_เพราะยุคนี้-มนุษย์เงินเดือนให้ความสำคัญกับ-งาน-เป็นสิ่งแรก_web.jpg

kinyupen_adminJuly 29, 2019

ปัจจุบัน มนุษย์เงินเดือนทั่วโลกที่ไม่ยอมหยุดลาพักร้อนมีจำนวนสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมนุษย์เงินเดือนในประเทศไทยติดอันดับ 7 ที่ไม่ยอมใช้สิทธิ์ลาพักร้อน แถมยังเลือกยกเลิกวันลาพักร้อน ด้วยสาเหตุอันดับแรก ๆ คือ “ติดงาน”

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวของมนุษย์เงินเดือนที่ชีวิตของเขาเกิน 50% ต้องจมอยู่กับหน้าที่การงานที่จะต้องรับผิดชอบ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่หลายคนไม่ละทิ้งภารกิจหน้าที่ของตนเอง กลับให้ความสำคัญกับเรื่องของงานเป็นอันดับแรกของชีวิต เพราะอะไร? ก็เพราะว่างานคือปากท้องไว้หาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวนั่นเอง

ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมคนไทยคนถึงความสำคัญกับเรื่องของงานมาเป็นอย่างแรก เพราะจากผลการสำรวจจากรายงานประจำปี 2561ของ Expedia ที่ได้สำรวจเรื่อง 18th Annual Vacation Deprivation? Study เกี่ยวกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่ไม่ยอมหยุดลาพักร้อน และสาเหตุที่ไม่ได้พักผ่อนอย่างแท้จริงใน 19 ประเทศทั่วโลก ผลการสำรวจพบว่า นักท่องเที่ยววัยทำงานที่ไม่ยอมหยุดลาพักร้อนกำลังมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอินเดียเป็นประเทศที่มีคนไม่ยอมหยุดลาพักร้อนมากที่สุดอันดับ 1 ของโลก มีสัดส่วนสูงถึง 75% รองลงมาอันดับ 2 คือ เกาหลีใต้ 72% และ อันดับ 3 ฮ่องกง 69% , อันดับ 4  มาเลเซีย 67% , อันดับ 5 ฝรั่งเศส  64% , อันดับ 6 สิงคโปร์ 63% และประเทศไทยติดอันดับ 7 ประเทศที่ใช้วันลาพักร้อนน้อยที่สุดในโลกด้วยอัตราส่วน 62%

สำหรับคนไทยที่ไม่ลาหยุดพักร้อนนั้น แตกต่างกันไปตามกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งกลุ่มที่ไม่ใช้วันลาพักร้อนมากที่สุดอันดับ 1 คือ ด้านการเกษตร รองลงมา คือ ด้านการตลาดและสื่อ และด้านอาหารและเครื่องดื่ม ส่วนเหตุผล 3 อันดับแรกที่คนไทยไม่ใช้วันลาพักร้อน ได้แก่ ไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี , อยากเก็บวันหยุดไว้ใช้ลาในช่วงวันหยุดยาว และไม่สามารถลาหยุดงานได้

อย่างไรก็ตาม พบว่ามี 42% ที่เลือกใช้วิธีเดินทางท่องเที่ยวระยะสั้น แทนการไม่ได้ลาในช่วงวันหยุดยาว เนื่องจากเป็นการเดินทางที่รวดเร็ว ใช้เวลาในการเดินทางไม่เกิน 4 ชั่วโมง และเลือกพักผ่อนใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ได้

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาว่าการหยุดทำงานนั้นสำคัญมาก แต่ก็ยังพบข้อมูลที่ชวนประหลาดใจว่า คนไทย 24% ยังคงเช็คอีเมลที่ทำงาน ข้อความเสียง ระหว่างที่ลาพักร้อนอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง และ 42% จะใช้วันหยุดในช่วง 3-6 เดือน ก่อนที่จะหมดเวลาพักร้อนประจำปี

จะเห็นได้ว่ามนุษย์เงินเดือนให้ความสำคัญกับเรื่องงานอย่างมาก เนื่องจากในปัจจุบัน อัตราการจ้างงานค่อย ๆ ลดลง มนุษยืเงินจึงต้องขยันทำงานเป็นพิเศษ ต้องอดทน ต้องต่อสู้ เพื่อที่ตนเองจะอยู่ในองค์กรดังกล่าวให้ได้ ในแวดวงการหางานในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า ผู้ประกอบการบางแห่งทยอยปรับลดจำนวนพนักงานลง บางบริษัทถึงขั้นปิดบริษัท เนื่องจากแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว ทำให้มีพนักงานในบริษัทจำนวนไม่น้อยต้องถูกเลิกจ้างและกลายเป็นคนว่างงานในทันที ซึ่งส่วนใหญ่ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเลย

มนุษย์เงินเดือนถ้ามีความขยันถือเป็นเรื่องที่ดี ทั้งแก่ตนเองและองค์กรนั้น ๆ แต่ก็ควรให้เวลากับตัวเองบ้างในบางครั้ง เพราะการทำงานหนักจนเกินไป ไม่ใช่เรื่องดีต่อร่างกายและจิตใจ ฉะนั้น ควรหาเวลาพักผ่อนเพื่อรีเซ็ตตัวเองบ้าง การลาพักร้อนไม่ได้หมายความว่าตัวเราจะต้องเป็นคนขี้เกียจเสมอไป แต่หมายถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เป็นผลดีต่อตัวเอง และการทำงานในระยะยาวนั่นเอง และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


_การเมือง-เรื่องใกล้ตัว-มีแต่เรื่องปวดหัว-ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี_web.jpg

kinyupen_adminJune 6, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุก ๆ ท่านไปติดตามเรื่องราวเรื่องหนึ่ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวเราเลยก็ว่าได้ คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เรื่องของ “การเมือง” ไม่ได้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่หรือกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้ว แต่ตอนนี้ เรื่องของ “การเมือง” กลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัยแล้ว สังเกตได้จากในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นวงสนทนาของคนวัยไหนหรือกลุ่มไหนก็ตาม “การเมือง” จะเป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่จะต้องมีการพูดคุย ถกเถียง แสดงความคิดเห็นกันในวงสนทนา หรือแม้กระทั่งแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ เป็นต้น

ปัจจัยที่ทำให้ “การเมือง” กลายเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้นมาดูกันว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ จนทำให้เรื่องของการเมืองกลางเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เข้าไปอยู่ในชีวิตของคนทุกเพศทุกวัย กระทั่งกลายเป็นวาระสำคัญในวงการสนทนาของกลุ่มคน ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน วัยผู้ใหญ่ และ วัยชรา

1. เพราะเราทุกคนอยู่ภายใต้การปกครอง : มนุษย์ทุกคนที่อาศัยอยู่ภายในประเทศนี้ ล้วนอยู่ภายใต้การปกครองของผู้นำประเทศ ต้องประพฤติ ปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามกฎหมายที่กำหนดไว้ หากทำผิดก็จะถูกลงโทษ

2. เพราะการเมืองเป็นเรื่องที่จะอยู่กับเราไปจนวันตาย : ความสัมพันธ์ของประชาชนกับการเมืองการปกครองมีความเกี่ยวข้องกับทุกด้านของชีวิตอย่างมากไปจนตาย อย่างเช่น เมื่อเราต้องการเปลี่ยนแต่งงานก็จะต้องจดทะเบียนสมรส เพื่อการให้การแต่งงานถูกต้องตามกฎหมาย คือรัฐรับรู้การแต่งงาน เห็นดีเห็นชอบ และมีผลทางกฎหมาย หรือหากคนในครอบครัวเสียชีวิต ก็จะต้องดำเนินการแจ้งตาย เพื่อให้ภาครัฐทราบว่ามีบุคคลเสียชีวิตลงและสาบสูญแล้ว เป็นต้น นอกจากนี้ การดำเนินชีวิตของเราจะต้องอยู่ภายใต้อำนาจกฎเกณฑ์ของการเมืองการปกครองแต่ละรัฐบาลที่มีนโยบายต่าง ๆ สำหรับการบริหารประเทศแตกต่างกันไป เราเองก็จะต้องปรับตัวให้เข้ากับการดำเนินชีวิตของคนส่วนใหญ่ให้ได้

3. เพราะการเมืองมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน : เพราะรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศมีอำนาจในการออกคำสั่งต่าง ๆ หรือกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนปฏิบัติตาม อย่างเช่น การประกาศเคอร์ฟิวส์เพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศที่ห้ามประชาชนอกนอกเคหะสถานในยามวิกาล เป็นต้น ดังนั้น การเมืองจึงมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตอย่างมาก

4. เพราะการเมืองเป็นเรื่องที่เราต้องฝากชีวิตส่วนหนึ่งไว้ที่รัฐบาลนั้นๆ ที่เข้ามาบริหารประเทศ : ชีวิตเราจะขับเคลื่อนไปในทิศทางไหนนั้น ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับการบริหารงานของรัฐบาลนั้น ๆ ด้วยเช่นกัน ด้วยนโยบายต่าง ๆ ที่อาจจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ อย่างเช่น เมื่อปี พ.ศ.2540 ที่หลายหน่วยงานต้องปิดกิจการ มีพนักงานถูกเลิกจ้าง ตกงานกันเป็นจำนวนมาก จากวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง ครอบครัวบางรายที่เคยมีฐานะร่ำรวยก็กลับกลายเป็นคนจนเลยก็มี บางครอบครัวต้องขายบ้าน ขายรถ เพื่อเอาเงินมาประทังชีวิตครอบครัว เป็นต้น

 

เมื่อ “การเมือง” มีแต่เรื่องปวดหัว แล้วเราจะรับมืออย่างไรดี?

เมื่อประชาชนเปิดรับข่าวการเมืองทุก ๆ วัน ทั้งจากวิทยุ โทรทัศน์ สื่อออนไลน์ หรือแม้กระทั่งการบอกต่อ ๆ กันของมนุษย์ เรื่องบางเรื่องอาจจะส่งผลกระทบกับชีวิตของเรา ทำให้เรารู้สึกปวดหัว เครียดไปกับเรื่องนี้ด้วย แต่ถึงแม้จะปฏิเสธที่จะเลิกติดตามข่าวการเมืองก็ตาม ชีวิตของคุณก็ยังต้องวนเวียนและพบเจอกับมันอยู่ดี สุดท้ายก็หนีไม่พ้น เราลองมาดูกันดีกว่า ว่าหากเรื่องการเมืองทำให้เราปวดหัว เราจะรับมืออย่างไรดี เพื่อจะได้อยู่ได้อย่างมีความสุข

โดย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้คำแนะนำกรณีติดตามข่าวการเมือง เปิดรับข่าวอย่างไรให้ห่างไกลจากความเครียด โดยมี 5 ข้อ ดังนี้

1. ควรใช้เวลาสำหรับติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างพอดี ไม่ควรติดตามต่อเนื่องเกิน 2 ชั่วโมงขึ้นไป เพราะจะทำให้รู้สึกเครียดมากขึ้น

2. ทำกิจวัตรประจำวันให้เป็นปกติ เบี่ยงความสนใจจากข่าวสารไปเรื่องอื่น ละเว้นการรับรู้ข่าวการเมืองบ้าง โดยหันไปทำหน้าที่ของตนเอง อาทิ ไปเรียนหนังสือ ไปทำงาน หรือใช้เวลาว่างอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การติดตามข่าวการเมืองหรือการสนทนาประเด็นการเมือง

3. เคารพความคิดเห็นแบบประชาธิปไตยที่มีความแตกต่างหลากหลายได้ ควรเปิดกว้างและรับข้อมูลข่าวสารที่แตกต่าง โดยไม่ติดตามข่าวการเมืองหรือรับข้อมูลข่าวการเมืองเพียงด้านเดียว เพราะจะทำให้ตัวเราเกิดอารมณ์รุนแรง

4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง ช่วยให้ความเครียดลดลง

5. หาเวลาไปออกกำลังกาย ปฏิบัติธรรม ทำสมาธิ เพื่อผ่อนคลายความเครียด

 

หลังจากนี้ ไม่ว่าการเมืองจะไปในทิศทางไหนเราไม่รู้ แต่เราในฐานะประชาชนผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศชาติ จะต้องเรียนรู้และปรับตัวเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในได้อย่างมีความสุข หากเราสามารถทำได้  เราก็จะรับมือได้และอยู่บนโลกใบนี้ได้ เพราะเรามีภูมิคุ้มกันที่ดี ไม่ว่าจะมีอุปสรรคหรือปัญหาอะไรเกิดขึ้นก็ตาม และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


kdtg0hk.jpg

kinyupen_adminMarch 29, 2019

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของบางกะเจ้า อำเภอพระประแดง ปัจจุบันเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ในฐานะ “แหล่งฟอกปอดขนาดใหญ่ใกล้เมืองกรุง” ซึ่งมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่อันน่ารื่นรมย์ มีจุดเช็คอิน กิน ดื่ม ชม ช็อป พร้อมกิจกรรมสนุกมากมาย ทั้งการที่เดินทางไปมาสะดวก จึงเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุดเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ บางกะเจ้า รวมถึงบริเวณพื้นที่รอบตัวอำเภอพระประแดง ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ถูกสั่งสมและถ่ายทอดมาเกือบ 200 ปี โดยเฉพาะศิลปวัฒนธรรมของวัดวาอารามที่มีอยู่มากมาย แต่ละวัดสามารถถ่ายทอดร้อยเรียงความเป็นมาของประวัติศาสตร์ไทยได้เป็นอย่างดี ซึ่งเมื่อลงลึกลงไปจะเห็นได้ว่ามีความเป็นมาที่ผูกพันธ์กับแผ่นดินรัตนโกสินทร์เป็นอย่างมาก

วันนี้ทีมงานกินอยู่เป็น จึงขอรวบรวมข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์น่าสนใจของ 10 วัด รอบพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า และบริเวณรอบๆ อำเภอพระประแดง มาให้ทุกท่านได้ทราบ เผื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่นิยมการเดินทางทำบุญไหว้พระทำบุญ รับรองว่าการมาไหว้พระที่นี่ นอกจากท่านจะได้ทำบุญแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ท่านได้ศึกษาความเป็นมาน่าสนใจของประวัติศาสตร์ไทยอีกทางหนึ่งด้วย

แต่ต้องขอบอกก่อนว่า นอกจาก 10 วัดนี้แล้ว อำเภอพระประแดง และ บางกะเจ้า ก็ยังมีวัดเก่าแก่ที่สำคัญอีกมาก ซึ่งทุกท่านสามารถร่วมแชร์ หรือ ถ่ายทอดเรื่องราว มาบอกกล่าวทีมงานกันได้ แต่ตอนนี้ถ้าพร้อมแล้วไปชมกันเลย…

 

Credit : http://bangnamphueng.go.th

1. วัดบางน้ำผึ้งนอก ถูกสร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย อายุราว 350 ปี การมาวัดแห่งนี้ นอกจากนมัสการเพื่อขอพรจากหลวงพ่อใหญ่ พระประธานศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังสามารถแวะชมภาพจิตรกรรมของช่างศิลป์ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ในพระอุโบสถหลังเก่า เช่น ภาพหนุ่มสาวไทย ภาพการตั้งเครื่องบูชาแบบจีน ภาพเทวดาทวารบาล และภาพสาวมอญนุ่งผ้าแหวก ซึ่ง น. ณ ปากน้ำ หรือ อาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ ศิลปินแห่งชาติ บรรยายไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งของท่านว่า นี่คือภาพสาวมอญที่สวยที่สุดในสยามประเทศ

 

2. วัดบางน้ำผึ้งใน เดิมชื่อ “วัดดุสิฎาราม” ถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2450 ก่อนได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา (เขตที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานแก่พระสงฆ์เป็นการเฉพาะเพื่อใช้สร้างอุโบสถ) ใน พ.ศ.2453 ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดบางน้ำผึ้งใน” ปี พ.ศ.2560

วัดแห่งนี้เป็นเสมือนศูนย์รวมจิตใจที่ชาวบางน้ำผึ้งให้ความเคารพนับถือมายาวนาน โดยผู้ที่ไปเที่ยวตลาดบางน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่บริเวณด้านข้างวัด สามารถเข้ามาแวะไหว้ พระบรมสารีริกธาตุ เพื่อเสริมสิริมงคลได้

 

Credit : http://bangkorbuae.go.th

3. วัดบางกอบัว สันนิษฐานว่าสร้างตั้งแต่ยุคค้นแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ราวปี พ.ศ. 2247 โดยสองสามีภรรยาชาวมอญชื่อ “มะทอ” และ “ประทุม” โดยขนานนามว่า “วัดบางกะบัว” ต่อมาเพี้ยนเป็น “วัดบางกอบัว” โดยวัดแห่งนี้ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 11 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เคยเสด็จมาประทับแรมด้วย นอกจากนี้ยังเปิดสอนพระปริยัติธรรม มาตั้งแต่ พ.ศ.2480

 

4. วัดบางกระเจ้านอก ถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2453 ไม่ปรากฏนามผู้สร้าง เนื่องจากตั้งอยู่ที่ปากคลองบางกระเจ้า ชาวบ้านจึงนิยมเรียกว่า วัดปากคลองบางกระเจ้า อีกชื่อหนึ่งด้วย โดยวัดแห่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของคุ้งบางกะเจ้า และภายในวัดยังมีอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งสร้างขึ้นโดยความร่วมแรงร่วมใจของผู้มีจิตศรัทธาให้เคารพสักการะด้วย

 

Credit : Facebook : พระประแดงที่รัก

5. วัดอาษาสงคราม เป็นพระอารามหลวงอีกหนึ่งแห่งในพระประแดง ชื่อเดิมว่า “เภี่ยงเกริงสละ” เป็นภาษารามัญ แปลว่า “วัดคลองจาก” ก่อสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2363 โดย สมิงอาษาสงคราม แม่ทัพชาวรามัญ ของกรุงรัตนโกสินทร์ ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 2 ก่อนที่ต่อมาวัดแห่งนี้จะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดอาษาสงคราม” ตามพระราชทินนาม

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-20-ปี-เดินหน้า-หรือ-ถอยหลัง_web-1.jpg

kinyupen_adminOctober 18, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปวิเคราะห์ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” แผนการพัฒนาประเทศในระยะยาว สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน แผน “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” สุดท้ายแล้ว จะ “เดินหน้า” หรือ “ถอยหลัง”

ถึงเวลาทำตามสัญญาแล้ว! ช่วงนี้กระแสการเมืองไทยเรียกได้ว่ากำลังร้อนระอุกันเลยทีเดียว ทั้งการประกาศการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2562 , การจัดตั้งพรรคการเมือง ที่มีพรรคการเมืองน้องใหม่ผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก , การโยกย้ายหรือชักชวนนักการเมืองมากฝีมือเข้าสังกัดพรรคคู่แข่งหรือพรรคน้องใหม่ และล่าสุด เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ กับการประกาศใช้ “แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ที่ราชกิจจานเบกษาได้มีการเผยแพร่พระราชโองการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา

รู้จักยุทธศาสตร์ชาติ

รู้หรือไม่? “แผนยุทธศาสตร์ชาติ” มีสาระสำคัญคือเป็นแผนการพัฒนาประเทศในระยะยาว เพื่อใหประเทศไทยสามารถเดินหน้าบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยมีวิสัยทัศน์คือนำประเทศชาติเดินไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ทั้งนี้เพื่อนำมาซึ่งความอยู่ดีมีสุขของประชาชน โดยขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางที่พัฒนาด้วยการนำหลักตามปรัชญาแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

มั่นคง : ความมั่นคงและปลอดภัยจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับบุคคลถึงระดับสังคม ตลอดจนความมั่งคงในมิติต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการเมือง เป็นต้น

มั่งคั่ง : ประเทศไทยจะต้องมีการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับให้เป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน

ยั่งยืน : แผนยุทธศาสตร์ชาติที่ได้มีการวางกรอบการพัฒนาไว้จะต้องสร้างความเจริญทั้งรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องไม่ใช้ทรัพยากรที่เกินความจำเป็น การผลิตและการบริโภคจะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประชาชนจะต้องปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความสุขที่ยั่งยืนด้วย

6 ยุทธศาสตร์ชาติ

สำหรับสาระสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สามารถสรุปได้ทั้งหมด 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่

1. ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง : มุ่งพัฒนาเพื่อให้ประเทศชาติมีความมั่นคง ประชาชนใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคคลและเครื่อง ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ ให้มีความพร้อมในทุกๆ ด้าน
2. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน : มุ่งพัฒนาเพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติ บนแนวคิดพื้นฐาน 3 ประกาศ ได้แก่ ต่อยอดอดีต , ปรับปัจจุบัน และ สร้างคุณค่าใหม่ในอนาคต
3. ยุทธศาสตร์ชาติการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ : พัฒนาคนในทุกมิติ ทุกช่วงวัย ให้เป็นผู้้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีคุณภาพ
4. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม : ให้ความสำคัญกับการดึงเอาพลังของภาคส่วนต่างๆ มาร่วมขับเคลื่อน และเตรียมความพร้อมให้ประชากรเป็นผู้ที่มีคุณภาพ สามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งภาครัฐจะให้หลักประกันการเข้าถึงและสวัสดิการที่มีคุณภาพอย่างเป็นธรรม
5. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม : เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดยุทธศาสตร์ให้ได้มากที่สุด ภายใต้การดำเนินการบนพื้นฐานของการเติบโตร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืนและมั่งคั่่งต่อไป
6. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ : เน้นการพัฒนาที่สำคัญเพื่อปรับเปลี่ยนภาครัฐที่จากเดิมยึดหลัก “ภาครัฐของประชาชน เพื่อประชาชน และประโยชน์ส่วนรวม” ทั้งนี้ ภาครัฐต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับบทบาทของภารกิจ และต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกในปัจจุบันอยู่เสมอ

จะ “เดินหน้า” หรือ “ถอยหลัง”

หลังจากที่มีการประกาศใช้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี บังคับใช้อย่างเป็นทางการนั้น ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงแผนดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่างๆ นาๆ โดยนายสุริยะใส กตะศิลา มีความเห็นว่า

“ส่วนตัวเห็นด้วยที่จะมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ออกมาใช้ เพราะประเทศไทยจะได้มีการวางแผนและสามารถขับเคลื่อนประเทศให้บรรลุเป้าหมายและวิสัยทัศน์ที่วางไว้ ซึ่งในหลายประเทศที่มีการพัฒนาก็มีแผนยุทธศาสตร์และเป้าหมายที่ชัดเจน”

ขณะที่นายบรรยง พงษ์พานิช อดีตคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ มีความเห็นต่อแผนดังกล่าวในทางกลับกันว่า

“แผนดังกล่าวไม่มีกลยุทธ์ ไม่มีการจัดลำดับความสำคัญ ส่วนตัวมองว่าเป็นแค่การเขียนสิ่งที่เราต้องการลงไปตามใจของคนเขียนเท่านั้น อยากได้อะไรก็เขียนลงไป ซึ่งถ้าทำตามทุกอย่าง บอกเลยว่า เจ๊งแน่นอน เนื่องจากทรัพยากรมีไม่เพียงพอ และถ้าไม่ปฏิบัติตามก็เข้าข่ายผิดกฎหมายอีก”

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ประเทศไทยจะ “เดินหน้า” หรือ “ถอยหลัง” นั้น เราไม่สามารถทำนายหรือคาดเดาได้แน่นอน ทิศทางของประเทศจะเป็นอย่างไร สุดท้ายแล้ว คุณเท่านั้นที่จะเป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางของประเทศว่าจะให้เดินไปในทิศทางไหน ซึ่งก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเห็นประชาชนคนไทยสมัครสมานสามัคคี เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้เดินหน้าไปในทางที่ดีต่อไป และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


.-แนะการเมืองเร่งแก้-ปัญหาปากท้อง-ค่าครองชีพ_web-1.jpg

kinyupen_adminOctober 9, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าปัจจุบันบ้านเมืองมีความสงบมากกว่าที่ผ่านมา แต่ต้องการให้รัฐบาล-การเมืองไทย เร่งแก้ไขปัญหาด้านปากท้อง ค่าครองชีพ ปัญหาหนี้สิน และรายได้ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น

การใช้ชีวิตของประชาชนในปัจจุบันนี้ต้องบอกเลยว่ามีอะไรให้ทำหลากหลายอย่าง ตื่นมาตอนเช้าก็ต้องเตรียมตัวเดินทางไปทำงาน กว่าจะได้กลับบ้านอีกทีก็ช่วงเย็นๆ ค่ำๆ ต้องบอกว่าไม่ว่าเราจะทำสิ่งใดก็ตาม ส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นการที่จะต้องควักเงินในกระเป๋าจับจ่ายใช้สอยโน่นนี่นั่น จะทำอะไรก็ต้องมีรายจ่ายไปหมด แล้วสินค้าข้าวของต่างๆ นั้นสมัยนี้ก็แพงขึ้นกว่าแต่ก่อน คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประชานหลายคนถึงกับออกปากบ่นเลยว่า ค่าครองชีพไม่เพียงพอกับการดำเนินชีวิต หรือ รายจ่ายมีมากกว่ารายได้ เป็นต้น

ล่าสุด จากผลการสำรวจของสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เรื่อง “การเมืองกับความสุขของประชาชน” ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.8 ระบุว่า ภาพรวมของประเทศไทยขณะนี้เปรียบเทียบกับช่วงขัดแย้งการเมืองรุนแรงก่อนมี คสช. ตอนนี้ดีขึ้นมาก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือบทบาทการเมืองที่จะทำให้ประชาชนมีความสุข ร้อยละ 84.4 ระบุว่า ต้องแก้ปัญหาปากท้องเพิ่มรายได้ประชาชน ขณะที่ปัญหาที่ต้องการให้การเมืองแก้ไขเร่งด่วน ร้อยละ 83.7 ระบุว่า ปัญหาค่าครองชีพ หนี้สิน รายได้ตกต่ำ รายจ่ายสูงขึ้น

อย่างไรก็ตามผลวิเคราะห์ความสุขของประชาชน เมื่อนึกถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองขณะนี้ ประชาชนให้คะแนนความสุข 5.14 คะแนน จาก 10 คะแนน โดยให้กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองต้องเร่งรีบปรับท่าทีใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการแก้ความเดือดร้อนให้ตรงความต้องการของประชาชนมากที่สุด

คราวนี้ก็ต้องมาลุ้นและเป็นกำลังใจให้กับรัฐบาลในการแก้ปัญหาดังกล่าวให้กับประชาชน เพื่อให้ประชาชนคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งรายได้ อาชีพการงาน ค่าครองชีพ การศึกษาเล่าเรียน ฯลฯ ขณะเดียวกัน ปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนไร้ปัญหาเรื่องค่าครองชีพไม่เพียงพอนั้นก็คือตัวของประชาชนเอง ซึ่งต้องรู้จักระงับยับยั้งชั่งใจตัวเองในการที่จะประหยัด อดออม ไม่ใช้จ่ายในเรืองที่ฟุ่มเฟือย จะช่วยสามารถทำให้การใช้ชีวิตเป็นไปอย่างสมดุล มีกิน มีใช้ ไม่อดอยาก ไม่ขาดแคลน นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


-ขึ้นอันดับ-17-สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก_web.jpg

kinyupen_adminSeptember 25, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของเว็บไซต์ด้านการท่องเที่ยวชื่อดัง tripadvisor จัดให้มีการโหวตสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในปี 2561 โดย “วัดโพธิ์” ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลกอยู่ที่อันดับที่ 17 จากการโหวตของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

ต้องบอกว่าสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในประเทศไทยมีเยอะแยะไปหมด ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด จะเห็นได้ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจำนนวนมากเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยอยู่เรื่อยๆ ล่าสุด มีข่าวดีให้คนไทยได้ภาคภูมิใจกันอีกครั้ง เมื่อ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร” หรือ “วัดโพธิ์” ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก

โดยเว็บไซต์ tripadvisor เว็บไซต์ด้านการท่องเที่ยวชื่อดัง ได้จัดให้มีการโหวตสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ในปี 2561 ซึ่งผลโหวตของนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้โหวตให้ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร” หรือ “วัดโพธิ์” เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก โดยปีนี้ขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 17 และเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย แซงหน้ากำแพงเมืองจีน หลังจากปีที่แล้ว “วัดโพธิ์” อยู่ในอันดับที่ 24

 

 

 

ทั้งนี้ ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศเดินทางเข้ามาเที่ยวชม “วัดโพธิ์” กันเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน, เกาหลีใต้, อังกฤษ, อเมริกา, อินเดีย เป็นต้น วันละประมาณ 10,000 คน และในช่วงไฮซีซั่นจะมีจำนวนสูงถึง 15,000 คน เลยทีเดียว

สำหรับ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร” หรือ “วัดโพธิ์” เป็นวัดสำคัญที่อยู่คู่กรุงรัตนโกสินทร์ เป็นวัดประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 นอกจากศาสนสถานสำคัญต่างๆ ภายในวัดแล้ว ยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนจารึกวัดโพธิ์เป็นมรดกความทรงจำโลกของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เมื่อเดือนมีนาคม 2551 อีกด้วย

 

สำหรับ 25 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก ได้แก่
อันดับที่ 1   Angkor Wat กัมพูชา
อันดับที่ 2   Plaza de Espana สเปน
อันดับที่ 3   Sheikh Zayed Grand Mosque Center สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
อันดับที่ 4   St. Peter’s Basilica อิตาลี
อันดับที่ 5   Mezquita Cathedral de Cordoba สเปน
อันดับที่ 6   Taj Mahal อินเดีย
อันดับที่ 7   Duomo di Milano อิตาลี
อันดับที่ 8   Alcatraz Island สหรัฐอเมริกา
อันดับที่ 9   Golden Gate Bridge สหรัฐอเมริกา
อันดับที่ 10   Parliament ฮังการี
อันดับที่ 11   Old Town Square สาธารณรัฐเช็ก
อันดับที่ 12   Notre Dame Cathedral ฝรั่งเศส
อันดับที่ 13   Corcovado Christ the Redeemer บราซิล
อันดับที่ 14   Eiffel Tower ฝรั่งเศส
อันดับที่ 15   Tower of London สหราชอาณาจักร
อันดับที่ 16   Acropolis กรีซ
อันดับที่ 17   Temple of the Reclining Buddha (Wat Pho) ไทย
อันดับที่ 18   Mutianyu Great Wall สาธารณรัฐประชาชนจีน
อันดับที่ 19   Burj Khalifa สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
อันดับที่ 20   Sydney Opera House ออสเตรเลีย
อันดับที่ 21   Santuario Historico de Machu Picchu เปรู
อันดับที 22   El Ateneo Grand Splendid อาร์เจนตินา
อันดับที่ 23   Notre-Dame Basilica ควิเบก
อันดับที่ 24   Fushimi Inari-taisha Shrine ญี่ปุ่น
และ อันดับที่ 25   Shwedagon Pagoda เมียนมา

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : เว็บไซต์ www.tripadvisor.com


7-วิธีรับมือฝนตกหนักทั่วประเทศ_web.jpg

kinyupen_adminSeptember 5, 2018

ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฤดูฝน ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทยจะมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเสนอ 7 วิธีรับมือ “ฝนตกหนัก” ทั่วประเทศมาฝากกัน

ต้องบอกว่าช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝน ไปไหนมาไหนก็มักจะเจอฝนตกหนัก ท้องฟ้ามืดครึ้ม ทุกที่ ทุกเวลา บางวันก็ตกช่วงเช้า บางวันก็ตกช่วงค่ำ โชคร้ายหน่อยก็ตกทั้งวันทั้งคืน ส่งผลให้ประชาชนออกไปไหน มาไหนกันค่อนข้างจะลำบาก โดยเฉพาะเหล่านักเรียนที่จะต้องไปเรียนหนังสือ มนุษย์เงินเดือนที่จะต้องออกไปทำงานหาเงิน รวมไปถึงบุคคลทั่วไปที่จะต้องออกไปทำธุระต่างๆ นาๆ บางท่านยอมลุยฝนเพื่อ ที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางได้ทันเวลา จนทำให้เจ็บไข้ได้ป่วยในวันรุ่งขึ้นเพราะตากฝนนี่เอง วันนี้ “กินอยู่เป็น” จึงขอนำเสนอ 7 วิธีรับมือ “ฝนตกหนัก” ทั่วประเทศมาฝากกัน

 

 

 

 

 

 

1. พกร่ม-เสื้อกันฝนทุกครั้ง
ถือเป็นสิ่งที่แรกที่สำคัญอย่างยิ่ง เวลาอยู่ข้างนอกบ้าน แล้วอยู่ๆ ฝนตกขึ้นมาซะงั้น ร่มหรือเสื้อกันฝนก็เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อฝนตกปุ๊ป ก็กาง

ร่มหรือสวมเสื้อกันฝนทันที คราวนี้ก็ไปไหนมาไหนได้สบาย หายห่วง

 

 

 

 

 

 

2. เตรียมรองเท้าแตะ-รองเท้าบูท

เมื่ออยู่นอกสถานที่แล้วต้องไปเจอฝนตกหนัก ซึ่งพื้นที่น้ำท่วมขัง ก็ยากต่อการเดินลุยน้ำเข้าไปในพื้นที่นั้นๆ เพราะมันทั้งเฉอะ ทั้งแฉะ มิหนำซ้ำ รองเท้าที่คุณสวมใส่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าผ้าใบ รองเท้าหนังราคาแพงๆ แบรนด์ดังๆ ก็อาจจะเปียกฝนไปด้วย ฉะนั้น ถ้ากลัวรองเท้าสุดหรูของคุณจะเปียกจะเลอะ แนะนำว่าพกรองเท้าแตะติดตัวไปสัก 1 คู่ เดินลุยน้ำได้สบาย หรือถ้าไม่อยากลุยน้ำ ก็พกเป็นรองเท้าบูทกันเท้าเปียกก็ได้

 

 

 

 

 

 

 

3. เตรียมถุงพลาสติกติดไว้
ถุงพลาสติกสามารถทำอะไรได้สารพัดประโยชน์เลยทีเดีย โดยเฉพาะเวลาฝนตก หากคุณไม่มีร่ม ไม่มีเสื้อกันฝน ก็สามารถนำถุงพลาสติกสวมที่ศีรษะของเราได้ เพื่อกันฝนระหว่างเดินทาง หรือถ้าเวลาที่ต้องแบกของไปไหนมาไหน คุณก็สามารถเอาของทุกอย่างใส่ถุงพลาสติก เพื่อป้องกันการเปียกที่เกิดจากฝนตกได้อีกด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

4. พกผ้าเช็ดหน้าไว้สักผืน
หากคุณเปียกเนื่องจากโดนฝน ก็สามารถหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดได้ โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ถึงแม้จะช่วยป้องกันฝนไม่ได้ดีเท่าร่วมหรือเสื้อกันฝน แต่ก็ช่วยทำให้ใบหน้าของคุณแห้งได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

5. เตรียมเสื้อผ้าสำรองไว้สัก 1 ชุด
สำหรับคนที่จะต้องออกไปทำธุระข้างนอก โดยเฉพาะพบปะเพื่อนหรือลูกค้า ถ้าเกิดตัวเปียกปอนจากการลุยฝน ก็ทำให้ตัวเราเละตั้งแต่หัวจรดเท้าได้ เครื่องแต่งกายที่คุณสวมใส่ก็เช่นกัน สวมใส่ขณะเปียกแฉะขนาดนี้ไม่ดีต่อร่างกายเราแน่ๆ ทางที่ดีเตรียมเสื้อผ้าสำรองไว้สักชุด ใส่ในถุงพลาติกด้วย ป้องกันการเปียกจากฝน คราวนี้ถ้าเครื่องแต่งกายเราเปียกแฉะขึ้นมาจากการลุยฝน ก็ไม่ต้องกลัวอะไร เพราะว่ามีชุดสำรองมาเปลี่ยน

 

 

 

 

 

 

 

6. ทานยาลดไข้ เมื่อมีอาการน้ำมูกไหล
เมื่อโดนฝนเนื่อจากฝนตกหนัก ก็อาจจะส่งผลต่อสุขภาพของเรา ทำให้เราป่วย ไม่สบายขึ้นได้ ฉะนั้น เมื่อรู้ตัวว่าตนเองเริ่มมีอาการจาม น้ำมูลไหล ไข้ขึ้น ก็อย่าลืมทานขาลดไข้ทันที เพื่อบรรเทาอาการ จะได้หายป่วยไวๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

7. กลับถึงบ้าน อย่าลืม! อาบน้ำ-สระผม ทันที
เมื่อคุณตัวเปียกแฉะจากการลุยฟ้าลุยฝนมา เมื่อถึงบ้านจำไว้เลยว่า ต้องรีบอาบน้ำสระผมทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้ เพราะจะส่งผลเสียทำให้เราเจ็บป่วยไม่สบายขึ้นได้

 

 

 

 

 

 

ช่วงนี้ไปไหนมาไหนก็ระวังเรื่องฝนตกหนัก พกร่มคันเล็กๆ สักคัน หรือเสื้อกันฝนสัก 1 ตัวติดเอาไว้เวลาที่ต้องออกไปทำธุระข้างนอกในช่วงฝนตกหนัก เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองเปียกฝนจนนำมาสู่การเจ็บไข้ได้ป่วย ยังไงก็อย่าลืมให้ความสำคัญในการดูแลเรื่องของสุขภาพเอาไว้สักนิด จะได้รับมือช่วงหน้าฝนได้อย่างสบาย และไปเรียนหนังสือหรือทำงานด้วยสุขภาพที่ Strong! ไม่เจ็บ ไม่ป่วย นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต