7 ท่า ห้ามนั่งเสี่ยง ร่างพัง หลังเดาะ

7 ท่า ห้ามนั่งเสี่ยง ร่างพัง หลังเดาะ

ท่านั่งที่ดีและถูกต้องสำหรับร่างกายคนเราคือการที่ปล่อยขาสองข้างตรงตามสบาย หลังติดพนักพิงและระดับมุมของข้อศอกและไหล่ต้องทำมุม 90 องศา ลองสังเกตตัวเองว่าเกตเรานั่งแบบนี้หรือไม่ ถ้าไม่ โปรดจงอ่านบรรทัดต่อไปเพราะสิ่งที่เราทำในทุกๆ วันอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ในอนาคต

ท่าที่ 1 ไขว่ห้าง

ท่านี้ต้องบอกว่าเป็นท่าท็อบฮิตของคุณผู้หญิงหลายๆ คน ต้องยอมรับว่าเป็นท่านั่งที่ทำให้บุคลิกของเราดูดี สง่า และเซ็กซี่ไปในตัวแต่ท่านี้ควรนั่งบางสถานการณ์เท่านั้นอย่าเอาไปติดเป็นนิสัยเพราะการนั่งไขว่ห้าง เป็นการทิ้งน้ำหนักลงไปที่เท้าข้างหนึ่ง จะทำให้เลือดบริเวณเท้าข้างนั้นของเราไหลเวียนได้ไม่ดี และถ้าหากนั่งนานๆ หรือนั่งจนติดเป็นนิสัยจะทำให้กล้ามเนื้อตั้งแต่สะโพกไปจนถึงหัวผิดรูปส่งผลให้กระดูกเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นสาเหตุในการเกิดโรคหมอนรองกระดูกเสื่อมได้ และการนั่งไขว่ห้างอาจจะโดนผู้ใหญ่บางท่านมองว่าไม่มีมารยาท แล้วมากระซิบข้างหูว่า “เอาขาลงได้มั้ยเธอ?”

 

ท่าที่ 2 หลังค่อมพุงยื่น

ท่านี้เป็นท่าที่ไม่ควรมากๆ นอกจากเป็นอันตรายต่อร่างกายแล้วยังเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีมากๆ บางคนอาจจะบอกว่า เราไม่เคยนั่งถ้านี้หรอก ใครจะไปนั่งแบบนั้น ลองสังเกตตัวเองขณะอ่านนะว่าคุณกำลังทำแบบนี้หรือเปล่าถ้าทำอยู่ ยืดขึ้นมา!!! และเตือนสติตัวเองสม่ำเสมอว่าอย่านั่งแบบนี้ เพราะการนั่งหลังค่อมจะทำให้กระดูกสันหลังของเรางอ และถ้าเราเคยชิน ทำไม่รู้ตัวไปเรื่อยๆ กระดูกสันหลังอาจคดงอผิดรูปถาวรได้ เมื่อรู้เหตุผลแล้วอย่าลืมเตือนสติตัวเองและคนรอบข้างด้วยนะ

 

ท่าที่ 3 นั่งก้นไม่เต็มเบาะ

บางทีการนั่งในหลายๆรูปแบบก็มีผลมาจากการใช้ชีวิตประจำวันของเรา หรือ การควบคุมไม่ได้ของเสื้อผ้า สำหรับคนที่กางเกงฟิต คงเป็นบ่อยกับท่านั่งก้นไม่เต็มเบาะนี้ จะให้ทำอย่างไรได้ถ้านั่งเต็มก้น พุงก็ปลิ้นน่ะสิ!! บางรายถึงขั้นซิปแตกเลย แต่รู้หรือไม่การนั่งก้นไม่เต็มเบาะนั้นเป็นสาเหตุทำให้หลังค่อมโดยไม่รู้ตัว แล้วหลังค่อมไม่ได้อย่างไรลองกลับไปอ่านข้อ 2 ใหม่ดูแล้วจะเข้าใจ

 

ท่าที่ 4 นั่งขัดสมาธิ

ท่านี้ก็เป็นอีกท่าหนึ่งที่หลายๆ คนนั่งแล้วรู้สึกสบายมากเป็นท่าที่สะดวกต่อการทำทุกอย่างเมื่ออยู่กับพื้นแต่ถ้าลองสังเกตดีๆ ถ้าเรานั่งขัดสมาธินานๆมักจะเกิดเหน็บชานั่นเป็นเพราะเลือดไปเลี้ยงบริเวณที่ถูกกดทับไม่ถึง หรือถ้าใครที่น้ำหนักตัวเยอะอาจมีปัญหาเรื่องกระดูกและส่งผลทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้ ซึ่งคำว่า “ลำบากตอนนี้สบายวันหน้า” ใช้ได้กับสถานการณ์นี้มากๆ

 

ท่าที่ 5 นั่งทับขาข้างใดข้างหนึ่ง

หลายคนคงนึกไม่ออกว่ามันไม่ดีอย่างไร เพราะการนั่งแบบนี้ก็ออกจะสบาย และไม่เมื่อยอีกด้วย ซึ่งต้องบอกเลยว่าอยากให้ลองคิดใหม่เนื่องจากท่านี้เปรียบเหมือนการนั่งท่าไขว่ห้างและขัดสมาธิพร้อมกันนั่นเอง นอกจากจะทำให้ระบบเลือดไหลเวียนไม่ดีแล้วยังเสี่ยงต่อกระดูกสะโพก สันหลัง ของเราคดงอได้

 

ท่าที่ 6 นั่งยกไหล่

คนบ้าอะไรจะไปนั่งยกไหล่ คำนี้คงผุดขึ้นมาในหัวเมื่อได้อ่านหัวข้อ ถูกแล้ว คนปกติไม่มีใครนั่งยกไหล่ถึงมีก็คงไม่ได้สบายตัวขนาดนั้น แต่การยกไหล่ในที่นี้หมายถึงการที่เราเผลอตัวนั่งทำงานบนโต๊ะที่บ้านหรือออฟฟิศให้สังเกตการจัดวางของเก้าอี้และโต๊ะให้ดีๆ อย่าให้เก้าอี้ต่ำกว่าโต๊ะเกินไปเนื่องจากลักษณะท่านั่งการทำงานของเราจะเหมือนการนั่งยกไหล่ซึ่งจะเป็นสาเหตุของอาการปวดไหล่บางราย รามไปถึงการปวดหลังเรื้อรังได้

 

ท่าที่ 7 วางโน้ตบุ๊กไว้บนตัก

สถานการณ์ที่ เดี๋ยวนี้!!! ตอนนี้!!! ขอด่วนเลยนะ!!!! บางคนก็ไม่ได้อยากนั่งพื้นหยิบโน้ตบุ๊กขึ้นมาทำงานหรอกแต่สถานการณ์มันจำเป็น ในเมื่อชีวิตคนเราดำเนินเรื่อยๆ งานก็สามารถแก้ได้เรื่อยๆ เช่นกัน ซึ่งท่านี้กับสถานการณ์เร่งด่วนนั้นหลายคนก็มองว่ามันสะดวกรวดเร็ว และสบายมากที่สุด แต่อย่าลืมคิดว่าการที่เรานั่งอาโน้ตบุ๊กวางบนตักนั้นทำให้เราต้องก้มคอมากเกินไป จนเกิดอาการปวดคอ และหลังโดยไม่รู้ตัวซึ่งบวกกับอาการเครียดเพราะเรื่องด่วนแล้วก็จะทำให้เราทรุดหนักกันไปใหญ่

 

หลายท่าที่ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พูดถึงในวันนี้ทุกคนคงเคยทำมาหมดแล้วและบางคนคงทำกันจนเคยชินเป็นท่านั่งประจำเฉพาะตัวไปแล้ว แต่อยากให้คำนึงว่าหลายสิ่งหลายอย่างของเราในชีวิตเปลี่ยนไปมากมาย บางเรื่องก็ไม่มีเหตุผลด้วยซ้ำอยากให้ลองเปลี่ยนและหัดใช้ท่านั่งที่ถูกต้องทำให้เป็นพฤติกรรมที่เราจะปฏิบัติทุกวัน ทั้งนี้ไม่ใช่เพื่อใครแต่เป็น เพื่อตัวคุณเองในอนาคต