“อ้วนเพราะโครงสร้างสังคม” เป็น Topic ที่กำลังถกกันอย่างสนั่นในสังคมออนไลน์ว่ามันเป็นไปได้ยังไง โครงสร้างสังคมจะไปทำให้คนอ้วนขึ้นได้ยังไง เอาอะไรมาอ้วนหรืออ้วนกี่โมง ?

วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำรายงานจาก Spotlight พามาสำรวจ 3 มุมของ “โครงสร้างสังคม” ว่า สามารถส่งผลดีและเสียต่อสุขภาพของคนในสังคมได้อย่างไร ไม่ใช่แค่น้ำหนักตัว แต่ขยายกว้างถึงสุขภาพอื่น ๆ ด้วย

ถนนที่เดินง่าย และพื้นที่สาธารณะ
ความกว้างของทางเท้า ความสม่ำเสมอของอิฐที่ปูไว้ โครงข่ายทางเดินไปถึงจุดสำคัญในเมืองได้มากแค่ไหน มีแผ่นนำทางสำหรับผู้พิการสายตาหรือยัง ทางเดินมีอากาศถ่ายเท มีร่มเงาแค่ไหน เหล่านี้คือ องค์ประกอบของเมืองเดินดี หรือ walkable cities หนึ่งในปัจจัยที่ช่วยสร้างเสริมสุขภาพคนตั้งแต่แรกเกิด

เมืองเดินดี หรือ เมืองเอื้อต่อการเดินคือ เมืองที่ถูกออกแบบมาสนับสนุนให้คนเดินให้มากที่สุด และลดการเดินทางด้วยพาหนะให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะทางอันใกล้ แนวคิดนี้ปรากฎในการออกแบบเมืองหลายที่ ตัวอย่างเมืองเดินดีที่ได้รับการจัดอันดับจากรายงาน A universal framework for inclusive 15-minute cities ยกตัวอย่างเมืองเดินดีอาทิ มิลาน ประเทศอิตาลี, โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก, ตูริน ประเทศอิตาลี, มิวนิก เยอรมนี, เอดินบะระ ประเทศสก็อตแลนด์

สาธารณสุขแข็งแรง คนแข็งแรง
คนเรามีปัญหาสุขภาพและป่วยได้จากหลายปัจจัย และสาธารณสุขของประเทศเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ เพราะหากเรามีบุคลากรทางการแพทย์เพียงพอ มีการรักษา ยาที่รวดเร็วเข้าถึงง่าย สถานพยาบาลไม่อยู่ไกลเกินไป ราคาจับต้องได้แบบไม่ทำให้ลมจบตอนจ่ายเงิน แบบนี้การรักษาอาการป่วยไข้ต่าง ๆ คงเป็นไปได้เร็วขึ้น

แล้วมันเกี่ยวกับความอ้วนอย่างไร?
เพราะสาธารณสุขที่ดีไม่ใช่การรักษา แต่คือการป้องกันด้วย หลายประเทศออกแบบสาธารณสุขให้ป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs สาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย ซึ่งมีโรคอ้วนเป็นตัวการสำคัญ

หลักสูตรการศึกษากับสุขภาพเด็ก
งานวิจัยหลายชิ้นบอกกับเราว่า เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และการเรียนรู้ที่ดีกว่าเมื่อได้เล่นนอกห้องเรียน ตัวอย่างหนึ่งคืองานปี 2023 Physical Activity and Academic Performance in School-Age Children: A Systematic Review ที่ชี้ว่า กิจกรรมทางกายส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในสมอง ซึ่งเป็นตัวกลางที่ช่วยเพิ่มพูนทั้งประสิทธิภาพของกระบวนการคิดและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

WHO แนะนำว่า เด็กอายุ 1-4 ปีควรใช้เวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมงต่อวันเล่นนอกบ้าน อายุ 5-17 ปี ควรใช้เวลาอย่างน้อย 60 นาที พร้อมเสริมด้วยว่า ยิ่งมากยิ่งดี แต่การเล่นนอกบ้านไม่ได้กำหนดโดยตัวเด็กหรือผู้ปกครองเท่านั้น “โครงสร้างสังคม” ซึ่งในที่นี้อยู่ในรูปแบบของ “หลักสูตรการศึกษา” ก็มีผลต่อการเล่นนอกห้องเรียน/นอกบ้านเช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก : spotlight _ amarintv



