ในช่วงชีวิตของมนุษย์สามารถจะเกิดความเหงาได้ 3 ช่วงอายุหลัก ๆ ได้แก่ ช่วงอายุ 20 ตอนปลาย (ประมาณ 28-29 ปี) , ช่วงอายุ 50 กลางๆ (ประมาณ 54-57 ปี) และช่วงอายุ 80 ตอนปลาย (ประมาณ 88-89 ปี) และเกิดขึ้นทุกเพศ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม สามารถเผชิญกับความเหงาได้ในระดับที่เท่ากัน

สำหรับกลุ่มคนช่วงอายุ 20 ตอนปลาย จะเป็นช่วงเวลาของการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต คนในช่วงอายุนี้มักจะมีความรู้สึกว่าเพื่อนฝูงในวัยเดียวกันตัดสินใจดีกว่าตน และมีความรู้สึกผิดต่อการตัดสินใจของตัวเองในหลายด้าน ซึ่งภาวะเครียดนี้จะเพิ่มระดับความอ้างว้างในจิตใจไปอีก

กลุ่มคนช่วงอายุ 50 ตอนกลาง จะมีภาวะที่เรียกว่า mid-life crisis หรือวิกฤตวัยกลางคน จากภาวะร่างกายที่เริ่มเจ็บป่วย สุขภาพถดถอย และกลุ่มคนช่วงอายุ 80 ตอนปลาย จากเดิมหลายคนเชื่อว่าคนวัยนี้น่าจะรู้สึกดีที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาเผชิญกับสุขภาพที่ย่ำแย่ ปัญหาทางการเงิน และความตายของคนรอบข้าง

นอกจากนี้ ในงานวิจัย ดร.วิเวค เมอร์ธี อดีตอธิบดีกรมอนามัยสหรัฐฯ กล่าวยืนยันว่า ความเหงาส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่วันละ 15 มวนเลยทีเดียว โดยภาวะความเหงาเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะระบบการรับรู้ที่ลดลง โรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง ภาวะพิการ และโรคซึมเศร้า เป็นต้น

ทั้งนี้ แอนโธนี ออง อาจารย์ด้าน Human Development จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล ระบุว่า ความสัมพันธ์ที่ผกผันระหว่างความเหงากับความคิดได้คิดเป็น หากเรายิ่งมีสติ รู้คิด รู้ทำ ก็จะช่วยลดโอกาสของความเหงาเดียวดาย อาจจะส่งเสริมให้มนุษย์พัฒนาบุคลิกภาพของตนเองให้พร้อมรับมือกับความเหงาที่จะเกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตได้

สุดท้าย ภาวะความเหงา หากได้รับการดูแลรักษาอย่างดี ทั้งจากตัวเราเองและคนรอบบข้าง คุณเองก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ไร้ความเหงามาแผ้วพานจิตใจอย่างแน่นอน

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก เว็บไซต์ VOA Thai


-ทำให้คนซึมเศร้า_web.jpg

kinyupen_adminDecember 20, 2018

งานวิจัยเผยการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต ทำให้คนเกิดภาวะความซึมเศร้า

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากวารสาร Journal of Social and Clinical Psychology ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2561 ได้เผยแพร่งานวิจัยของทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ อย่างเฟซบุ๊ก , อินสตาแกรม และ สแนปแชต โดยศึกษาเกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดียดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของมนุษย์หรือไม่ อย่างไร

การวิจัยในครั้งนี้ มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 143 คน ผ่านการตอบเเบบสำรวจทางอารมณ์เเละส่งภาพถ่ายหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่แสดงระยะเวลาของการใช้งานโทรศัพท์มือถือเพื่อเปิดใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ โดยการวิจัยได้แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกสามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้ตามปกติโดยไม่ต้องปรับพฤติกรรม ส่วนอีกหนึ่งกลุ่มควบคุมใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้เพียงวันละ 10 นาทีต่อสื่อเเต่ละอย่าง การควบคุมระยะเวลาในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์นี้นานเป็นเวลา 3 สัปดาห์ติดต่อกัน และผู้เข้าร่วมการศึกษากลุ่มควบคุมได้รับการทดสอบผลการวิจัย โดยวัดดูความรู้สึกต่าง ๆ อาทิ ความกลัวว่าจะพลาดอะไรไป หรือ FOMO ความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และความเหงา ซึ่งผลการวิจัยนี้ชี้ถึงความเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนระหว่างการใช้สื่อสังคมออนไลน์เเละการเพิ่มขึ้นของระดับความซึมเศร้า และความเหงา

จากผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีการใช้สื่อโซเชียลมีเดียน้อยกว่าปกติที่เคยใช้ ทำให้ความซึมเศร้าเเละความเหงาลดลงอย่างชัดเจน ส่งผลดีต่อจิตใจจากการใช้สื่อโซเชียลมีเดียน้อยลง เห็นได้ชัดเจนมากในคนที่ซึมเศร้ามากกว่าคนอื่นตอนที่เริ่มต้นการวิจัย ทำให้เกิดคำถามว่า อะไรทำให้สื่อโซเชียลมีเดียส่งผลให้ผู้ใช้เกิดภาวะความซึมเศร้าขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจัยหลัก 2 อย่างด้วยกัน คือ (1.) สื่อสังคมออนไลน์สร้างความรู้สึกเปรียบเทียบกับตนเองในทางลบ เช่น คนรู้สึกว่าเมื่อดูรูปภาพเเละอ่านโพสต์ของคนอื่นเเล้ว คนอื่นน่าสนใจกว่าตนเอง ทำให้ตนรู้สึกว่าไม่มีโอกาสเเบบนั้น ทำให้เกิดความน้อยใจในชีวิต และ (2.) การใช้เวลาไปโดยเสียเปล่า เพราะทุกนาทีที่ใช้ไปกับสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้ผู้ใช้ไม่ได้ทำงานอย่างที่ควรทำ หรือพลาดโอกาสในการไปทำกิจกรรมสังสรรค์ต่าง ๆ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นความรู้สึกดีต่อตนเองและรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตทีมงานเตรียมเริ่มต้นการศึกษาวิจัย ที่วัดดูผลกระทบทางจิตใจจากการใช้แอพลิเคชั่นต่าง ๆ ที่ใช้ในการหาคู่อีกด้วย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


-20000-จุด-ในปี-2019_web.jpg

kinyupen_adminDecember 20, 2018

ในปี 2019 ประเทศจีนเตรียมเดินหน้าสร้างและรีโนเวตห้องน้ำจำนวน 21,000 จุด ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ใช้ห้องน้ำที่สะอาดและทันสมัย ลบภาพสมัยก่อนที่หลายคนจดจำประเทศจีนว่ามีห้องน้ำที่สกปรก

หลายคนคงจะเคยได้ยินกันว่า ประเทศจีนนั้นขึ้นชื่อเรื่องของห้องน้ำที่มีความสกปรกมาก มาตั้งแต่สมัยในอดีต ถึงแม้จะขึ้นชื่อเรื่องห้องน้ำมากแค่ไหน แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็ยังเดินทางไปเที่ยวประเทศจีนกันอย่างต่อเนื่อง แต่เร็ว ๆ นี้ ปัญหาเรื่องของห้องน้ำที่ประเทศจีนที่หลาย ๆ คนพูดถึงนั้นกำลังจะหมดไป เพราะล่าสุด ที่ประเทศจีนเตรียมสร้างห้องน้ำเพิ่มเติมทั่วประเทศแล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากสำนักข่าวซินหัวของประเทศจีน รายงานว่า กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนระบุว่า ในปี 2019 ประเทศจีนเตรียมสร้างและรีโนเวตห้องน้ำจำนวน 21,000 จุด ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการปฏิวัติห้องน้ำ ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2015 เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ใช้ห้องน้ำที่สะอาดและทันสมัย โดยในปีนี้จีนได้สร้างและปรับปรุงห้องน้ำสำหรับนักท่องเที่ยวไปแล้วราว 24,000 จุดทั่วประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงห้องน้ำ 15,000 แห่งในพื้นที่ทุรกันดารทางตอนกลางและฝั่งตะวันตกของจีน

ทั้งนี้ โครงการสร้างห้องน้ำดังกล่าวมีการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในห้องน้ำ เพื่อพัฒนามาตรฐานด้านสาธารณสุข ลดพลังงาน ลดการใช้น้ำ และทำให้ห้องน้ำเข้าถึงง่ายขึ้น อย่างเช่น แอปพลิเคชันค้นหาห้องน้ำใกล้เคียงในสถานที่ท่องเที่ยวของจีน เป็นต้น โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เคยกล่าวไว้ว่า ต้องการกระตุ้นการปฏิวัติห้องน้ำในพื้นที่ชนบท เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นภัยคุกคามชื่อเสียงของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวประเทศจีน พร้อมย้ำว่าห้องน้ำมีความสำคัญต่อการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

อย่างไรก็ตาม จีนตั้งเป้าเอาไว้ว่า ในอีก 3 ปีต่อจากนี้ จะมีการสร้างและปรับปรุงห้องน้ำอีก 64,000 แห่ง ระหว่างปี 2018-2020 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศให้ยั่งยืนและน่าเดินทางมาเที่ยวมากขึ้น และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : เนื้อหาและภาพจาก China Xinhua News


-กลิ่นปาก-ไม่ใช่เรื่องตลก-แก้ปัญหาด้วยวิธีง่ายๆ_web.jpg

kinyupen_adminDecember 20, 2018

ปัญหากลิ่นปากเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุก ๆ คน และคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังประสบปัญหานี้อยู่ ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ

เพราะกลิ่นปากไม่ใช่เรื่องตลก ปัญหากลิ่นปากเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุก ๆ คน บางคนไม่รู้ตัวว่าขณะพูดนั้นตนมีกลิ่นปาก จึงทำให้คนรอบข้างที่เป็นคู่สนทนาเมื่อต้องมาเจอกลิ่นปากเข้าไป ต้องเกิดอาการชะงักไปชั่วขณะ เมื่อเจอกับกลิ่นปากที่ไม่พึงประสงค์

เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องตลกเสมอไป เมื่อใครที่ถูกล้อเลียนเรื่องกลิ่นปากจะเกิดความรู้สึกไม่ดีสักเท่าไหร่ ที่ถูกคนรอบข้างล้อเลียนแล้วเอาเรื่องกลิ่นปากของเราไปนินทากันในวงสนทนา เชื่อว่าปัญหากลิ่นปากไม่ใช่เรื่องเล็ก และคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังประสบปัญหานี้อยู่

หลายคนคงสงสัยว่าปัญหากลิ่นปากเกิดขึ้นได้อย่างไร ต้นเหตุมาจากตรงไหน จริง ๆ แล้วเรื่องของกลิ่นปากเกิดจากอาหารที่เรารับประทานกันอยู่ทุก ๆ วัน ทั้งกระเทียม หอม สะตอ เครื่องเทศ อาหารกระป๋อง ฯลฯ การสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก ขณะเดียวกัน อาหารที่เต็มไปด้วยแป้งและน้ำตาล ก็เป็นอาหารที่สามารถเกิดเชื้อแบคทีเรียในปากได้มาก นอกจากนี้ ใครที่มีปัญหาฟันผุ เหงือกอักเสบ หรืออาการติดเชื้อที่ช่องคอ เช่น ไซนัส ปอด ปากคอแห้งจากปัญหาน้ำลายน้อย ปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดปัญหากลิ่นปากได้เช่นกัน

ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการดังนี้ แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ทุกเช้า-เย็น รวมไปถึงหลังรับประทานทานอาหารอย่างน้อย 30 นาที ซึ่งทุกครั้งที่แปรงฟัง ควรแปรงลิ้นด้วย เพื่อลดแบคทีเรีย และคราบโปรตีนที่อยู่บนผิวลิ้น อย่าใช้น้ำยาบ้วนปากแทนการแปรงฟัน เพราะไม่สามารถกำจัดเศษอาหารที่ติดตามซอกฟันได้ และ พยายามดื่มน้ำมาก ๆ ไม่ว่าจะหลังมื้ออาหาร หลังทานขนม เครื่องดื่ม หรือระหว่างวันก็ควรดื่ม หรือจิบน้ำด้วย ทั้งนี้ หากมีปัญหาในช่องปาก เช่น ฟันผุ เหงือกอักเสบ ควรพบทันตแพทย์เพื่อรักษาทันที ที่สำคัญอย่าลืมพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากและฟันทุก ๆ 6 เดือน – 1 ปี

สุดท้าย ถึงแม้ว่าปัญหากลิ่นปากเกิดขึ้นจากสาเหตุหลาย ๆ สาเหตุ ฉะนั้น หากเรารู้ว่าต้นเหตุของปัญหากลิ่นปากได้อย่างชัดเจน และรีบทำตามแก้ปัญหาให้ถูกจุด ก็จะทำให้ปัญหาเรื่องของกลิ่นปากลดลงไปอย่างแน่นอน คราวนี้กลิ่นปากของเราก็จะมีแต่ลมหายใจหอมสดชื่นแน่นอน


Banner_welltitude_ชานมไข่มุก.jpg

kinyupen_adminDecember 19, 2018

“ชานมไข่มุก” หนึ่งในเครื่องดื่มยอดฮิตของใครหลาย ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าหากรับประทานบ่อย ๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายอย่างมาก และเสี่ยงต่อการเป็น 5 โรคร้ายอีกด้วย

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องดื่มยอดฮิตของใครหลาย ๆ คนเลยก็ว่าได้ สำหรับ “ชานมไข่มุก” อีกหนึ่งเครื่องดื่มที่เป็นที่นิยมของทั้งเด็ก วัยรุ่น และคนทำงานทั้งหลาย เพราะด้วยรสชาติของน้ำต่าง ๆ ที่แสนจะอร่อย หวาน หอม และสดชื่นแล้ว “ไข่มุก” ที่อยู่ภายในแก้ว ก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของความอร่อย ที่มีความนุ่ม หนึบหนับ เมื่อดูดแล้วทำให้ได้ความสดชื่น

ชานมไข่มุก มีถิ่นกำเนิดจากประเทศไต้หวัน เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ เนื่องจากมีชาวไต้หวันคนหนึ่งเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น และเห็นคนญี่ปุ่นดื่มกาแฟใส่น้ำแข็ง เขาจึงเกิดไอเดียและกลับมาเปิดร้านชาเย็นที่ไต้หวันดูบ้าง ปรากฎว่าขายดีมาก จนกระทั่งในปี 1988 มีวันหนึ่งในขณะที่ร้านกำลังประชุมกันเรื่องคิดค้นสูตรชาใหม่ ๆ มาขาย ในตอนนั้นเขากำลังรับประทานขนมหวานที่เรียกว่าเฝิ่นหยวน ซึ่งเป็นขนมลูกกลม ๆ ที่ทำมาจากแป้งมันสำปะหลังอยู่ ด้วยความนึกสนุก เขาจึงเทขนมที่กำลังกินอยู่ลงไปในชานมเย็นที่วางอยู่ในห้องประชุม แล้วเขาก็ลองชิมดูรู้สึกว่าอร่อยดี จึงเกิดเป็นเครื่องดื่มชานมไข่มุกขึ้น และทำให้ชานมไข่มุกคือเครื่องดื่มที่มียอดขายมากที่สุด และแพร่หลายไปทั่วประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย

แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ภายใต้ความอร่อยของ “ชานมไข่มุก” นั้น มีอันตรายแอบแฝงอยู่ หากรับประทานบ่อย ๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายอย่างมาก โดยแพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ชานมไข่มุกที่เราซื้อรับประทานกันนั้น เม็ดไข่มุกปริมาณ 30 กรัม มีพลังงานสูงถึง 100 แคลอรี่ มีปริมาณมากกว่าข้าว 1 ทัพพี ส่วนชานั้นมีส่วนผสมทั้งคาเฟอีน ครีมเทียม และน้ำตาล หากรับประทานบ่อย ๆ อันตรายต่อสุขภาพ และเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ 5 โรค ประกอบด้วย (1.) โรคอ้วน , (2.) โรคไขมันเกาะตับ , (3.) โรคหัวใจและหลอดเลือด , (4.) โรคเบาหวาน และ (5.) โรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร

นอกจากนี้ รู้หรือไม่ว่า ชานมไข่มุก 1 แก้ว มีพลังงาน 350-400 กิโลแคลอรี หากดื่มชานมไข่มุกไป 1 แก้ว ควรลดทอนข้าวและแป้งในมื้อถัดไป และที่สำคัญถ้าจะให้ดีเลย ไม่ควรรับประทานเกิน 1 แก้ว/สัปดาห์ ฉะนั้น ใครที่ชื่นชอบชานมไข่มุกก็ควรลดปริมาณลงบ้าง รับประทานได้แต่ไม่ควรทานบ่อย ๆ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีของตัวเอง