Content_ลอยกระทง_Cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 11, 2019

จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ พบว่า “ลอยกระทง” เป็นพิธีกรรมที่ปรากฏในหลากพื้นที่ของทวีปเอเชีย แม้แต่ละแห่งจะมีที่มา เรื่องเล่าบนความเชื่อที่ต่างกันออกไป แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ พิธีกรรมของทุกแห่งล้วนเกิดจากความสำนึกในบุญคุณธรรมชาติ หรือ ผู้มีพระคุณเป็นตัวกำหนด ส่วนน่าสนใจอย่างไรนั้น กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวมมาเสนอกัน

ไทย = พิธีจองเปรียง หรือ ลอยพระประทีป

ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ถือเป็นหนึ่งประเพณีไทยที่สืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า “พิธีจองเปรียง หรือ การลอยพระประทีป”  มีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟว่า เป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทง

อินเดีย = เทศกาลทีปาวลี

เริ่มในช่วงปลายฝนต้นฤดูหนาว ระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เพื่อเฉลิมฉลองการนิวัติกลับอโยธยาของพระรามและนางสีดา อีกคติหนึ่งเพื่อบูชาพระลักษมี เทวีแห่งความร่ำรวย สมบูรณ์ และโชคลาภ ด้วยการจุดประทีปใส่ถ้วยเล็ก ๆ วางตามบ้าน หรือปล่อยให้ลอยตามแม่น้ำ

จีน = ลอยประทีปเพื่ออุทิศส่วนกุศล

ประเพณีเก่าแก่ของชนเผ่าฮั่น มองโกล ไป๋ และหมิง ในช่วงสมัยราชวงศ์หมิงและชิง เนื่องจากยุคนั้น ชาวมณฑลจี๋หลิน ต้องมีการขนส่งอาหารให้ทหารลาดตระเวนชายแดน ด้วยเส้นทางเดินเรือ ซึ่งเป็นงานหนักและเสี่ยงภัย ทำให้มีผู้เสียมากมายนับไม่ถ้วน เมื่อถึงเทศกาลสำคัญๆ ชาวจี๋หลินจึงลอยประทีป หรือ กระทงลักษณะเป็นรูปดอกบัว หรือ โคมไฟ ที่ข้างในมีเทียนจุดไฟไว้ ตามแม่น้ำ เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิต

ข้อสังเกตอีกประการ การลอยกระทงในประเทศจีน สามารถลอยได้ในทุกเทศกาล แต่ละพื้นที่มีความหมายแตกต่างกันออกไป เช่น เขตเจียงหนาน ขอพรให้โรคภัยไข้เจ็บ หายไปกับสายน้ำ เขตชายฝั่งทะเลขอพรให้เทพเจ้าช่วยปกป้องคุ้มครองภัย

ลาว = งานไหลเฮือไฟ

ประเพณีลอยกระทง หรือ งานไหลเฮือไฟ ของ สปป.ลาว จะมีการแข่งเรือที่ริมแม่น้ำโขง บูชาแม่น้ำด้วยการลอยประทีป เพื่อขอบคุณแม่น้ำโขงที่เลี้ยงดูมา

กัมพูชา = เทศกาลน้ำ

จัดขึ้นเพื่อระลึกบุญคุณ ขอบคุณแม่น้ำโขงที่เป็นสายน้ำหลักในการหล่อเลี้ยงชีวิต

พม่า = บูชาและขอบคุณพญานาค

กระทงของชาวพม่า มีลักษณะตกแต่งคล้ายดอกบัวบาน ปักธูปเทียน เพื่อบูชาและขอบคุณพญานาค ตามความเชื่อที่ว่าได้ช่วยปราบพญามารไม่ให้เข้ามาทำลายพระเจดีย์จากคำขอร้องของพระอุปคุต

“ข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า พิธีกรรมแต่ละแห่ง ล้วนเกิดจากความสำนึกในบุญคุณของธรรมชาติ – ผู้มีพระคุณเป็นตัวกำหนดแทบทั้งสิ้น นำสู่การขอขมาเพื่อแสดงความเคารพและขอบคุณที่ได้พึ่งพาอาศัย ตลอดจนการขอความอำนวยพร ถ่ายทอดเป็นประเพณีสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน”

อย่างไรก็ตามด้วยสภาพแวดล้อม และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป การขอขมาแหล่งน้ำผ่านการลอยกระทงกลับกลายเป็นดาบสองคมที่ซ้ำเติมธรรมชาติ เพราะสร้างขยะและสิ่งปฏิกูลมหาศาลลงแหล่งน้ำภายในช่วงข้ามคืน

ข้อมูลจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่าปี 2561 มีปริมาณขยะกระทงจำนวนมากเกือบถึง 1 ล้านใบ ซึ่งสถิติการจัดเก็บขยะกระทงของกรุงเทพมหานคร พบมีมากถึง 841,327 ใบ และพบกระทงโฟม อยู่ที่ 44,883 ใบ

ดังนั้นจะดีกว่าหรือไม่ หากเราหันมาใช้วัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เช่น ใบตอง หยวกกล้วย มันสำปะหลัง ขนมปัง หรือ น้ำแข็ง มาทำกระทง หรือ ใช้วิธีรวมใจกระทง 1 ใบ ลอยพร้อมกันหลายคน เพื่อลดผลกระทบต่อแหล่งน้ำให้มากที่สุด

นอกจากการลอยกระทงแล้ว การไม่ทิ้งขยะ เศษอาหาร สิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำ รวมถึงการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ก็เป็นอีกทางเลือกน่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการขอขมาแหล่งน้ำ ซึ่งนี่อาจเป็นวิธีแสดงความเคารพ และสำนึกในบุญคุณของแหล่งน้ำที่ง่าย แต่ตรงจุดและเหมาะสมที่สุดกับยุคปัจจุบันก็เป็นได้


5-เรื่องใหญ่ใกล้ตัว-เตือนสติมนุษย์คืนวันลอยกระทง_web.jpg

kinyupen_adminNovember 22, 2018

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของเทศกาลวันลอยกระทง ที่ทุก ๆ ปี หน่วยงานหลายภาคส่วนให้ความสำคัญและเฝ้าระวังเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในคืนวันลอยกระทง เป็น 5 เรื่องใหญ่ใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ และมนุษย์ควรต้องรู้และให้ความสำคัญให้มาก ๆ

“วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริง วันลอยกระทง” ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่ง และวันนี้ (22 พ.ย.61) ก็ถือเป็นอีกหนึ่งวันที่พระจันทร์เต็มดวง แม่น้ำหลายสายจะหลากเต็มตลิ่ง “ลอยกระทง” เวียนมาบรรจบครบอีกหนึ่งปีแล้ว ปีนี้คนไทยก็เตรียมเนื้อเตรียมตัววางแผนชวนครอบครัว คนรัก เพื่อนฝูง ไปลอยกระทงตามแม่น้ำคูคลองต่าง ๆ เพื่อขอขมาแม่น้ำคงคาที่มนุษย์ได้ใช้น้ำ เพื่อชำระร่างกาย ดื่มกิน ทิ้งสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ลงไปในแม่น้ำ นอกจากนี้ยังเป็นการลอยความทุกข์ ความโศก ความเศร้าต่าง ๆ ให้ลอยทิ้งไปกับแม่น้ำอีกด้วย

ปัจจุบัน หลายสถานที่มีการจัดกิจกรรมวันลอยกระทงกันแทบทุกจังหวัด ไม่เพียงแค่วัดวาอารามเท่านั้น ตอนนี้ห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา สวนสาธารณะหลาย ๆ แห่ง ก็เริ่มเปิดพื้นที่จัดกิจกรรม เชิญชวนนักท่องเที่ยวมาร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง ซึ่งเป็นประเพณีที่สำคัญของไทยอย่างหนึ่ง ไฮไลท์สำคัญนอกเหนือจากการลอยกระทงในแม่น้ำแล้ว ยังมีกิจกรรมการประกวดนางนพมาศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สาว ๆ หลายคนให้ความสนใจ ใฝ่ฝันอยากขึ้นเวทีประชันความสวย ชิงเงินรางวัล สายสะพายกลับบ้าน ส่วนหนุ่ม ๆ เองก็ไม่พลาดที่จะเกาะขอบเวทีจ้องมองผู้เข้าประกวดนางนพมาศอย่างไม่ละสายตากันเลยทีเเดียว

สำหรับเทศกาลวันลอยกระทงในทุก ๆ ปี หน่วยงานหลายภาคส่วนให้ความสำคัญและเฝ้าระวังเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในคืนวันลอยกระทง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์อย่างเรา ๆ เอง แต่กลับกลายเป็นว่า มนุษย์กลับปล่อยปละละเลยไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องดังกล่าวมากนัก เรื่องบางเรื่องคิดเพียงแค่ว่า “ปล่อย ๆ ไป เพราะเดี๋ยวก็มีเจ้าหน้าที่มาดำเนินการให้” เปลี่ยนความคิดแบบนี้ แล้วหันมาใส่ใจกับเรื่องสำคัญที่มนุษย์ต้องรู้ในคืนวัยลอยกระทง เรื่องอะไรบ้างที่หน่วยงานหลายฝ่ายให้ความสำคัญและย้ำอยู่ทุก ๆ ปี

 

1. “ลอยกระทง” ใช้วัสดุจากธรรมชาติ
ทุก ๆ ปี หน่วยงานภาครัฐและเอกชนออกมาประชาสัมพันธ์และรณรงค์ว่า “ลอยกระทง” ทุก ๆ ปี ขอให้ใช้วัสดุที่ทำมาจากธรรมชาติ ส่วนใหญ่เราจะพบกระทงที่ทำมาจากต้นกล้วย ใบตอง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก ๆ ที่เกิดจากธรรมชาติล้วน ๆ ใช้ระยะเวลาวลาย่อยสลายประมาณ 14 วัน กระทั่งต่อมา เริ่มมีการผลิตกระทงที่ทำมาจากโฟม , กระดาษ ฯลฯ ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการสร้างมลพิษและเพิ่มปริมาณขยะให้กับแม่น้ำ แทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อแม่น้ำ กลับกลายเป็นโทษต่อแม่น้ำมากกว่า เพราะกระทงที่ทำจากโฟม จะใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 50 ปีเลยทีเดียว ดังนั้น หลายหน่วยงจึงรณรงค์ไม่ให้ใช้วัสดุจากโฟมในการทำกระทง เพื่อดปัญหาขยะในแม่น้ำลำคลอง

 

 

 

 

 

 

2. งดการเล่น “พลุ-ประทัด-ดอกไม้ไฟ”
ทุก ๆ ปี ในคืนวันลอยกระทง นอกจากกระทงจะขายดีในคืนดังกล่าวแล้ว “พลุ-ประทัด-ดอกไม้ไฟ” ยังเป็นสินค้าที่ขายดี โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียน วัยรุ่น ที่ชื่นชอบการจุดประทัด ดอกไม้ไฟกันอย่างสนุกสนาน ถึงแม้ว่าตำรวจจะออกมาตรการคุมเข้มเรื่องของการจำหน่ายและจุดประทัดและดอกไม้ไฟแล้ว ก็ยังมีรายงานว่าพบการจุดประทัดในพื้นที่ต่าง ๆ แต่ที่น่าสลดใจก็คือ มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเล่นประทัดและดอกไม้ไฟ จากข้อมูลเฝ้าระวังการบาดเจ็บ 33 แห่ง ของสำนักระบาดวิทยา ระหว่างปี 2556-2560 พบผู้บาดเจ็บจากการจุดประทัด ดอกไม้ไฟ และพลุ เฉลี่ยปีละ 505 ราย ในปี 2560 พบผู้ขาดเจ็บ 279 ราย โดยร้อยละ 92.48 เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และร้อยละ 90.3 เป็นเพศชาย ฉะนั้น เจ้าหน้าที่และตำรวจจึงพยายามกวดขันให้งดการเล่น “พลุ-ประทัด-ดอกไม้ไฟ” เพื่อลดจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการได้รับอันตรายของ “พลุ-ประทัด-ดอกไม้ไฟ”

 

 

 

 

3. “ลอยกระทง” คืนแห่งการเสียตัว
เทสกาลลอยกระทงเป็นเทศกาลเดียวที่หนุ่มสาวสามารถพบเจอกันในยามวิกาล จากผลสำรวจพบว่า วันลอยกระทงเป็นวันที่เป็นการเสียตัวมากที่สุดอันดับ 1 คิดเป็นร้อยละ 40 โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการเสียตัวขึ้น ด้วยบรรยากาศที่ชวนเพลี้ยงพล้ำที่หนุ่มสาวจะได้พบเจอกันในยามวิกาล ประกอบกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำให้เคลิ้ม จึงทำให้เกิดการเสียตัวกันขึ้น
ดังนั้น กระทรวงวัฒนธรรมจึงพยายามรณรงค์ให้ประชาชนและเยาวชนร่วมกันสืบสานประเพณีลอยกระทง แนะนำผู้ปกครองให้ดูแลอบรมสั่งสอนให้วัยรุ่นบุตรหลานรู้จักความหมายของประเพณีที่ดีงามของการลอยกระทง เลิกการใช้ชีวิตแบบเสเพลที่ใช้เทศกาลลอยกระทงเป็นข้ออ้างในการมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะผู้หญิงที่จะต้องมีความรักนวลสงวนตัว เพื่อให้เทศกาลลอยกระทงอยู่ในกรอบของวัฒนธรรมอันดีงามของไทยต่อไป

 

 

 

 

 

 

4. ลดปริมาณกระทงขยะในแม่น้ำคูคลอง
ในปี 2560 มีรายงานจากสำนักสิ่งแวดล้อม สำนักการระบายน้ำ และสำนักงานเขต ถึงจำนวนการจัดเก็บกระทงที่ประชาชนนำมาลอยในคืนวันลอยกระทง ปี 2560 พบว่า มีขยะกระทงรวมจำนวน 811,945 ใบ โดยกระทงส่วนใหญ่ทำจากวัสดุธรรมชาติ และวัสดุที่ย่อยสลายได้ จำนวน 760,019 ใบ คิดเป็นร้อยละ 93.6 และกระทงที่ทำจากโฟม จำนวน 51,926 ใบ คิดเป็นร้อยละ 6.4 จะเห็นได้ว่าประชาชนเริ่มให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก แต่ก็ยังมีส่วนน้อย ร้อยละ 6.4 ที่มองข้ามเรื่องสำคัญเรื่องนี้ไป
ดังนั้น ปีนี้หลายหน่วยงานจึงรณรงค์ให้มีการลอยกระทง โดย 1 ครอบครัว 1 กลุ่มเพื่อนฝูง ให้ใช้กระทงร่วมกันเพียง 1 กระทงเท่านั้น เนื่องจากหากมีปริมาณกระทงในแม่น้ำที่มากไป ก็อาจจะทำให้เกิดการเน่าเปื่อย ส่งกลิ่นเหม็น เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำและสภาพแวดล้อมด้วย ดังนั้น จึงมีการรณรงค์เพื่อเป็นการช่วยลดปริมาณขยะในแม่น้ำคูคลอง ร่วมรักษาแหล่งน้ำให้ใสสะอาดต่อไป

 

 

 

5. คนจมน้ำในคืนลอยกระทง
ทุก ๆ ปี จะมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการพลัดตกลงไปในแม่น้ำในคืนวันลอยกระทง นอกจากนี้ ยังพบการเสียชีวิตจากการลงไปในแม่น้ำเพื่องมหาเหรียญในกระทงอีกด้วย ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า การจมน้ำเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เนื่องจากเด็กมักจะอยู่ใกล้แหล่งน้ำเพื่อลอยกระทง ทำให้มีโอกาสเสี่ยงที่จะพลัดตกลื่นลงตกน้ำได้ ที่พบบ่อยคือการลงน้ำไปเก็บเศษเงินในกระทง ซึ่งสถิติผู้เสียชีวิตตั้งแต่ปี 2551-2560 พบว่า ช่วงเทศกาลลอยกระทง มีคนเสียชีวิตจากการจมน้ำสะสมเกือบ 400 คน เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มากที่สุด ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องคอยจัดเจ้าหน้าที่มาดูแลความปลอดภัยของประชาชนที่มาลอยกระทงบริเวณท่าน้ำทุกแห่ง เพื่อหวังลดการเกิดอุบัติเหตุขึ้น

 

 

 

 

 

ลอยกระทงปีนี้ อย่าเพียงคำนึงแค่เพียง “ลอยกระทง” เพื่อความสนุกสนาน ความบันเทิง แต่ต้องคำนึงถึงเรื่องใกล้ตัวที่จะส่งผลต่อมนุษย์ในภายภาคหน้า มาร่วมรณรงค์และปลูกฝังให้มนุษย์ใส่ใจและให้ความสำคัญถึงเรื่องดังกล่าว เพื่อสร้างความยั่งยืนและร่วมรณรงค์ให้ประเพณีลอยกระทง เป็นประเพณีที่ทำให้หลาย ๆ คน มีทัศนคติเชิงบวก เป็นประเพณีที่ล้วนมีแต่ความสุข ไม่มีเรื่องโศกเศร้าหรือเสียหายเกิดขึ้น และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเพณีลอยกระทงนี้เป็นประเพณีที่ดี มีความศักดิ์สิทธิ์ ให้ชาวต่างชาติได้เห็นให้มุมนี้มากกว่าการมาเห็นเรื่องที่น่าสลดใจอีกแง่หนึ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต