Content_กามนิต_Cover_1.jpg

kinyupen_adminNovember 5, 2019

ข้อน่าคิด จากกามนิต-วาสิฏฐี

  1. ต้นฉบับ เป็นภาษาเยอรมัน หาใช่ภาษาอินเดีย หรือไทย
  2. นิยายอิงหลักคำสอนพุทธศาสนา โดยผู้แต่งชาวเดนมาร์ก
  3. พระพุทธเจ้าให้บทเรียนสอนหญิง และสอนชายในเรื่องของ การหลุดพ้นที่ต่างกัน
  4. “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” คือคำสอนที่พระพุทธเจ้า สอนหญิงผ่านวาสิฏฐี
  5. “สวรรค์ – นรกไม่ใช่หนทางสู่ความหลุดพ้น แต่จริงแท้ คือนิพพาน” คือคำสอนที่พระพุทธเจ้า สอนชาย ผ่านกามนิต
  6. บุคคลในนิยายที่มีอยู่จริง คือ พระพุทธเจ้า พระอานนท์ พระสารีบุตร และองคุลีมาล
  7. เหตุการณ์ในเรื่องอิงพุทธประวัติตอนปลาย

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวในหนังสือกามนิต -วาสิฏฐี ที่เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินหรือรู้สึกคุ้นเคย

กามนิต-วาสิฏฐี เป็นวรรณกรรมอิงหลักคำสอนพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียง ต้นฉบับแต่งเป็นภาษาเยอรมันโดยคาร์ล แอดอล์ฟ เกลเลอโรป นักประพันธ์ชาวเดนมาร์ก เมื่อปี พ.ศ. 2449 และถูกแปลเป็นภาษาไทยโดยเสฐียรโกเศศ–นาคะประทีป ในปี พ.ศ. 2473

เนื้อหาของหนังสือแบ่งออกเป็น 45 บท แบ่งเป็นภาคบนดิน-ภาคสวรรค์ โดยภาคบนดิน เริ่มจากพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากกรุงราชคฤห์ และได้พบกับกามนิตที่บ้านช่างปั้นหม้อ ซึ่งเป็นที่มาของการดำเนินเรื่อง อันเริ่มจากบทสนทนาที่เป็นเรื่องราวความรัก ระหว่างกามนิตกับวาสิฏฐี จนถึงเป้าหมายการเดินทาง ของกามนิตที่ต้องการฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าในเรื่องของการหลุดพ้น หากท้ายสุดแล้วแม้กามนิตจะได้รับข้อธรรมแต่ก็เข้าไม่ถึง เพราะไม่คาดคิดว่าผู้ที่ตนสนทนา คือ พระพุทธเจ้า ทั้งข้อธรรมนั้นขัดกับความเชื่อ และความเข้าใจของตนเอง

ภาคสวรรค์ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวจากวาสิฏฐีที่เสมือนจิ๊กซอว์เห็นแง่มุมคิดอีกด้าน ทั้งยังสะท้อนหลักธรรมของพุทธศาสนาที่ทำไมถึงมุ่งสอนให้คน “ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทและมุ่งสู่นิพพาน”

สุดท้าย ขอสรุปใจความหลัก ๆ ของกามนิต -วาสิฏฐี เผื่อนำไปปรับใช้ได้ อย่างแรก คือ “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” เพราะทุกคนเมื่อมีรักมักมีความคาดหวัง และทุกอย่างในชีวิตมักไม่เป็นไปตามคาด ความทุกข์ก็ย่อมตามติด

ประการต่อมา “สุดท้ายแล้ว สวรรค์นรกไม่ใช่จุดหมาย แต่นิพพานคือที่สุด”  โดยท่านพุทธทาสภิกขุ ได้ให้ความหมายของนิพพานว่า เป็นการเย็นลงแห่งไฟกิเลส ไฟกิเลสก็คือ ราคะ โทสะ โมหะ กิเลสทั้งหมดเย็นสนิท จึงจะเรียกว่า “นิพพาน” เปรียบเสมือนชีวิตจริงของเราคือ หากเรามีกิเลสเหล่านี้ ตัวเราก็จะมีแต่ความรุ่มร้อน  ชีวิตไม่มีความสุข หากเราปล่อยวางลงได้ ทุกอย่างก็จะสงบลง จิตใจของเราก็จะคิดแต่สิ่งดี ๆ และ เรื่องดี ๆ และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


_เปิดที่มา-เถรวาท-มหายาน-แตกต่างกันอย่างไร_web.jpg

kinyupen_adminJuly 15, 2019

ช่วงนี้เป็นช่วงวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา กินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราว “เถรวาท –  มหายาน” ย้อนดูที่มาที่ไป และความแตกต่างของสองนิกายนี้กัน

ปัจจุบันแหล่งข้อมูลต่างๆ มีการตีความที่มาของนิกายในพระพุทธศาสนาไว้อย่างน่าสนใจหลายแง่มุม และเนื่องในโอกาสอันดีในช่วงเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาที่จะถึงนี้ ทีมงานจึงขอนำเรื่องราวสนุกๆ อีกแง่มุมเกี่ยวกับ “เถรวาท –  มหายาน” มานำเสนอให้ทราบกัน

ย้อนกลับไป 2562 ปีก่อน หลังสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว 90 วัน สาวกผู้ได้เคยสดับฟังคำสั่งสอนจำนวน 500 รูป ก็ประชุมทำสังคายนากัน ณ ถ้ำสัตบรรณคูหา ใกล้เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ซึ่งหลังรวบรวมคำสอนอยู่ 7 เดือนก็จัดทำประมวลคำสอนสำเร็จเป็นครั้งแรก เรียกว่า ปฐมสังคายนา อันเป็นบ่อเกิดของพระไตรปิฎก ซึ่งคำสอนที่ลงมติไว้ในครั้งนั้นและนับถือสืบมาเรียกว่า เถรวาท แปลว่า คำสอนที่วางไว้เป็นหลักการโดยพระเถระ

อย่างไรก็ตาม ด้วยก่อนหน้าที่องตถาคตจะละสังขารได้ประทานปัจฉิมโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยตอนหนึ่งที่ตรัสกับพระอานนท์ว่า “หากมีข้อสิกขาใดก็ตามที่เป็นข้อสิกขาย่อยๆ หากมีการลดละอนุโลมได้ให้ช่วยกันอนุโลมเถิด” ทำให้เกิดปัญหาการตีความของหมู่ภิกษุสงฆ์ ว่า สิกขาบทไหนเรียกว่าเล็กน้อย เป็นเหตุให้ภิกษุบางรูปไม่เห็นด้วย และไม่ยอมรับสังคายนามาตั้งแต่ครั้งแรก เกิดการแยกตัวทำสังคายนาต่างหาก เกิดการแตกแยกทางความคิดในหมู่สงฆ์ ไม่ลงรอยกันในส่วนหลักธรรมและข้อวัตรปฏิบัติ

กาลเวลาล่วงเลยต่อมา เมื่อพระพุทธองค์ดับขันธ์ปรินิพพานได้ 100 ปี ภิกษุชาววัชชีปฏิบัติกิจย่อหย่อนทางพระวินัย และขอให้มีการปรับสิกขาบท อาทิ ควรฉันหลังเที่ยงได้ ฉันสุราอ่อนได้ รับเงินรับทองได้ เก็บรักษาอาหารได้ ดังนั้นพระยสกากัณฑบุตรจึงได้เชิญพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่เอร่วมทำการสังคายนาขึ้น

แน่นอนว่าภิกษุชาววัชชีไม่ยอมรับและไม่เข้าร่วมการสังคายนานี้ แต่ไปรวบรวมภิกษุฝ่ายตนประชุมทำสังคายนาต่างหาก เรียกว่า มหาสังคีติ และเรียกพวกของตนว่า มหาสังฆิกะ

เวลานั้นพุทธศาสนาจึงแตกเป็น 2 ฝ่าย โดย ฝ่ายแรก นิกายเถรวาท ยืนกรานยึดคำสอนของพระเถระดั้งเดิมทั้งหมดโดยไม่มีการแก้สิกขาบท เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด คือ ฝ่ายที่สอง เป็นฝ่ายที่ขอให้มีการแก้สิกขาบท มีการตั้งเป็นก๊กเป็นค่าย แต่ละค่ายยึดตามมติพระอาจารย์ของตัวเอง ฝ่ายนี้เรียกว่า อาจาริยวาท  ซึ่งต่อมาแบ่งออกเป็นทั้งหมด 18 ค่ายอาจารย์ที่ล้วนมีทัศนะ อุดมคติ การตีความหลักธรรม และวัตรปฏิบัติที่แตกต่างกันตามหลักจริยวัตรของตน

เดิมทีในอดีตคนอินเดียจะนับถือนิกายเถรวาท โดยพระเจ้าแผ่นดินอินเดียผู้ทรงอุปถัมภ์พุทธศาสนานิกายเถรวาทเป็นอย่างมาก คือ พระเจ้าอโศกมหาราช โดยทรงเป็นเจ้าภาพในการจัดทำสังคายณาพระไตรปิฏกแบบเถรวาทในปี พ.ศ.234 จากนั้นทรงส่งพระภิกษุเถรวาทออกไปเผยแพร่คำสอนยังที่ต่างๆ 9 เส้นทาง

ส่วนนิกายมหายาน เดิมนั้นยังเรียกว่า อาจาริยวาท จนกระทั่งนิกายเถรวาทในอินเดียเริ่มถูกแทนที่ด้วยศาสนา ฮินดู ซิกส์ และอิสลาม จึงทำให้เถรวาท และ อาจาริยวาทในอินเดีย ต่างก็พยายามกลับมารวมตัวกันใหม่ เพื่อเรียกสาวกกลับคืน จึงมีการรวมตัวกันแล้วตั้งเป็นนิกายมหายานขึ้น เรียกว่ามหายานาบริสุทธิ์

นิกายมหายานโด่งดังขึ้นมาราวพุทธศตวรรษที่ 7 โดยพระเจ้ากนิษกะมหาราช แห่งราชวงศ์กุษาณะ พระองค์ทรงเลื่อมใสศรัทธาพระโพธิสัตว์ จึงเป็นมหาสาธารณูปถัมภกในพุทธศาสนานิกายมหายาน และได้ส่งพุทธศาสนานิกายมหายานออกไปตามสถานที่ต่างๆ

ล้อมกรอบ

  • มหายาน แปลว่า พาหนะลำใหญ่ ที่จะนำสรรพสัตว์ทั้งหลายเข้าสู่การหลุดพ้นได้ โดยมีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้าได้สร้างพระโพธิสัตว์ขึ้นมามากมายเพื่อช่วยเหลือพระองค์ ดังนั้นหลักสำคัญของมหายาน คือ การช่วยซึ่งกันและกันให้หลุดพ้นไปพร้อมกัน ด้วยความสามัคคี
  • เถรวาท มีอีกชื่อเรียกว่า หินยาน แปลว่า พาหนะของคนใจแคบ ซึ่งเป็นการเยาะเย้ยเปรียบเปรย เพราะไม่มีการส่งต่อบุญใครทำดีได้ดีเอง ใครทำชั่วได้ชั่วเอง จึงเรียกว่าพวกใจแคบ
  • เถรวาทในประเทศไทยเราไม่เหมือนกับลังกา เพราะของลังกาจะไม่ค่อยมีเรื่องนรก สวรรค์ เน้นเรื่องอริยสัจ 4 ประการเป็นหลัก ส่วนเถรวาทของไทย จะถูกนำไปบวกกับลัทธินับถือผีดั้งเดิม จึงมีทั้งพุทธทั้งผีปะปนกัน