ไวรัสนิปาห์ VS โควิด-19 อาการคล้ายกันแต่รุนแรงกว่า!

0
5
kinyupen

จากกรณีที่อินเดียกำลังเร่งควบคุมการระบาดของ ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) ในรัฐเบงกอลตะวันตก ทางตะวันออกของประเทศ หลังจากพบผู้ติดเชื้อแล้ว และต้องกักกันผู้สัมผัสใกล้ชิดอีกจำนวนหนึ่ง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยวางมาตรการเฝ้าระวังทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด

โดยไวรัสนิปาห์ ทำให้เกิดอาการทางระบบประสาท เช่น สมองอักเสบ และระบบทางเดินหายใจ อาจมีอาการไอ หายใจลำบาก ภาวะระบบหายใจล้มเหลว และอาจเสียชีวิตได้ ทำให้หลายคนเกิดความกังวลว่าอาจมีการระบาดซ้ำในลักษณะเดียวกับโรคโควิด-19 

จากข้อมูลพบว่า โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ติดต่อได้ยากกว่าโรคโควิด-19 เนื่องจากต้องมีการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งโดยตรง เช่น น้ำลาย ปัสสาวะ มูล หรือเลือด แต่อัตราการเสียชีวิตสูงกว่า

แหล่งรังโรคตามธรรมชาติคือค้างคาวผลไม้ เชื้อสามารถแพร่สู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือผ่านสัตว์ตัวกลาง เช่น สุกร รวมถึงอาจติดต่อจากคนสู่คนได้ในบางสถานการณ์ จึงจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังและป้องกันอย่างรอบด้าน เพื่อเป็นการทำความเข้าใจโรคได้ชัดเจนมากขึ้น กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีข้อมูลเปรียบเทียบอาการของโรคทั้ง 2 มาให้ได้พิจารณากัน

เปรียบเทียบอาการไวรัสนิปาห์และโควิด-19

การพบการระบาดครั้งแรก

ไวรัสนิปาห์ : ไม่ใช่ไวรัสใหม่ จากข้อมูลของ นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า เริ่มพบการระบาดของโรคนิปาห์ในช่วงปี พ.ศ. 2541–2542 ซึ่งเป็นการระบาดครั้งใหญ่ที่สุด เกิดขึ้นในประเทศมาเลเซีย รัฐเปรัก (Perak) และขยายการระบาดลงไปถึงประเทศสิงคโปร์ มีผู้ป่วยรวม 265 ราย เสียชีวิตกว่า 108 คน ขณะที่ประเทศไทยยังไม่พบรายงานผู้ติดเชื้อ

ไวรัสโควิด-19 : เป็นการระบาดใหญ่ทั่วโลก โดยพบครั้งแรกในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 ในนครอู่ฮั่น เมืองหลวงของมณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน ขณะที่ประเทศไทยพบผู้ป่วยรายแรกเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563 และรายงานผู้ป่วยชาวไทยรายแรก ซึ่งมีอาชีพขับรถแท็กซี่ ไม่เคยมีประวัติเดินทางไปต่างประเทศ แต่มีประวัติให้บริการรับส่งผู้โดยสารชาวจีน

สาเหตุ / ชนิดไวรัส

ไวรัสนิปาห์ : เป็นไวรัส RNA ในตระกูล Paramyxoviridae สกุล Henipavirus เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน และมีแนวโน้มก่อโรคในระบบประสาทและระบบทางเดินหายใจ มีต้นตอจาก ค้างคาวผลไม้ ซึ่งเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ อาจผ่าน สัตว์ตัวกลาง เช่น สุกร ก่อนติดสู่คน

ไวรัสโควิด-19 : เกิดจากการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นไวรัสในตระกูล Coronaviridae ก่อโรคทางเดินหายใจเป็นหลัก เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับค้างคาว แต่ยังไม่ยืนยัน 100% หลังเริ่มระบาดแล้ว มนุษย์คือแหล่งแพร่เชื้อหลัก

ระยะฟักตัว

ไวรัสนิปาห์ : ประมาณ 4–14 วัน และอาจยาวนานถึง 45 วันในบางราย

ไวรัสโควิด-19 : โดยทั่วไป 1–14 วัน เฉลี่ยประมาณ 2–7 วัน

อาการเริ่มต้น

ไวรัสนิปาห์ :  มีอาการคล้ายไข้หวัด ได้แก่ ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน อาจเกิดปอดอักเสบและปัญหาการหายใจ

เมื่ออาการรุนแรง อาจมีอาการวิงเวียน สับสน ชัก ความผิดปกติของสมอง หรือภาวะสมองอักเสบ และอาจเข้าสู่ภาวะโคม่าอย่างรวดเร็วภายใน 24–48 ชั่วโมง

มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 40–75

ไวรัสโควิด-19 :  มีไข้สูงเกิน 37.5 องศาเซลเซียส ไอแห้ง เจ็บคอ หายใจลำบาก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ หรือท้องเสีย

ในรายที่อาการรุนแรงอาจเกิดปอดอักเสบและภาวะหายใจล้มเหลว

อาการทางระบบประสาทพบได้น้อย และโดยทั่วไปไม่รุนแรงถึงขั้นสมองอักเสบ

อัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าไวรัสนิปาห์อย่างมาก

การติดเชื้อและการแพร่กระจาย

ไวรัสนิปาห์ : แพร่ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งหรือเลือดของผู้ติดเชื้อ หรือการสัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น ค้างคาวผลไม้หรือสุกร การวินิจฉัยใช้การตรวจ PCR หรือการตรวจภูมิคุ้มกัน (ELISA)

ไวรัสโควิด-19 : แพร่ผ่านละอองทางเดินหายใจจากคนสู่คนได้ง่าย วินิจฉัยด้วยการตรวจ PCR หรือชุดตรวจ ATK

วัคซีนและการรักษา

ไวรัสนิปาห์ : ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะ ต้องรักษาตามอาการ

ไวรัสโควิด-19 : มีวัคซีนและแนวทางการรักษาที่ชัดเจน

การดูแลและป้องกัน

ไวรัสนิปาห์

หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่า หรือสัตว์ป่วย

ไม่รับประทานผลไม้ที่ถูกสัตว์กัดแทะ และไม่ดื่มน้ำหวานดิบจากธรรมชาติ

หากมีไข้ร่วมกับอาการทางระบบประสาท และมีประวัติเสี่ยง ควรรีบพบแพทย์ทันที

ไวรัสโควิด-19

สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย และเว้นระยะห่าง

หากมีอาการควรตรวจ ATK แยกตัว พักผ่อน และดื่มน้ำให้เพียงพอ

กลุ่มเสี่ยงควรพบแพทย์ทันทีหากมีอาการหอบ เหนื่อย หรือแน่นหน้าอก

ขอบคุณข้อมูลจาก : PPTVHD36

kinyupen

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here